Skip to content

Recent Articles

24
ม.ค.

ความน่าสะพรึงกลัวของมาตรา 112 และเผด็จการในประเทศไทย

สหราชอาณาจักรถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่โดดเด่น ไม่ใช่เพราะปราศจากปัญหา แต่เป็นเพราะความยาวนานและเสถียรภาพซึ่งมีรากฐานมาจากการแบ่งแยกเด็ดขาดระหว่างคณะบุคลลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่ร่างกฎหมายและประมุขรัฐ พระมหากษัตริย์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเจ้าหน้าที่ลงนามในหนังสือร่างกฎหมาย

การจัดการแบบง่ายๆนี้ ได้สรุปไว้อย่างบรรจงในเวปไซต์ทางการของสถาบันกษัตริย์แห่งสหราชอาณจักรว่า

“ความสามารถในการร่างและผ่านกฎหมายขี้นอยู่กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์”

นี่คือหลักฐานชัดเจน ความสามารถในการผ่านกฎหมายในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นไปโดยปกติขึ้นอยู่กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่กองทัพ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ หรือกลุ่มเครือข่ายวังขนาดใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองที่ไม่เป็นที่นิยม

และแน่นอนว่า ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งทำงานปกติไม่จำเป็นต้องบังคับให้คนอื่นชอบผ่านทางกฎหมายปิดปากป่าเถื่อนหรือแคมเปญสร้างความเกลียดชังอันน่าสะพรึงกลัว โดยเรียกบุคคลที่วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ว่า “เศษสวะมนุษย์” รวมถึงมีการเรียกร้องให้สังหารและซ้อมทรมานผู้วิจารณ์โดยกลุ่มผู้สนับสนุนแคมเปญเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

อีกทางหนึ่งในการทำความเข้าใจระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ “ระบอบสาธารณรัฐที่มีสถาบันกษัตริย์” (ระบอบนี้สถาบันกษัตริย์มีบทบาทน้อยกว่าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ: ผู้แปล) คำศัพท์นี้ได้รับความสนใจครั้งแรกในการอภิปรายช่วงยุค 90 ว่าประเทศออสเตรเลียควรจะปฏิเสธสถาบันกษัตริย์อังกฤษว่าเป็นประมุขรัฐ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐอย่างเต็มตัวหรือไม่

คณะกรรมาธิการซึ่งทำหน้าที่พิจารณากรณีดังกล่าว ซึ่งทำการศึกษาว่าประเทศออสเตรเลียจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญบทไหนบ้างหากต้องการเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐได้สรุปว่า ในกรณีนี้แทบไม่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย

“ประเทศออสเตรเลียเป็นรัฐซึ่งอำนาจสูงสุดมาจากประชาชนอยู่แล้ว และหน่วยงานรัฐต่างๆ ยกเว้นหน่วยงานสูงสุดของระบบ เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมาจากประชาชนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม องค์ประกอบเดียวของระบบรัฐบาลออสเตรเลียที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบรัฐบาลแบบสาธารณรัฐคือสถาบันกษัตริย์”

จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศไทยนั้นห่างไกลอย่างมากจากความเข้าใจและการยอมรับของนานาชาติว่าเป็น “ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ”

ปัจจัยเด่นชัดที่สุดซึ่งทำลาย “ความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ” คือบทบาทของกองทัพ ซึ่งใช้อำนาจเกินบรรทัดฐานหรือกรอบที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ได้ประพฤติตนเหมือน “รัฐที่เหนือกว่ารัฐปกติ” (deep state) ซึ่งพวกเขาได้อำนาจมาจากความสามารถในการจัดตั้งความรุนแรง อันนำไปสู่การทำรัฐประหารหลายครั้ง และนั้นคือคือสิ่งที่นักวิชาการอังกฤษ นายดันแคน แมคคาร์โกอธิบายไว้ว่าเป็น “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์”

ตามคำกล่าวของนายแมคคาร์โก “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์”  เข้าใจได้ว่าเป็น “รูปแบบการปกครองโดยกษัตริย์กึ่งหนึ่ง” นำโดย “กษัตริย์ไทยและพวกพ้อง” ซึ่งปราศจากความโปร่งใสโดยเนื้อแท้ เนื่องจากสนับสนุนให้เชื่อถือ ‘คนดี’ และไม่ให้ความสำคัญต่อสถาบันหรือกระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการที่ “กษัตริย์ไทยและผู้แทนกษัตริย์มักแทรกแซงทางกระบวนการทางการเมืองอย่างเข้มข้น” อีกด้วย

แล้วอะไรที่ยับยั้งไมให้คนไทยเข้าร่วมการอภิปรายอย่างแข็งขันเรื่องที่การเคลื่อนไหวของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ หรือคณะรัฐประหารยิ้มสยามเถื่อนนั้นขัดขวางประชาธิปไตยไทยอย่างไร? คำตอบคือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นกฎหมายป่าเถื่อนและน่าสะพรึงกลัว

ใครก็ตามที่สนใจประเทศไทยจะต้องบอกคุณว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” คือ “อาชญากรรม” การพูด “ต่อต้านสถาบันกษัตริย์” โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

บทบัญญัตินี้แตกต่างจากกฎหมายไทยอื่นตรงที่ทุกคนสามารถแจ้งความให้มีการสอบสวนการละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ และเนื่องจากการลงโทษที่ป่าเถื่อน รวมถึงการที่ศาลไทยตีความกฎหมายนี้อย่างคลุมเครือ ไม่มีเหตุผล และโหดเหี้ยม กฎหมายนี้จึงกลายเป็นอาวุธ “อันน่าสะพรึงกลัว” ทางกฎหมายที่ทั้งกลุ่มเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ชุดปัจจุบัน และเผด็จการทหารไทยเลือกใช้

ประชาชน เช่นนักข่าวไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขได้รับโทษจำคุกหลายปีเนื่องจากตีพิมพ์บทความเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ชายชรา นายอําพล ตั้งนพคุณถูกลงโทษจำคุก 20 ปีเพราะส่งข้อความวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ไปยังโทรศัพท์มือถือของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ผู้พิพากษาเองยังยอมรับว่าไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของนายอำพลได้อย่างหมดสงสัย

นายอำพลเสียชีวิตในเรือนจำในสภาพที่ย่ำแย่และโศกเศร้าอย่างที่สุด

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลเผด็จการทหารของพลเอกประยุทธ์ได้พยายามยกระดับความน่าสะพรึงกลัวของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนักวิจารณ์และนักวิชาการถูกบังคับให้ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ รวมถึงมีการจับกุมคนหลายคนด้วยกฎหมายนี้ คดีที่ร้ายแรงที่สุดคือการจับกุมและคุมขังนักศึกษาสองคนซึ่งเป็นนักแสดงในละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ซึ่งเป็นละครที่ถูกมองว่ามีการเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยหมิ่นสถาบันกษัตริย์อย่างมาก

เด็กสองนี้ถูกบีบบังคับด้วยสถานการณ์อันบีบคั้นให้ “สารภาพ” ว่ากระทำผิดทางอาญาและขณะนี้กำลังรอคำพิพากษา ประเด็นคือ ใครก็ตามที่ปฏิเสธที่จะ “สารภาพ” ว่ากระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมักจะไม่ได้ประกันตัวและถูกกักขังเป็นเวลานานในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครซึ่งมีสภาพโสโครกและแออัด

โดยสรุปคือ ประเทศไทยกำลังปกครองด้วยเผด็จการทหาร และหนึ่งในสิ่งบ่งชี้อันชัดเจนอย่างมากที่สุดว่าประเทศไทยยังคงอยู่นอกเหนือการยอมรับของนานาชาติในเรื่องรูปแบบ “ความถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญ” คือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการบังคับใช้ในรูปแบบของการสร้างความน่าสะพึงกลัวในระบบการเมืองไทย

ในระหว่างที่มาตรา 112 ยังดำรงอยู่ ประเทศไทยจะยังคงย่ำอยู่กับที่ต่อไป

2
ม.ค.

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมประกาศเริ่มกลุ่มรณรงค์อิสระเพื่อนำกลุ่มผู้นำรัฐประหารไทยมาลงโทษ

ลอนดอน – นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมจากสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สประกาศจัดตั้งกลุ่มรณรงค์อิสระกลุ่มใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำตัวเจ้าหน้ารัฐไทยมารับผิดในเขตอำนาจศาลต่างประเทศ

วัตถุประสงค์หนึ่งของการเคลื่อนไหวใหม่นี้คือการดำเนินคดีอาญาต่อคณะผู้นำรัฐประหารและกลุ่มบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ ที่กรุงเทพฯ ปี 2553 รวมถึงการหาแนวทางลงโทษในรูปแบบอื่น เพื่อนำความรับผิดชอบและความยุติธรรมมาให้เหยื่อ การรณรงค์นี้จะดำเนินโดยปราศจากค่าตอบแทน มีความเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงและไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใดในประเทศไทย

“เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการกวาดล้างอันน่าสะพรึงกลัวภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารในปัจจุบัน เราจะต้องไม่ละทิ้งความพยายามที่จะนำกลุ่มคนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและคณะบุคคลที่ฉีกทำลายประชาธิปไตยอันเปราะบางของไทยมาลงโทษ” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เรามองว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ – ความหวังในการฟื้นฟูหลักนิติธรรมและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเราได้เห็นกลุ่มอำมาตย์ถูกดำเนินคดีและลงโทษจากอาชญากรรมที่พวกเขากระทำเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้ สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สได้รับการว่าจ้างจากอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรเพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเสื้อแดง รวมถึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่าประเทศ (ICC) หลังจากการสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมในกรุงเทพฯ ซึ่งการสังหารหมู่ดังกล่าวส่งผลให้พลเรือนมือเปล่ากว่า 90 รายเสียชีวิตจากการสังหารของทหารไทย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กองทัพก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้ถดถอยลงอย่างรุนแรง สายสัมพันธ์การทำงานระหว่างนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรได้สิ้นสุดลง

“เรารู้สึกขอบคุณคุณทักษิณสำหรับโอกาสในการทำงานนี้ และหวังว่าคุณทักษิณจะประสบความสำเร็จในด้าน ตอนนี้เราให้ความสนใจกับการติดตามสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มภาคประชาชน เอ็นจีโอ และกลุ่มอิสระทางการเมืองกลุ่มอื่นเพื่อส่งเสริมสิทธิพลเรือนผ่านทางทุกช่องทาง พันธสัญญาของเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

1
ก.ค.

นายอัมสเตอร์ดัม: การตั้งข้อหาเท็จต่อนายจักรภพ เพ็ญแขคือแรงจูงใจทางการเมือง

เพียงไม่กี่วันหลังการประกาศจัดตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งเป็นองค์กรที่ท้าทายคณะเผด็จการทหารเถื่อนในกรุงเทพฯ แกนนำกลุ่มกลุ่มถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาอันเป็นเท็จอย่างชัดเจน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นักกฎหมายกล่าว

นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ก่อตั้งและเลขานุการบริหารของกลุ่มเคลื่อนไหว ถูกรัฐบาลทหารตั้งข้อหาว่าครอบครองอาวุธ ซึ่งนายอัมสเตอร์ดัมอธิบายว่าเป็นเรื่องของ “การแก้แค้นโดยการสร้างเรื่องเท็จโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง”

นายอัมสเตอร์ดัมชี้ว่า ลำดับเวลาของการตั้งข้อหาเกิดขึ้นพร้อมกันการเผยแพร่คำแถลงการณ์การก่อตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มเคลื่อนไหวในฮ่องกง ซึ่งเผยให้เห็นว่านี่คือการลุแก่อำนาจทางการเมืองอย่างชัดเจน

“นายจักรภพทำให้คณะเผด็จการทหารรู้สึกว้าวุ่นใจอย่างชัดเจน เพราะเขานำเสนอจุดยืนขององค์กรได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ และเขายังกล่าวถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในประเทศไทยต่อประชาคมโลก” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “นี่คือกลยุทธ์การต่อสู้แบบมาตราฐานของกองทัพไทยเมื่อต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้าม โดยพวกเขาพยายามจะใส่ร้ายป้ายสีแทนที่จะะนำเสนอประเด็นการตอบโต้ถกเถียงอันน่าเชื่อถือ ตลอดเหตุการณ์การสังหารหมู่ในกรุงเทพฯปี 2553 ตอนที่กองทัพสังหารพลเมืองมือเปล่า พวกเขาแสแสร้งว่าได้ค้นพบอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ไร้กฎหมายของพวกเขา”

เขากล่าวต่อเพื่อเน้นย้ำว่า คนสุดท้ายที่ควรจะพูดถึงประเด็นเรื่องกฎหมายในกรณีการกระทำอาชญากรรมคือกลุ่มนายพลที่ได้ปล้นเอาอำนาจมาอย่างผิดกฎหมาย

“นายพลที่มีความสำคัญหลายนาย รวมถึงประยุทธ์ ไม่เคยถูกดำเนินคดีกรณีการสังหารประชาชนในปี 2553 และการที่พวกเขาลอยนวลอย่างต่อเนื่องไม่ต้องรับผิดต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติคือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประเทศไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “การตั้งข้อหาเท็จประเภทนี้ต่อแกนนำฝ่ายตรงข้ามควรถูกมองตามความจริง – มันคือความพยายามจะทำลายความสามารถของแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยไทยในการเดินทางเพื่อกระตุ้นเตือนประชาคมโลกเรื่องการกระทำของคณะเผด็จการทหารไทย”

27
พ.ค.

สารถึงสื่อมวลชนต่างชาติ

ในนามของนปช. เราขอชักชวนให้ท่านไม่ใช้ภาษาที่ถูกต้องด้วยหลักการเกี่ยวกับการพิจารณาคดีเพื่ออธิบายการพิจาณาคดีในศาลของคณะอาชญากรทหารเถื่อน ซึ่งไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ไม่มีความเป็นอิสระ ไม่มีความเป็นกลาง และไม่เป็นไปตามหลักกระบวนการพิจารณาคดี และกระบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมายและปราศจากเหตุผลโดยสิ้นเชิงนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือลงโทษบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมืองจากกองทัพ

แทนที่จะเรียกว่ากระบวนการพิจารณาคดี ขอให้ท่านโปรดเรียกว่ากระบวนการหรือการรับฟัง กรุณาหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาของการพิจารณาอรรถคดีซึ่งอาจแปลได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีที่เป็นกลาง กรุณาหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าคุมขัง เพราะข้อเท็จจริงแล้วบุคคลที่ถูกกักขังคือตัวประกัน

เราขอย้ำว่าคณะเผด็จการทหารไม่มีความชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การตัดสินใจใช้ศาลทหารพิจารณาคดีบุคคลที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาเท็จคือการยืนยันถึงความไม่มั่นใจของผู้นำคณะรัฐประหารและกองทัพที่โกหก และหลอกลวงประชาชนไทย พวกเขาไม่ได้ทำลายกฎหมายระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำลายความหวังและความมุ่งมั่นในอนาคตของคนไทยอีกด้วย

25
พ.ค.

แถลงการณ์กรณีคำขู่ของคสช.

ตามที่มีรายงานในสื่อไทยว่า กลุ่มคณะทหารเผด็จการออกแถลงการณ์ว่ากำลังพิจารณา “ดำเนินการ” เอาคืนผม และอาจ “ตัด” ช่องทางการสื่อสารโดยการปิดเวปไซต์ และยังมีมาตราการอื่นๆอีกซึ่งจะดำเนินการผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ

คำขู่เหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่หลายคน รวมทั้งนักข่าว นักกิจกรรมและผู้นำพลเรือนถูกเรียกไปรายงานตัวต่อคณะทหารเพื่อให้ปากคำ ในขณะเดียวกันมีหลายคนถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิใดๆ เราควรจะถามตนเองว่าการกระทำเช่นนี้แปลว่าอะไร มันบอกอะไรได้บ้างเมื่อคณะทหารหวาดกลัวว่าประชาชนจะพูดอะไร และต้องใช้ความกลัวและการข่มขู่เพื่อสร้างความั่นคงให้กับแรงสนับสนุนพวกเขา? ความมุ่งมั่นที่จะควบคุมข้อมูลคือลักษณะบุคลิกภาพของเผด็จการ และนี่คือหลักฐานอันชัดเจนที่สุดว่า ทำไมคณะรัฐประหารจะต้องถูกยุบและต้องนำการปกครองโดยพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยกลับมา

รัฐประหารโดยกองทัพที่ทำโดยพลเอกประยุทธ์ไม่มีอำนาจทางรัฐธรรมนูญ และไม่มีความธรรมทางกฎหมายที่จะออกแถลงการณ์กล่าวหาเหล่านี้ พวกเขาปฏิบัติตนแบบอาชญากร ยึดอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และความพยามยามลิดรอนเสรีภาพทางการพูดแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในสถานภาพของตนเองมาตั้งแต่ต้น

ผมขอปฏิเสธความเห็นทุกความเห็นที่ระบุว่าคำแถลงการณ์ของผมเป็นการ “ปลุกระดม” ประชาชนไทยมีสิทธิ์ในการตั้งคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายของคณะเผด็จการทหารที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง และพวกเขามีสิทธิที่จะต่อต้านกองทัพผู้ปล้นประเทศอย่างสันติ หากการแสดงออกของผู้ต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้องให้มีการนำการปกครองโดยพลเรือนกลับมาโดยเร็วคือการกระทำผิด คณะเผด็จการทหารก็จะต้องหาทางดำเนินคดีต่อนักการทูตหลายคน

หากพิจารณาแล้วการสื่อสารส่วนใหญ่ของเราซึ่งทำผ่านเฟชบุ๊คและทวิตเตอร์  หากคณะเผด็จการจะปิดการเข้าถึงเวปไซต์ดังกล่าวทั้งหมด พวกเขาก็จะเป็นรัฐบาลที่ได้ชื่อว่ากดขี่และทำอาชญากรรมมากที่สุดในโลก และยังยืนยันถึงความล้มละลายทางความชอบด้วยกฎหมายของพวกเขาต่อประชาชนไทยอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คำขู่พวกนี้ไม่ได้ผล เราจะไม่เงียบ และจะไม่หายไปไหน เราต้องหาทางเพื่อจะทำงานร่วมกันหาหนทางแก้ปัญหาอย่างสันติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงมุ่งมั่นที่จะให้คำปรึกษาและสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อรับรองว่าวันหนึ่งความสงบสุขและประชาธิปไตยจะได้รับการฟื้นฟูในประเทศไทย

25
พ.ค.

จดหมายเปิดผนึกถึงคนเสื้อแดง ผู้สนับสนุนนปช. และทุกท่านที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยไทย

ถึงมิตรสหายทุกท่าน

หากจะกล่าวว่าทุกท่านต้องเผชิญกับความยากลำบากในสองสามวันที่มาอาจจะเป็นเรื่องที่น้อยเกินไป หลังจากที่ทุกท่านต้องอดกลั้นกับการทำลายประชาธิปไตยซึ่งเป็นหลักการที่ท่านยกย่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดกอวทัพไทยได้เผยธาตุแท้และตัดสินใจที่จะเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนที่ต่อต้านความเท่าเทียมทางพลเรือนและการเมืองในประเทศไทย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระทำของกองทัพเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นอาชญากรรม การยึดอำนาจ การจับกุมจัวแกนนำของท่านและคนในครอบครัวของพวกเขาเป็นตัวประกัน และการปราบปรามผู้คิดต่างเผยให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต่างอะไรจากกลุ่มอาชญากรที่พยายามข่มเหงประชาชนทั้งประเทศ

ไม่กี่วันก่อนหน้าที่กองทัพจะก่ออาชญกรรม แกนนำนปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ได้ขอให้ผมกระทำการในนามของเขาหากเขาถูกกองทัพไทยจับกุมตัวไป ด้วยเหตุนี้ และตามจดหมายฉบับนี้ กำลังจะมีความพยายามรวมตัวอีกครั้งของแกนนำนปช.และคนเสื้อแดงในต่างประเทศ และในระหว่างนี้ เราจะเริ่มกระบวนการหามาตราคว่ำบาตรทางกฎหมายในต่างประเทศเพื่อลงโทษการก่อกบฏโดยมิชอบด้วยกฎหมายของผู้นำกองทัพไทย ดังนั้น พลเอกประยุทธ์และเครือข่ายมาเฟียของเขาควรรับทราบไว้ด้วยว่า – พวกคุณจะต้องได้รับผลจากการกระทำในครั้งนี้

24
พ.ค.

แถลงการณ์: ทนายไม่รับอนุญาติให้เข้าพบผู้ถูกคุมตัวจากเหตุการณ์รัฐประหารโดยกองทัพ

ทนายไม่รับอนุญาติให้เข้าพบผู้ถูกคุมตัวจากเหตุการณ์รัฐประหารโดยกองทัพ

24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 –  การที่ประชาชนไทยกว่า 150 คน ถูกกองทัพไทยจับกุมและไม่สามารถติดต่อกับทนาความได้แสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายคนเสื้อแดง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าว

“เราไม่ทราบว่าพวกเขาถูกคุมขังที่ไหน เราไม่ทราบว่าเขาได้รับการปฏบัติที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ และพวกเราไม่ได้รับอนุญาติให้ติดต่อกับผู้ที่ถูกคุมขัง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวในนามของกลุ่มทนายความแกนนำเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง “ข้อเท็จจริงคือ เป็นเวลาเกือบ 72 ชั่วโมงแล้วที่คณะรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์จับประชาชนเป็นตัวประกันโดยมิให้สิทธิ์ในการติดต่อทนาย ซึ่เป็นการส่งสัญญาณคุกคาม และนี่คือการกระทำที่ละเมิดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ”

มีการข่มเหงทนายของกลุ่มผู้ถูกคุมขัง  นายธิติพงษ์ ศรีแสนถูกกักตัวไว้ 5 ชั่วโมงก่อนจะถูกปล่อยตัวไป และนอกจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกคนยังถูกจับกุมไปด้วยในขณะที่ผู้นำคณะรัฐประหารตัดสินใจยุบวุฒิสภา และยึดอำนาจทั้งหมดในประเทศวันนี้

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวว่าทีมกฎหมายกำลังทำงานติดต่อใกล้ชิดกับองค์กรสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเพื่อพยายามหาทางปกป้องทั้งประชาชนและผู้ที่ถูกคุมขัง การกระทำอย่างต่อเนื่องของกองทัพ ซึ่งรวมถึงการตรวจค้นบ้านพักส่วนตัวในยามวิกาล และการเรียกอดีตบุคคลซึ่งถูกคุมขังข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่ได้รับการอภัยโทษแล้วมารายงานตัว เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในสังคมไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

“หากพิจารณาถึงการปราบปรามรุนแรงอย่างอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าประยุทธ์ไม่สนใจที่จะรักษาความสงบ แต่กลับปฏิบัติตามหนังสือยุทธศาสตร์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “แรงสนับสนุนอันน้อยนิดของเขากำลังสลายตัวลงไปอย่างรวดเร็ว และเรากังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของสาธารณชน”

ในอาทิตย์นี้ นายอัมสเตอร์ดัมประกาศว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประเทศไทยอาจจะพิจารณาจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น การทำงานเพื่อเก็บข้อมูลการกระทำของผู้เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารจะดำเนินต่อไปเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเมื่อหลักนิติธรรมได้รับการฟื้นฟู

23
พ.ค.

แถลงการณ์: เรื่องการพิจารณาการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นแห่งประเทศไทย

เรื่องการพิจารณาการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นแห่งประเทศไทย

ลอนดอน, 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 – หลังจากมีการประกาศทำรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยกองทัพไทยเมื่อวันพฤหัสบดี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยคน “เสื้อแดง” มีการพิจารณาอย่างจริงจังถึงเรื่องการตั้งรัฐพลัดถิ่นหลังจากมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชายึดอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 นายอัมสเตอร์ดัมขอกล่าวอีกครั้งว่าการกระทำของคณะทหารไทยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยที่มีอำนาจในการบริหารประเทศตามกฎหมายและตามความต้องการของประชาชน เนื่องมากจากชัยชนะอันชัดเจนในการเลือกตั้งทั่วไปอันสมบรูณ์ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“การทำรัฐประหารซึ่งกระทำโดยกองทัพไทยเป็นสิ่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย และกองทัพไทยยังไม่มีอำนาจปกครองประเทศซึ่งได้รับความยินยอมจากประชาชน ในขณะนี้ ผู้ที่มีอำนาจในการปกครองประเทศซึ่งได้รับความยินยอมจากประชาชนผ่านทางการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมกำลังพิจารณาจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวยังได้ตั้งคำถามกับการคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของนักกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งถูกจับกุมโดยคณะทหารว่า “ผมขอประณามการคุมขังแกนนำทางการเมืองที่มิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย “มื่อพิจารณาถึงประวัติของกองทัพกรณีสิทธิมนุษยชนแล้ว เรามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักโทษทางการเมือง และเราขอกระตุ้นให้ประชาคมโลกรักษาระดับการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไว้ในระดับสูง”

นายอัมสเตอร์ดัมยังกล่าวอีกว่ามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหลายคนได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นเจ้าบ้านให้กับรัฐบาลพัดถิ่นภายใต้กฎเกณฑ์และการปฏิบัติระหว่างประเทศ

นายอัมสเตอร์ดัมย้ำว่ากองทัพไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะบริหารประเทศ และได้ละเมิดทั้งกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศ

“เราต้องไม่หลงประเด็นครับ นี่คือการทำรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยกองทัพ และการกระทำนี้จะต้องถูกลงโทษด้วยมาตราการทางการทูตและการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เป็นไปเพื่อรับรองความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนชาวไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

22
พ.ค.

ข้อเรียกร้องให้กองทัพไทยแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่าแกนนำเสื้อแดงปลอดภัย

ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของกลุ่มคนเสื้อแดงนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเรียกร้องให้ประชาคมโลกแสดงท่าทีต่อ

การทำรัฐประหารโดยมิชอบด้วยกฎหมายของกองทัพ

ลอนดอน, 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 – หลังจากการประการทำรัฐประหารโดยกองทัพบกแห่งประเทศไทยในวันพฤหัสบดี ที่ปรึกษากฎหมายกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดงเรียกร้องให้มีการแสดงหลักฐานว่านักกิจกรรมที่ถูกจับกุมตัวไปยังปลอดภัยดีและไม่ถูกซ้อมทรมาน หรือคุมขังอยู่ในเรือนจำที่มีสภาพอันทารุณโหดร้าย

“เราขอเรียกร้องให้กองทัพแสดงหลักฐานทันทีว่าแกนนำเสื้อแดงและบุคคนอื่นๆที่ถูกกักขังไว้ยังปลอดภัยดีและไม่ถูกทำร้ายหลังจากถูกคณะทหารจับกุมตัว” นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของกลุ่มคนเสื้อแดงเตือนว่ากลุ่มหัวหน้าคณะรัฐประหารจะต้องรับผิดต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หลังจากมีการประการทำรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการประกาศกฎอัยการศึกเพียงไม่กี่วัน ทหารได้เข้าจับกุมคุมขังทั้งนักกิจกรรมเสื้อแดงและบุคคลในคณะรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน มีรายงานว่าทหารได้คุมขัง จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ธิดา ถาวรเศรษฐ, วีระกานต์ มุสิกพงษ์, ก่อแก้ว พิกุลทอง และเหวง โตจิราการ (ยังไม่ยืนยัน)

และยังมีรายงานว่ากองทัพได้คุมขังรมว.ยุติธรรม ชัยเกษม นิติสิริ, รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วราเทพ รัตนากร, รมช.ศึกษาธิการ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช, รมว.คมนาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, รมช.คลัง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย หัวหน้าคณะรัฐประหารยังได้คุมขังสมาชิกพรรคเพื่อไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งรวมถึง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์, ภูมิธรรม เวชยชัย, ชูศักดิ์ ศิรินิล, วันมูหะมัดนอร์ มะทา และพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

นายอัมสเตอร์ดัมย้ำว่ากองทัพไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะบริหารประเทศ และได้ละเมิดทั้งกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศ

“เราต้องไม่หลงประเด็นครับ นี่คือการทำรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยกองทัพ และการกระทำนี้จะต้องถูกลงโทษด้วยมาตราการทางการทูตและการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เป็นไปเพื่อรับรองความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนชาวไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เมื่อพิจารณาถึงประวัติของกองทัพกรณีสิทธิมนุษยชนแล้ว เรามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักโทษทางการเมือง และเราขอกระตุ้นให้ประชาคมโลกรักษาระดับการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไว้ในระดับสูง”

21
พ.ค.

คำแถลงการณ์เรื่องการประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพไทย

ลอนดอน, 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 – ประชาคมโลกควรจะแสดงความกังวลอย่างมากต่อกรณีการประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพไทย ซึ่งเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการทำรัฐประหารโดยกองทัพคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของกลุมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดงกล่าว

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวว่าคนเสื้อแดงได้มอบหมายในสำนักงานกฎหมายของเขาทำหน้าที่ในการใช้ช่องทางต่างประเทศทุกช่องทางเพื่อลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการล้มล้างรัฐบาลพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยเป็นรายบุคคลอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะที่กำลังก้าวเข้าไปสู่การทำรัฐประหาร ผู้บัญชาการกองทัพไทย พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาไม่ได้กระทำการดังกล่าวเพื่อยับยั้งความรุนแรง แต่เพื่อขัดขวางการเลือกตั้ง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เรามีความกังวลใจอย่างยิ่งต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของประชาชนไทยหลายล้านคนท่ามกลางการยึดอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยผู้ที่ก่ออาชญากรรมการสังหารประชาชนที่กรุงเทพฯ ปี 2553”

การประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพไทย ซึ่งให้อำนาจอันกว้างขวางต่อกองทัพในการกักขังประชาชนโดยไม่มีการตั้งข้อหา ห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะ และปิดกั้นข่าวสารสื่อมวลชนเกิดขึ้นในเช้าตรู่ของวันอังคารเมื่อทหารได้เข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง พลเอกประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขาตั้งใจที่จะทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ระหว่างเสื้อแดงและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อย่างไรก็ตามเขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการทำรัฐประหารหรือกรณีที่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงอยู่หรือไม่

มติชนรายงานว่าเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ระบุที่ประชุมว่า “ส่วนเรื่องการเลือกตั้งถ้าจัดการเลือกตั้งไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือก ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วเสียเลือดเนื้อก็ไม่ต้องจัด”

ผู้บัญชาการกองทัพไทยยังออกแถลงการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว ข่มขู่ว่าจะจับกุมและดำเนินคดีกับใครก็ตามที่เผยแพร่ข้อมูล “ปลุกระดม” ทางโซเซี่ยลมีเดีย

พลเอกประยุทธ์เป็นที่รู้จักดีเพราะมีประวัติในเข้าร่วมกิจกรรมที่เต็มไปด้วยอคติทางการเมือง ในปี 2554 เขาแจ้งความเอาผิดแกนนำเสื้อแดง จตุพร พรหมพันธุ์ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องมาจากคำปราศรัยของนายจตุพรเกี่ยวกับการสังหารหมู่ผู้ชุมนุมอเปล่ากว่า 90 รายในปี 2553 และกลับเจรจาต่อรองกับกลุ่มคนอีกฝั่งหนึ่งคืออดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาสังหารผู้ชุมนุม

“การประกาศกฎอัยการศึกแสดงให้ห็นถึงการบิดเบือนการใช้อำนาจอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคามที่กำลังประเทศไทย ประชาคมโลกเข้าใจกลเกมเหล่านี้แล้ว และมันถึงเวลาที่เราจะต้องยุติระบอบการทำผิดแล้วลอยนวลของกลุ่มอำมาตย์ไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “ไม่มีใครลงคะแนนเสียงเลือกกองทัพ พวกเขาควรกลับเข้ากรมกองซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาควรอยู่ เราต้องทำให้พวกเขาเข้าใจว่า พวกจะได้ผลตอบของการกระทำอย่างใหญ่หลวง  หากมีการล้มล้างประชาธิปไตยอีกครั้งในประเทศไทย”