นายอภิสิทธิ์และเสรีภาพทางการพูด?: สองคำนี้ไม่มีวันโคจรมาพบกันได้

เป็นที่น่าผิดหวังอย่างมากเมื่อเราได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโจมตีกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศนี้อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าเหยื่อที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมนองเลือดโดยทหารไม่มีความ ”เป็นอิสระ” เพียงพอที่จะดำเนินการดังกล่าวได้ ในเวลาเดียวกัน นายอภิสิทธิ์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยังร่วมมือกันโจมตีข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกลุ่มนิติราษฎร์ และยังสร้างเรื่องโกหกอย่างง่ายๆว่าผมเป็นคนวางแผนการทั้งหมดโดยไม่มีหลักฐานใดสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว
การที่นายอภิสิทธิ์และพวกพ้องโจมตีผมด้วยเรื่องส่วนตัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลังจากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าผมกระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประกาศต่อสาธารณชนว่าจะฟ้องผมด้วข้อหาหมิ่นประมาท ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังโจมตีผมด้วยข้ออ้างจอมปลอม จะแฟร์หรือไม่หากผมอนุมานว่านายอภิสิทธิ์กำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากงานของผมที่พยามยามหาหนทางไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในต่างประเทศเพื่อเอาตัวนายอภิสิทธิมารับผิดต่ออาชญากรรมที่เขากระทำลงไป?
ข้อเท็จจริงที่ว่านายอภิสิทธิ์อยู่ในระหว่างการสอบสวนเกียวกับการกระทำอาชญากรรมระหว่างการสังหารหมู่ที่กรุงเทพมหานครทำให้คำแถลงการณ์ล่าสุดของเขาเหล่านี้ยากที่จะยอมรับ ด้วยเหตุผลสองประการดังนี้
ประการแรก นายอภิสิทธิ์ไม่มีความน่าเชื่อถือ เขาถูกจับได้ว่าโกหกอยู่เป็นประจำ เขาเคยจับได้ว่าโกหกเรื่องสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอาจถูกดำเนินคดีข้อหาอาชญากรรมสงครามในศาลอาญาระหว่างประเทศ(ศาลไอซีซี) เขาเคยถูกจับได้ว่าเคยพูดโกหกอย่างน่าอับอายเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการไปพักผ่อนหรูหราที่เกาะมัลดีฟส์ในขณะที่ประเทศกำลังประสบภัยพิบัติธรรมชาติร้ายแรง เมื่อถูกนักข่าวบีบีซี นายเฟอเกิ้ล คีนซักไซ้ไล่เลียงเรื่องการสังหารผู้ชุมนุม นายอภิสิทธิ์ก็ยังถูกจับได้ว่าโกหกอีกครั้ง ครั้งนี้บนรายการทีวีที่เผยแพร่ไปทั่วโลก และตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ก็กำลังโกหกอีกครั้ง โดยพยายามวาดภาพให้กลุ่มนิติราษฎร์ว่าเป็นการวางแผนสมรู้ร่วมคิดของคนต่างชาติ ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดคือกล่าวหาว่าผมเป็นคนวางแผนการทั้งหมด เป็นคนเดียวกับคนที่บังเอิญออกมาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดต่อการสังหารคนเสื้อแดง ซึ่งถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ประการที่สอง หากพิจารณาถึงประวัติอันยาวนานในการบิดเบือนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์แล้ว เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่เขาพยายามให้ข้อมูลประชาชนไทยอย่างผิดๆเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ นายอภิสิทธิ์เคยมีความคิดบ้างหรือไม่ว่า อาจมีกลุ่มคนในสังคมที่เป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดต้องการหยุดยั้งการบิดเบือนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?
ตามที่นายฐิติพล ภักดีวานิชเขียนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ว่าการเมินเฉยต่อกลุ่มนิติราษฎร์ของนายอภิสิทธิ์เป็นเรื่องกำมะลออย่างสิ้นเชิง
“หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ต่อต้านทักษิณ พยายามที่จะเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขมาตราดังกล่าวโดยกลุ่มนิติราษฎร์และกลุ่มนักวิชาการว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทักษิณและพวกพ้องไปโดยปริยาย” นายฐิติพลเขียนต่อว่า ”แต่นั้นเป็นตรรกะผิดๆที่พยายามเทียงเคียงว่านักปฏิรูปมาตรา 112 คือกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณโดยตรง เพราะนักวิชาการหลายคนที่สนับสนุนการปฏิรูปได้วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง”
ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์แพ้การเลื้อกตั้งระดับประเทศสองครั้ง และยังบอยคอตการเลือกตั้งครั้งที่สาม เพราะรู้ดีว่าเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาเกิดขึ้น เพราะความช่วยเหลือของรัฐประหารที่ผิดกฎหมายโดยกองทัพ การยุบพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งสำคัญของเขา นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นนั่งเป็นประธานเฝ้าดูความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในประเทศไทยครั้งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยจำได้ สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนมากรับรู้ว่ารัฐบาลผสมไม่สามารถจัดตั้งได้หากไม่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้า เราคงต้องคิดว่านายอภิสิทธิ์ตั้งใจจะทำลาย (ประชาธิปไตยในประเทศไทย) ไปอีกนานเท่าไร กว่าเขาจะรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของเขาและเลิกเล่นการเมืองในที่สุด
ทางเดียวที่เขายังสามารถคงความสำคัญของตนเองได้คือ การลากสถาบันกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองประจำวันและความขัดแย้งส่วนตัวของเขา จนถึงปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์เข้าใจว่าเขาไม่สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งโดยไม่มีการหยุดยั้งประชาธิปไตยจากการทำรัฐประหารของกองทัพ แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยไม่มีวันยอมรับได้ จึงต้องมีการโน้มน้าวว่าสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสภาวะอันตราย
การที่ตำแหน่งฝ่านค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามีความสำคัญอย่างยิ่ง ระบบทั้งหมดจึงถูกลดทอนคุณค่าลงโดยผู้นำฝ่ายค้านที่จนตรอกพยายามหลบเลี่ยงความรับผิด กระสันต์อยากที่ะจะสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเป็นวงกว้าง และไม่มีความเคารพต่อกระบวนการการเลือกตั้ง ประชาชนไทยสมควรได้ผู้นำฝ่ายค้านที่ดีกว่านี้
ฟรีดอมเฮาส์และนักข่าวไร้พรหมแดนระบุสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้น
รายงานล่าสุดขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังเป็นสาเหตุทำให้รายงานสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมกราคมจากองค์กรระหว่างประเทศองค์กรใหญ่ไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย รายงาน “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์และรายงาน“การจัดลำดับเสรีภาพสื่อ”ของนักข่าวไร้พรหมแดนทำให้เห็นทิศทางที่ค่อนข้างแตกต่างเกี่ยวกับประเทศไทยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์อ้างอย่างไร้สาระว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลใดๆต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
นักข่าวไร้พรหมแดนจัดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยให้อยู่ในลำดับที่ 137 ในความเป็นจริง การได้รับลำดับอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงเป็นเวลาอีกนานก่อนที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศเสรี หรือกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ในอีกแง่หนึ่ง นักข่าวไร้พรหมแดนได้ยืนยันว่ามีเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 153 จากการสำรวจทุกประเทศในโลก และลำดับที่ลดลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551 ได้หยุดนิ่งลง
และยังพบว่าประเทศไทยมีการพัฒนาในรูปแบบเดียวกันจากการจัดลำดับ “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ที่เน้นในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางพลเรือนอย่างกว้าง ในปีที่แล้ว (และปีก่อนหน้านี้) ประเทศไทยได้รับ 5 คะแนนในด้าน “สิทธิทางการเมือง” และได้รับ 4 คะแนนด้าน “สิทธิพลเรือน” ( โดยมีเกณฑ์การวัดที่คะแนนสูงสุดคือ 1 และอย่ที่สุดคือ 7) และโดยรวมแล้วประเทศไทยถูดจัดให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” ในรายงานฉบับนี้ แต่คะแนนด้านสิทธิทางการเมืองดีขึ้น โดยได้ 4คะแนน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้ฟื้นฟูสถานภาพของ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” อีกครั้ง ซึ่งหายไปนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ปฏิเสธที่จะจัดให้ประเทศไทยมีสถานะ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” หลังจากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าไม่ “เป็นอิสระและยุติธรรม” แม้ว่าจะมีการปกครองโดยพลเรือนก็ตาม
การจัดลำดับของนักข่าวไร้พรหมแดนและองค์กรฟรีดอมเฮาส์แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกขัดขวางก็ตาม การพัฒนาเพียงเล็กน้อยการสำรวจจากสององค์กรจึงไม่ถือว่าน่าพึงพอใจหรือควรจะเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด รายงานทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกแต่งระหว่างรัฐบาลที่เลือกโดยทหารและรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชน ความแตกต่างนั้นคือ ประเทศไทยที่ถอยหลังลงคลองหรือประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้า
องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ไม่เข้าใจประเทศไทย
รายงานล่าสุดเผยขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ชื่อ “รายงานสถานการณ์โลกปี 2554” ได้เผยแพร่ข่าวร้ายเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่มีมากขึ้น โดยเน้นเรื่องปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ การสังหารประชาชนอย่างผิดกฎหมาย การยกเว้นความรับผิดให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ การเซ็นเซ่อข้อมูลข่าวสาร การดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปฏิบัติต่อผู้อพยพเข้าเมืองและผู้ลี้ภัย โดยปัญหาที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ยึดมั่นต่อหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลาหลายปี หรืออาจจะนานถึงหลายสิบปี ด้วยสาเหตุนี้ มันจึงน่าฉงนที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ไม่ค่อยเน้นย้ำว่าอะไรคือรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเลวร้าย แต่กลับเน้นย้ำถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในช่วงเวลาสี่เดือนครึ่งตั้งแต่รัฐบาลสาบานเข้ารับตำแหน่งตนไปจนถึงสิ้นปี 2554
องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์มีประวัติในการเผยแพร่“ข้อมูลที่สมดุล”เกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทย โดยเผยแพร่การกระทำของทุกพรรคการเมืองในความขัดแย้งทุกประเภทอย่างเท่าเทียม จนถีงปัจจุบัน การสนับสนุนของเราต่อหลักการที่ฮิวแมนไรท์วอซซ์พยายามจะส่งเสริมทำให้เรายินดีและไม่กังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของ “ความสมดุล” ซึ่งทำให้เป็นเรื่องที่ยากขึ้นที่ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยจะเพิกเฉยต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ โดยการอ้างหาว่าเป็นแผนการสมรู้ร่วมคิดเพ้อเจ้อของกลุ่มคนที่จ้างโดยดร.ทักษิณ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงยังคงมีอยู่ว่าความเท่าเทียมของฮิวแมนไรท์วอซซ์เป็ยความเท่าเทียมที่จอมปลอมและความพยายามขององค์กรที่จะตำหนิทุกฝ่ายของเท่าเทียมทำลายความยึดมั่นของพวกเขาต่อความเป็นกลาง และ “สมดุล”
การที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์เหมือนจะระบุว่ารัฐบาลทั้งสองชุดต้องรับผิดชอบต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างเท่ากัน แต่อันที่จริงแล้ว การกระทำของรัฐบาปัจจุบันเทียบไม่ได้กับการกระทำของรัฐบาลชุดก่อนเลย ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพุ่งสูงขึ้นจาก 77 คดีในปี 2551 เป็น 164 คดีในปี 2552 และในปี 2553 จำนวนคดีได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายถึง 478 คดี ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เวปไซต์หลายแสนเวปไซต์ถูกปิด ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ชุมุนมเสื้อแดงหายสาปสูญ และถูกกักตัวในทีลับและไม่สามารถติดต่อกับใครได้ และยังถูกซ้อมทรมาน ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กฎหมายฉุกเฉินถูกบังคับใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการปฎิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกครั้งที่รัฐบาลคิดว่าไม่อยากมีปัญหา ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การสอบสวนเหตุการณ์ในปี 2553 ถูกขัดขวางและยับยั้งอย่างเป็นระบบ การโทษนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเรื่องสิทธิมนุษยชนมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันไม่ต่างไปจากการกล่าวโทษประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบามาเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามอิรัคทั้งหมดหลังจากที่เขาดำรงตำแน่งได้ห้าเดือน
ตามคำร้องขอขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ เราเห็นเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะต้องปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองโดยเร็ว ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดำเนินคดีต่อผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเปลี่ยนแปลงกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อจะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยอันแท้จริง แต่เราต้องไม่ลืมที่จะยอมรับเหมือนที่ฮิวแมนไรท์วอซซ์เลือกที่จะลืมว่า รัฐบาลใหม่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่เราต้องการแม้ว่าจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นจากการเลือกตั้งก็ตาม ในทุกก้าว นางสาวยิ่งลักษณ์ถูกกัดกร่อนโดยกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่ไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในการปกครองประเทศ และเสวยสุขจากอำนาจตามพฤตินัยในการคัดค้านนโยบายรัฐบาลเกือบแทบทุกนโยบาย ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือทำงานกับรัฐบาล และแม้จะได้รับอำนาจจากชัยชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลต้องต่อสู้กับคำขู่ว่าจะทำรัฐประหารซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการมีการถกเถียงเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปฎิรูปรัฐธรรมนูญ และให้พลเรือนมีอำนาจควบคุมเหนือกองทัพ
บางทีองค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ต้องการจะเห็นรัฐบาลรับคำถ้าให้กองทัพทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมองว่าตนเองมีความรับผิดชอบต่อคนทั้งประเทศอย่างจริงจัง และไม่สามารถเสี่ยงและเพิกเฉยต่อผลที่จะตามต่อการเผชิญหน้าในลักษณะนี้ ได้ และองค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์คงจะไม่รับผิดชอบต่อผลร้ายแรงที่อาจตามมาจากการยึดอำนาจรัฐของทหารอย่างแน่นอน อันที่จริงฮิวแมนไรท์วอซซ์ยังไม่ยอมรับความรับผิดชอบต่อประชาชนหลายร้อยคนที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีเพราะข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในหลายปีนับตั้งแต่การทำรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งเจ้าหน้าที่ขององค์กรในประเทศไทยให้การสนับสนุนอย่างมาก ในเคเบิลวิกิลีกส์ระบุว่านักวัยจัยของฮิวแมนไรท์วอซซ์ นายสุนัย ผาสุขพยายามอย่างมากที่จะอธิบายถึงความชอบธรรมของรัฐประหารปี 2549 ต่อเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา นายราฟล์ บอยซ์ และนายอิริค จอห์น นายสุนัยยังก้าวล้ำเส้นอย่างมากโดยแนะนำว่ารัฐบาลทหารควรจะพูดหรือทำอย่างไรเพื่อทำให้การทำรัฐประหารดูดีในสายตาของประชาคมโลก เมื่อกลุ่มล่าแม่มดตามราวีคนที่ถูกกล่าวหาเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก่อนหน้านี้ นายสุนัย ผาสุขเอาตัวรอดด้วยการอ้าง “ลักษณะความอ่อนไหว” ของคดีบางคดีที่จำกัดความเกี่ยวข้องของเขา
รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารงานเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2554 ด้วยความตั้งใจที่นำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย การทำงานของรัฐบาลกำลังเริ่มขึ้น แม้จะไม่มีอุทกภัยที่ทำให้ประเทศต้องหยุดชะงักในปี 2554 และทำให้การถกเถียงเรื่องการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพต้องถูกเลื่อนออกไป ไม่มีควรรัฐบาลไหนที่ถูกคาดหวังให้ปลดเปลื้องการควบคุมของกองทัพที่มีต่อกระบวนการการเมืองไทยเป็นเวลาหลายสิบปีภายในเวลาน้อยกว่าหกเดือน ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและแรงต่อต้านการปฏิรูปที่รัฐบาลต้องพบเจออย่างแน่นอนทำให้รัฐบาลต้องใช้กลยุทธ์อย่างรับผิดชอบและระมัดระวัง เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เราอาจพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลใช้ความระมัดระวังหรือสงวนท่าทีมากเกินไปในการนำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลควรต้องสมควรถูกวิจารณ์และกระตุ้นในการนำพาประเทศไปสู่จุดนั้นให้ได้ แต่การมองว่ารัฐบาลล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาหลายอย่างที่เกิดจากการกระทำที่สร้างปัญหาเหล่านี้มาก่อนหน้าภายในคืนเดียวโดยการอ้างว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนและรัฐบาลที่จัดตั้งโดยกองทัพคือการการกระทำที่ไม่จริงใจและไร้ความรับผิดชอบ ความเป็นกลางจอมปลอมของฮิวแมนไรท์วอซซ์เป็นประโยชน์กับกลุ่มคนที่อยากเห็นประชาธิปไตยล้มเหลวเท่านั้น
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม: คำข่มขู่เรื่องการทำรัฐประหารในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้
ในอาทิตย์ที่ผ่าน ความถี่ในการพูดคุยถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่จะเกิดการทำรัฐประหารได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯออกเรียกร้องให้มีการทำรัฐประหารอย่างเปิดเผย สื่อมวลชนมักรายงานบทสัมภาษณ์ของเหล่านายพลที่ให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลต้องทำตามเงื่อนไขบางอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการทำรัฐประหาร สื่อในกรุงเทพฯยังรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ทำขึ้นเพื่อให้กลุ่มอำมาตย์สามารถล่วงรู้ได้ว่าว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเท่าไรที่สามารถยอมรับการทำรัฐประหารได้
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์มรทุกสถานการ์เป็นเรื่องที่น่าสังเกต แต่ระดับการข่มขู่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านได้ออกมาข่มขู่รัฐบาล โดยหนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า นายเทพไท เสนพงษ์ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์และอดีตโฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ระบุว่า รัฐประหารจะเกิดหรือไม่ เงื่อนไขทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาล โดยกล่าวว่ารัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ หากรัฐบาลไม่ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แก้ไขพ.ร.บ.กลาโหม หรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายรัฐธรรมนูญ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ก็ถือเป็นเรื่องผิดปกติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาข่มขู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่พยายามปฏิรูปประเทศตามกระบวนการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (แม้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะร่างโดยและเพื่อกลุ่มนายพลก็ตาม) ด้วยการทำรัฐประหารในที่สาธารณะ ซึ่งในหลายประเทศถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของกบฏ แต่น่าเสียดาย เพราะการกระทำดังกล่าวคือ ตัวอย่างของความหยิ่งจองหองของพรรคที่เรียกตนเองว่า “ประชาธิปัตย์”
ห้าปีที่แล้วประชาคมโลกเพิกเฉยต่อคำขู่เรื่องการทำรัฐประหารในลักษณะเดียวกันนี้ และในที่สุดเมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้น องค์กรทางสังคมในไทยและกลุ่มเอ็นจีโอต่างชาติรู้สึกพึงพอใจ แม้จะไม่ได้สนุบสนุนอย่างเปิดเผยก็ตาม เราหวังว่ารัฐบาลต่างชาติ องค์กรทางสังคม และกลุ่มสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจะได้รับบทเรียนจากการทำรัฐประหารในปี 2549 และขอให้กลุ่มดังกล่าวคัดค้านการกระทำอันผิดกฎหมายและขัดต่อประชาธิปไตยที่ซ้ำซากอย่างเฉียบขาด
เรเชล เจคอบส์: ประชาธิปไตยและอุทกภัยในประเทศไทย
แปลจากบทความ Democracy and the Deluge in Thailand
แม้ในที่สุดมวลน้ำที่มากับลมมรสุมในประเทศไทยจะไหลลงกลับสู่แม่น้ำ และในปีนี้มีการประกาศให้พื้นที่ทั่วประเทศเป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยปกตินัก แต่พื้นที่ทางการเมืองยังคงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ วิกฤตการณ์ที่ยาวนานหลายเดือน และการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับจุดอ่อนของรัฐบาลไทย รายงานหลายฉบับบ้างก็ได้กล่าวโทษตัวบุคคล หรือไม่ก็เน้นไปถึงเรื่องปัญหาการคอร์รัปชั่นหรือการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไป แต่ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมคือ สถานภาพที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของกองทัพ ความกำกวมของบทบาทตามรัฐธรรมนูญของกองทัพ ทำให้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับชีวิตทางการเมืองมาทุกด้านมาอย่างช้านาน รวมถึงการทำรัฐประหารอย่างน้อย 20 ครั้งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา
ประเทศไทยต้องต่อสู้เพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยตั้งแต่การรัฐประหารกองทัพในปี 2549 และการใช้การช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นเครื่องมือทางการเมืองในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มคนที่ยังคงต้องการทำลายกระบวนการนี้ ในการประเมินสถานการณ์การเมืองการปกครองในประเทศไทยของฟรีดอมเฮาส์ครั้งล่าสุดปรากฎว่า ระดับความรับผิดของกองทัพที่มีต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนเทียบเท่ากับกองทัพจากประเทศจีน และสูงกว่ากองทัพจากประเทศเวเนซูเอล่าและจากประเทศที่เพิ่งจะมีการปฏิวัติประชาชนไปไม่นานอย่างตูนีเซียนิดหน่อย สัญญาณที่สื่อให้เห็นถึงอิทธิพลของกองทัพคือ สื่อภายในประเทศที่รายงานเรื่องน้ำท่วมยกย่องว่ากองทัพเป็นวีรบุรุษในภัยพิบัติน้ำท่วมและมีบทบาทของกองทัพในการปกป้องประเทศ บทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ช่วงวิกฤตน้ำท่วมอ้างว่า “มีเพียงกองทัพเท่านั้นที่เป็นห่วง” คนไทย ในขณะที่ “เอกสารที่รั่วไหลออกมา” ระบุว่านายทหารระดับสูงโทษว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกิดจากการที่นายกยิ่งลักษณ์ไม่มีความเด็ดขาดในการบริหาร
ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลให้คะแนนความนิยมของยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค จากผลการสำรวจล่าสุดของมหาวิยาลัยกรุงเทพระบุว่าประชาชนพึงพอใจการบริหารของยิ่งลักษณ์โดยรวม 4.98 จากคะแนนเต็ม 10 ในขณะที่เวลาเดียวกันในปีที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและเป็นคู่แข่งทางการเมืองได้คะแนน 5.17 ความพอใจในการบริหารของพรรคเพื่อไทยโดยรวมได้ 4.84 จากคะแนนเต็ม10 สูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้ 4.26 คะแนน
แม้ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างเรียบง่ายในช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม ซึ่งพรรคของยิ่งลักษณ์สามารถเอาชนะพรรคการเมืองที่นิยมทหารของนายอภิสิทธิ์ได้ แต่ดูเหมือนว่ากองทัพจะยังคงใช้วิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาสในการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การพุ่งความสนใจไปที่การอุทิศตนของกองทัพต่อเหยื่อน้ำท่วมยังเป็นการหันเหความสนใจไปจากการกระทำของกองทัพในอดีต เพื่อที่จะทำให้กลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีการสอบสวนการสังหารผู้ประท้วง 90 รายในปี 2553 ก่อนหน้านี้เปลี่ยนใจและหันมาสนับสนุนกองทัพ
ตลอดการการตอบโต้ กลุ่มนักข่าวหัวอนุรักษ์นิยมเขียนสนับสนุนความคิดที่ว่ากองทัพไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นผู้พิทักษ์อิสระที่เป็นหนี้บุญคุณต่อสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ข้ออ้างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากองทัพมีความจงรักภักดีกัยสถาบันกษัตริย์เป็นลำดับแรก และมักไม่สนใจการเลือกตั้งหรือสถาบันพลเรือน พวกเขาเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมือง โดยการละเมิดกฎหมาย ทำลาย หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแทนที่ฉบับเก่าโดยทหาร
การปกป้องและส่งเสริมสถาบันกษัตริย์ และโดยการกระทำดังกล่าว ทำให้แนวคิดที่ต่อต้านประชาธิปไตยของรัฐไทยที่ทหารสนับสนุนเพิ่มระดับไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา การลงโทษคนด้วยอาชญากรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นและหนักขึ้น คดีที่ได้รับความสนใจคือ คดีของชายสัญชาติอเมริกัน นายโจ กอร์ดอน ซึ่งถูกลงโทษจำคุกสองปีครึ่งในวันที่ 8 ธันวาคม เนื่องจากโพสต์คำแปลของหนังสือเรื่อง “The King Never Smiles” บนอินเตอร์เน็ตในขณะที่เขาอยู่ในอเมริกา หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยเนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นกษัตริย์ และอีกคดีคือ คดีที่ชายชราวัย 61 ปีถูกลงโทษจำคุก 20 ปี เพราะถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางมือถือที่มีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันสี่ข้อความ ไม่กี่วันหลังจากการพิจารณาคดี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือไซเบอร์ และประกาศว่าจะตามจับ “อาชญากรไซเบอร์” ที่ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์บนอินเตอร์เน็ตหนักขึ้น รัฐมนตรีกล่าวว่า “การเทิดทูนและปกป้องสถาบันกษัตริย์คือหน้าที่สำคัญของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงที่จะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์” การจัดวางความความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไว้เหนือสิทธิส่วนบุคคลไม่เพียงแต่ทำลายการพัฒนาทางประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการคุมขังคนอย่างไม่ยุติธรรม และสังหารคนโดยใช้ระบบศาลเตี้ยได้รับการละเว้นโทษ
การทำให้กองทัพต้องรับผิดต่อเจ้าหน้าที่พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นก้าวสำคัญที่จะต่อสู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นวงกว้าง และยกเลิกนโยบายรัฐที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยเอาเป็นเอาตาย เราไม่สงสัยเลยว่ามีทหารหลายนายในกองทัพที่ช่วยเหยื่อน้ำท่วมอย่างกล้าหาญ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเป็นกำแพงขวางกั้นความยุติธรรม เสรีภาพทางการแสดงออก หรืออำนาจทางการเมืองของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และผู้แทนที่พวกเขาเลือกมา
การแทรกแซงของกองทัพครั้งแล้วครั้งเล่าไม้ได้ทำให้เกิดการแก้ไขจุดบกพร่องของสถาบันประชาธิปไตย แต่กลับป้องกันสถาบันเหล่านั้นจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยับยั้งการจัดตั้งแบบแผนทั่วไปอย่างระบบการตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ไขตนเองอันจะทำให้รัฐบาลพัฒนาปรับปรุงตนเองตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ตราบใดที่กองทัพยังอ้างสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนหรือขับไล่เจ้าหน้าพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในนามของXXXXX มันจึงเรื่องเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพและสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสถานะที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ซึ่งหมายความว่า การยอมรับอำนาจพลเรือนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกองทัพในการป้องกันไม่ให้เกิดหายนะขึ้นอีกครั้ง
ปัญหารากเหง้าการเมืองไทยที่ยังไม่ถูกกล่าวถึง
จดหมายตอบโต้นสพ.ไฟแนนเชียลไทม์
บทบรรณาธิการ “Thai trouble” (ตีพิมพ์ในวันที่ 18 ธันวาคม) ของท่านระบุว่ารัฐบาลไทยได้รับ “คำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง” ในกรณีทีีจะอนุญาตให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชันวัตรเดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทย บทบรรณาธิการสันนิษฐานว่า หากทักษิณกลับมา จะทำให้ประเทศไทย ตกอยู่ในความเสี่ยงร้ายแรงที่จะเกิดความแตกแยกอันขมขื่น ซึ่งเป็นรอยแผลของการเมืองไทยอีกครั้ง นับตั้งแต่ทักษิณถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งโดยการทำรัฐประหาร ปี 2549
ข้อเท็จจริงคือ ความแตกแยกเหล่านั้นไม่เคยหมดสิ้นไป แม้ประชาชนไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพวกเขา แต่ปัญหาอันรากเหง้าอันเป็นต้นตอของความแตกแยกและทำลายหลักนิติรัฐยังไม่ถูกกล่าวถึง
เหล่านายพลที่ก่อรัฐประหารอันมิชอบด้วยกฎหมายใน ปี 2549 และทำให้การปกครองประชาธิปไตยที่มีต่อเนื่องมาเป็นเวลา 15ปีต้องหยุดชะงัก ยังคงอยู่เหนือเงื้อมมือกฎหมาย รวมถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมมากกว่า 80รายด้วย อย่างไรก็ตาม ทักษิณลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เพราะเขาปฏิเสธที่จะยอมรับโทษอันน่าขบขัน ซึ่งตัดสินโดยกลุ่มศาลที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของเขา
ตรงข้ามกับสิ่งที่ระบุบทบในรรณาธิการ ทักษิณไม่ได้มีความผิดฐาน “คอร์รัปชั่น” แต่การตัดสินลงโทษเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเขาไม่ควรอนุญาติให้ภรรยาเข้าร่วมการการประมูลที่ดินสาธารณะในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลต่างชาติต่างมองว่าการตัดสินคดีดังกล่าวดังกล่าวมีเหตุจูงใจทางการเมือง ดังนั้นตำรวจสากลจึงไม่เคยพิจารณาออก “ หมายจับ” ทักษิณ
ตามที่ระบุในบทบรรณาธิการว่า “กลุ่มทหารและกลุ่มอำมาตย์หัวอนุรักษ์นิยม” รังเกียจเดียดฉันท์ทักษิณอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามบทบรรณาธิการของท่านไม่ได้อธิบายว่าเหตุใด “กลุ่มทหารและและกลุ่มอำมาตย์หัวอนุรักษ์นิยม” ควรจะเป็นผู้ตัดสินเกี่ยวกับนโยบายเกี่ยวและการปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ ในเมื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม ปี2554 เห็นชอบด้วยกับการกลับมาของทักษิณอย่างล้นหลาม
การที่ประชาคมโลกเต็มใจยอมรับว่าการกระทำของกลุ่มอำมาตย์มีความชอบธรรมเหนือความต้องการของผู้ลงคะแนนเลือกตั้งคือเหตุผลสำคัญว่าเหตุใดประเทศไทยจึงคงตกอยู่ในท่ามกลางภาวะวิกฤติอันใหญ่หลวงนี้ การที่หนังสือพมพ์ของท่านกีดกันผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยออกจากประเทศของเขาแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงที่จะเข้าใจว่า เสถียรภาพและสันติสุขในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้อีกครั้งเมื่อมีการฟื้นฟูประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ “กลุ่มทหารและกลุ่มอำมาตย์หัวอนุรักษ์นิยม”ไม่ควรจะได้รับอนุญาติให้ปฏิบัติต่อประชาชนราว 70ล้านคนเหมือนเป็นทาสติดที่ดินของพวกเขาอีกต่อไป
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม: คำแถลงการณ์เรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112
ในทุกวัน มีประชาชนชาวไทยหลายคนตระหนักถึงโศกนาถกรรมของการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ในยุคใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะมีการการจับกุม การดำเนินคดี และการลงโทษอย่างทารุณที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ความกังวลเพิ่มระดับสูงขึ้น เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนนี้ไม่ได้ทำลายเหยื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อีกด้วย ประชาชนไืทยได้หมดความอดทนต่อกฎหมายที่ล้าหลัง และการบังคับใช้กฎหมายบทนี้อย่างไร้สติ
ข้อเท็จจริงคือประชาชนมองว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้า
ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งต้องตระหนักด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกฎหมาย การปฏิรูปไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนจากประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการปฏิรูปนี้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะแทนที่จะปกป้องประเทศชาติและสถาบันด้วยการยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้แทนประชาชนอันทรงเกียรติกลับมุ่งเอาชนะคะคานกันว่าใครจะสุดโต่งและบ้าคลั่งมากกว่ากัน
ไม่น่าแปลกใจหากพรรคที่มีอุดมการณ์ไม่ตรงกับชื่ออย่างพรรคประชาธิปัตย์จะใช้กฎหมายมาตรา 112 ทำลายความเข้มแข็งของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าประชาชนจะรู้สึกไม่สบายใจกับการกระทำดังกล่าวมากขึ้นทุกวันก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจที่เจะอาชนะในการเลือกตั้ง สำหรับพวกเขาแล้ว การทำให้รัฐบาลอ่อนแอคือการสร้างเชื้อเพลิงความเกลียดชังในกลุ่มคนบ้าคลั่งกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นพวกเดียวที่ช่วยปูทางให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ.2551 รองโฆษกหัวรุนแรงหน้าใหม่ของพรรค นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูลทำงานอย่างเป็นอิสระเพราะการสมรู้ร่วมคิดโดยการเงียบเฉยของหัวหน้าพรรค นางสาวมัลลิกาทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตัวตลกเพราะข้อเสนอให้ปิดประเทศของเธอ เนื่องจากของความมั่นคงประเทศกำลังถูกคุกคามโดยเวปไซต์ยูทูปและเฟคบุ๊ค
พรรคเพื่อไทยรู้ดีกว่านี้ แกนนำพรรคและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคต้องทนทุกข์จากความอัปยศทีู่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันเพราะเหตุผลทางการเมือง พวกเขาหลายคนเข้าใจดีว่ากฎหมายมาตรา 112 ทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อย่างไร และยังรู้ด้วยว่าประชาชนที่ถูกสังหารในปี 2553 เสียสละชีวิตของพวกเขาเพื่อสิ่ิงที่ยิ่งใหญ่กว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะเหตุนี้ มันจึงเป็นเรื่องน่าโมโหและผิดหวังมากกว่าที่ได้ยินสมาชิกในคณะรัฐมนตรีประกาศว่ารัฐบาลจะเพิ่มการสอดส่องพฤติกรรมของประชาชน ปิดกั้นข่าวสาร และจับกุมประชาชนมากขึ้น
เป็นไปได้ว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะรู้สึกกดดันให้ใช้คำพูดในลักษณะแบบนี้ และยึดแนวนโยบายของทหารและพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจะทำให้กลุ่มอำมาตย์รู้สึกมั่นใจและป้องกันการเกิดรัฐประหารอีกครั้ง อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะต้องไม่อ่อนข้อให้กับกองทัพหรือพรรคทหาร โดยให้คนกลุ่มนี้มาควบคุมนโยบายเสรีภาพทางการแสดงออก ความกลัวว่าจะเกิดรัฐประหารไม่สามารถกลายเป็นอาวุธที่กลุ่มอำมาตย์ใช้ปราบปรามพรรคเพื่อไทยได้ แต่กลุ่มอำมาตย์จะทำให้เพื่อไทยแพ้ภัยตนเองโดยการทำให้เพื่อไทยทอดทิ้งอุดมการณ์ของตน และทำให้กับประชาชนที่สนับสนุนพรรคสงสัยว่าพวกเขาต่อสู่เพื่ออะไรกันแน่
รัฐบาลนี้ขึ้นสู่อำนาจมาตามแนวทางประชาธิปไตย และประชามติของประชาชนเพื่อจะนำพาประเทศก้าวข้ามผ่านหลุมกับดักของการไม่ยอมรับความแตกต่างและความกลัว ความสำเร็จและความชอบธรรมของรัฐบาลจะแสดงให้เห็นผ่านทางความสามารถของรัฐบาลที่จะรวมรวมความเข้มแข็งที่จะปฏิรูปตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ถ่วงความเจริญของประเทศ การปฏิรูปนี้ไม่เพียงแต่จำเป็นสำหรับประเทศไทยในแง่ของการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแนะนำในวันศุกร์ที่ผ่านมาเท่านั้น แม้แต่บุคคลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมอย่าง นายอนันต์ ปัญยารชุนและคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติซึ่งจัดตั้งโดยรัฐบาลที่แล้วยังสนุบสนุนการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อย่างครอบคลุม เนื่องจากจำนวนของประชาชนที่ถูกจับกุมมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าในอดีต ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะหันหน้ามาพูดคุยกันเรื่องอนาคตดประเทศอย่างเป็นมีวุฒิภาวะ
มันเป็นเรื่องชัดเจนว่าสมาชิกบางคนในพรรรคเพื่อไทยเชื่อว่การปรองดองสามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากนิติรัฐ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 112 ละเมิดกฎขั้นพื้นฐานที่สุดของหลักนิติรัฐ นั้นคือ “หลักที่ว่าประชาชนต้องได้รับการชี้แจงบอกกล่าวถึงรายละเอียดของข้อกฎหมาย” เนื่องจากการที่ไม่สามารถเข้าใจอย่างชัดเจนได้ว่าข้อความใดบ้างถือเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่มีประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายคนไหนสามารถเข้าใจหลักกฎหมายได้อย่างครอบคลุมและเข้าใจ รวมไปถึงสามารถใช้สิทธิตามประชาธิปไตยได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี ลดตำแหน่ง และจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายมาตราอาญา112 ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาจึงไม่สามารถใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบที่อาจช่วยให้มีการใช้กฎหมายมาตราอาญา112 อย่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมได้
เมื่อพิจารณาการลงโทษจำคุกในคดีละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ล่าสุด ซึ่งร้ายแรงกว่าผู้กระทำผิดฐานฆาตกรรม คนที่ถูกกล่าวหาจึงมีสถานะเป็นนักโทษทางการเมืองในทันที แม้แต่องค์กรนิรโทษกรรมสากลในประเทศไทยยังอดไม่ได้ที่จะให้ความเห็นกับสถานการณ์นี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าองค์กรนิรโทษกรรมสากลถูกกระตุ้นให้ทำในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นั้นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าว่าการดำเนินคดีประเภทนี้ได้เดินทางมาถึงจุดที่บ้าคลั่งอย่างแท้จริง
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม: ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ
มีวิกฤตทางการเมืองในประเทศไทยหลายเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดไม่ต่างจากการเปลี่ยนศาลยุติธรรมให้เป็นเครื่องมือทำลายหลักนิติรัฐ การทำลายกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้งในรอบหกปีที่ผ่านมาจนกลายเป็นเรื่องปกติ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะชี้ว่าความยุติธรรมในประเทศไทยนั้นตาบอดเพียงข้างเดียว โดยฝ่ายหนึ่งเรียกร้องให้ใช้ความยุติธรรมเป็นประโยชน์แก่กลุ่มตน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถคาดหวังอะไรได้จากความยุติธรรม
เนื่องจากความอยุธรรมในประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างไป เราก็มักจะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่แล้วตือ คุณตาที่สุขภาพอ่อนแอวัย 61 ปีถูกลงโทษจำคุก 20ปี เพราะส่งข้อความเอสเอ็มเอส ทั้งที่เขาแทบจะไม่สามารถเขียนหนังสือได้ และด้วยความเป็นมนุษย์ หลายคนแสดงความรู้สึกเสียขวัญตามสัญชาตญาณต่อความขบขันของกระบวนการยุติธรรมครั้งล่าสุด และการกระทำของกลุ่มบุคคลที่สาบานว่าจะเคารพกระบวนการยุติธรรม
ในวงสนทนาเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้คนมักจะให้ความสนใจในประเด็นที่ว่าประชาชนไทยควรหรือไม่ควรจะมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สถาบันรัฐที่ได้รับการสัการะอย่างแพร่หลายหรืออย่างแรงกล้า โดยไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเข้าใช้ชีวิตที่เหลือในคุกอย่างไร ลักษณะคดีของนายอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” นั้นต่างออกไปจากคดีของคนหลายร้อยรายที่ถูกคุมขังด้วยกฎหมายหมิ่นฯในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากอากงไม่ใช่นักต่อสู้ทางการเมืองที่ได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้วว่าจะเสี่ยงภัยเพื่อแสดงความเห็นที่กฎหมายถือว่าเป็นอาชญากรรม และความแตกต่างของคดีอากงต่างจากผู้ต้องหารายอื่นที่มักถูกประชาชนกลุ่มหนึ่งประณามว่าเป็น “พวกทรยศ” คือไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมองอากงเป็นปิศาจร้าย และยากที่จะมองข้าม หรือเพิกเฉยต่อคดีของอากง
ยังคงมีคำถามว่าอากงเป็นผู้เขียนหรือส่งข้อความเอสเอ็มเอสนั้นจริงหรือไม่ ช่วงที่ผมเดินทางไปประเทศไทยครั้งที่แล้ว ผมได้รับเกียรติเข้าเยี่ยมอากงในเรือนจำ ผมไม่สงสัยเลยว่าอากงเป็นผู้บริสุทธิ์ นอกจากอากงจะไม่มีความเห็นทางการเมืองแล้ว สายตาอากงยังฟ้าฟาง หูของอากงที่ฟังไม่ค่อยไม่ถนัด ความไม่คุ้นเคยต่อเทคโนโลยี ของอากง ทำให้ผมสงสัยว่าอากงจะสามารถทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาได้อย่างไร และที่แปลกกว่านั้นคือ ในที่สุดบุคคลผู้หนึ่งจากองค์กรนิรโทษกรรมได้แสดงความกล้าหาญที่จะระบุว่า “นักโทษที่เกือบจะเป็นนักโทษทางความคิดรายหนึ่ง” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกจองจำในข้อหาหมิ่นหระบรมเดชานุภาพที่จริงแล้วไม่ใช่นักโทษทางความคิด [ แต่เป็นเพราะรับบาป]
แม้ว่าแทบทุกคนจะประณามการตัดสินคดีอากง เนื่องจากมองว่าต่างจากกรณีอื่น แต่การหาแพะมารับปาปไม่ใช่เรื่องที่แปลก เพราะผู้พิพากษาที่ตัดสินลงโทษอากงยอมรับกับกข่าวว่า อัยการล้มเหลวที่จะพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ส่งข้อวามเอสเอ็มเอสนั้นได้อย่างสิ้นสงสัย ซึ่งการยอมรับนี้เป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงเพราะ เผยให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีไม่ได้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นผู้บริสุทธิ์ และเมื่อพิจารณาถึงจำนวนคำพิพากษาที่อยุติธรรมแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะจำเลยมีภาระที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่อัยการกลับไม่มีภาระที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลย
เรื่องที่น่ากวนใจอย่างมากคือ ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้พิพากษามักไม่ใสใจ และผู้ถูกกล่าวหาจะถูกสันนิษฐานว่ากระทำผิดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตนเองบริสุทธิ์ และที่แย่กว่านั้นคือ ข้อจำกัดของสิทธิผู้ถูกกล่าวหาในการข้อแก้ต่างให้กับตนเองในกระบวนการพิจารณาคดี นี่ไม่ควรจะเป็นมาตราฐานของกระบวนการยุติธรรมที่ให้อำนาจศาลตัดสินให้คนๆหนึ่งต้องใช้ชีวิตที่เหลือของเขาในคุก โดยเฉพาะหากพิจารณาถึงความกดกันต่อตัวผู้พิพากษาเองที่จะต้องแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าไม่มีการ “ผ่อนปรน” ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากการที่การพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่วนใหญ่มักทำเป็นการลับ จึงเป็นเรื่องยากที่จะระบุจำนวนผู้ที่ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆว่า “ไม่เคารพ” สถาบันกษัตริย์ถูกขังอยู่ในคุกกี่ราย
นอกจากนี้เรารับรู้ด้วยว่า องกงไม่ใช่ผู้เป็นสามี คุณตา หรือคนป่วยคนเดียวที่ถูกจองจำเพราะถูกกล่าวหว่าละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ยังมีผู้ต้องขังด้วยข้อหานี้ที่อีกหลายรายที่มีบิดามารดา สามีภรรยา และลูกหลานรอพวกเขาอยู่ข้างนอก หลายคนต้องล้มป่วยเพราะสภาพอันเลวร้ายของห้องขัง และคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่เคยกระผิดกฎหมายใดมาก่อน
ไม่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าการที่ชีวิตของพวกเขาต้องถูกทำลาย และการที่ครอบครัวของพวกเขาต้องแตกสลายจะเป็นคุณประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างไร การจำคุกประชาชนทั่วไปที่คิดต่างไม่ใช่การปกป้องสถาบันกษัตริย์ นี่คือสิ่งที่ชัดเจน การนำรูปการไต่สวนแบบ “Spanish Inquisition” [การล่าแม่มดของกลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายแคโทลิค] มาใช้ในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นการทำลายสถาบันที่พวกเขาต้องการจะปกป้อง และนำความอับอายขายหน้ามาสูความมั่นคงของประเทศที่พวกเขาพยายามจะรักษา
อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนจะคัดค้านคำพิพากษาของอากง แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่กลุ่มคนที่มีอำนาจสองฝ่ายจากสองขั้วทางการเมืองพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพิจารณาตนเอง สื่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมพยายามหาทางเบนความสนใจของผู้อ่าน เพื่อไม่ให้ตั้งคำถามที่ยากเย็นถึงกรณีการตกเป็นแพรับบาปของอากง โดยเห็นว่ากรณีของอากงเป็นเรื่องของทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดจากกลุ่มคนรักทักษิณเพื่อทำลายสถาบันกษัตริย์ นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้มีการปิดข้อมูลข่าวสารและการดำเนินคดีหมิ่นฯมากขึ้นอย่างบ้าคลั่ง แม้กระทั่งรัฐบาลที่กลุ่มคนไทยหัวก้าวหน้าหวังจะพึ่งพาให้มีการจะบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างสมเหตุสมผล แต่ผลตอบรับนั้นน่าผิดหวัง ไม่ีกี่วันหลังจากอากงได้รับโทษซึ่งไม่ต่างจากโทษประหารชีวิต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพข่มขู่ผู้เล่นเฟคบุ๊ค ซึ่งเป็นเรื่องน่าหวาดผวาและแปลกประหลาด
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนอย่างที่มากที่กลุ่มคนผู้อยู่ในอำนาจต้องแสดงความกล้าหาญที่จะออกมาประกาศว่าเรื่องทำนองนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป หากประเทศไทยจริงจังกับการปกป้องสถาบันกษัตริย์ ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องยับยั้งความละโมบที่อยากจะเลื่อนขั้นโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างร้ายแรงเกินจริง ผู้นำองค์กรหรือกลุ่มทางสังคมต่างๆต้องหยุดใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างคะแนนความนิยมทางการเมือง และสร้างความก้าวหน้าในกับเป้าหมายทางการเมืองที่น่าอดสูของตนเอง นอกจากนี้ นักการเมืองต้องหาทางพูดคุยกับเพื่อแก้ไขเนื้อหากฎหมายที่จำเป็นต้องแก้ ซึ่งรวมถึงการปฎิรูปกฎหมายหมิ่นฯเพื่อลดโทษ สร้างความสมเหตุสมผลให้กับกระบวนการแจ้งความดำเนินคดี และมีการรับประกันว่าผู้ต้องหาจะมีสิทธิ์แก้ต่างให้ตนเองในกระบวนการพิจารณาคดี
จากการประชุม Universal Periodic Review จัดโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในเดือนตุลาคม พ.ศ.2554 ตัวแทนหลายประเทศเรียกร้องให้ประเทศไทยปฏิรูปกฎหมายที่ใช้จำกัดเสรีภาพทางการแสดงออก และไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายประเทศเหล่านั้นเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในประเทศเปลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร มีสถาบันกษัตริย์ที่ไม่จำเป็นต้องทำลายชีวิตของประชาชนที่ไม่เห็นด้วย หรือจับกุมคนหลายร้อยรายต่อปี ในประเทศเหล่านี้ เหล่าราชวงศ์ต่างได้รับประโยชน์จากการวิพากษ์วิจารณ์ ถกเถียงอภิปราย หรือแม้กระทั่งการล้อเลียน แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นอาชญากรรมในประเทศไทย
เพื่อประโยชน์ของสถาบัน จึงเป็นเรื่องดีที่ประเทศไทยจะดำเนินรอยตามประเทศเหล่านี้ ซึ่งมีการบันทึกที่ชัดเจนว่าเสรีภาพการแสดงออกไม่เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างใด การซ่อมแซมความเสียหายของประเทศและสถาบันกษัตริย์ที่ถูกทำลายโดยกลุ่มล่าแม่มดจะต้องเริ่มทำทันที ก่อนที่จะสายเกินไป ความสำเร็จจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหากผู้ที่แสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพการงานโดยการประกาศว่า “ต่อสู้เพื่อในหลวง” จะรักสถาบันมากพอที่จะมองข้ามผลประโยชน์เล็กน้อยส่วนตัว และหันมาช่วยหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้
จดหมายเปิดผนึกถึงเลขาธิการสหประชาชาติบัน คี มูน
เรียน เลขาธิการสหประชาชาติบัน คี มูน
วอชิงตัน ดีซี,16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ฯพณฯ ท่าน บัน คี มูน
ในฐานะที่ปรึกษาทางกฎหมายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช. หรือคนเสื้อแดง) ผมขอเรียกร้องให้ท่านและองค์กรสหประชาชาติกรุณาให้ความช่วยเหลืออย่างเปิดเผยแก่นักโทษทางการเมืองไทยที่กำลังตกอยู่ในสภาวะอันเลวร้าย
เนื่องมาจากแคมเปญการดำเนินคดีอาญาและคุกคามฝ่ายตรงข้ามในหลายปีที่ผ่านมา ในขณะนี้เรือนจำในประเทศไทยมีสภาพที่แออัด และเต็มไปด้วยนักโทษทางการเมืองหลายร้อยราย ซึ่งหญิงชายเหล่านั้นคือ นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้นำสหภาพแรงงาน นักเขียนบล็อกเกอร์ และประชาชนทั่วไป ที่ถูกจับกุมข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา) หรือไม่ก็พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ในช่วงปีล่าสุด การใช้กฎหมายของรัฐไทยดำเนินคดีอาชญากรรมทางความคิด เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก่อนรัฐประหารปี พ.ศ.2549 การใช้ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายดำเนินคดีกับการแสดงความเห็นทางการเมืองในรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นน้อยมาก ก่อนการทำรัฐประหาร จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ศาลรับฟ้องมีจำนวนไม่เกินว่า 33คดี หลังจากการทำรัฐประหาร คดีมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 164 คดีในปี พ.ศ. 2552 และ 478 คดีในปี พ.ศ. 2553
การแสดงความคิดที่เจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าเป็น “ดูหมิ่น” สถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นในที่สาธารณะ ตามสิ่งพิมพ์ การพูดคุยส่วนตัว หรือบนอินเตอร์เน็ต ทำให้ชายหญิงเหล่านี้หลายรายถูกพรากจากครอบครัว และถูกปล่อยให้ตกอยู่ในความสิ้นหวังในเรือนจำที่มีสภาพเลวร้าย กลุ่มคนที่ถูกจับกุมมักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในขณะที่รอการพิจารณาคดีในศาล และเนื่องจาก เจ้าหน้าที่สามารถแจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหาได้หลายกระทง ผู้ต้องหาบางรายได้รับโทษจำคุกมากกว่าสิบปี ทั้งนี้ในช่วงระหว่างการควบคุมตัว พวกเขายังต้องถูกคุมขังในเรือนจำที่มีสภาพโสโครกและแออัด และมักถูกปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม แม้กระทั่งตอนที่ถูกนำตัวไปขึ้นศาล พวกเขายังถูกทำให้อับอายขายหน้าต่อสาธารณชนด้วยการถูกล่ามโซ่อย่างหนักที่ข้อเท้า
ในเดือนตุลาคม หลังจากที่รัฐบาลที่แล้วห้ามไม่ให้ผมเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลาปีกว่า ผมมีโอกาสได้เดินทางกลับไปเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ระหว่างที่ผมอยู่ที่นั้น ผมไปเยี่ยมนักโทษทางการเมืองหลายรายในเรือนจำที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดด้วยตัวเอง ผมหัวใจสลายที่เห็นกลุ่มคนที่ซื่อสัตย์และมีจิตใจรักชาติต้องถูกคุมขังเพราะคำพูดและความเชื่อของพวกเขา ซ้ำยังถูกควบคุมตัวในซอกหลืบที่โสโครกและไร้ความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่ไร้ศีลธรรมยิ่งกว่าคือความไม่แยแสขององค์กรนานาชาติที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางการแสดงออก พวกเขากลับเป็นใบ้หูหนวกต่อเรื่องนี้ในประเทศไทยเป็นประจำ
อย่างที่ท่านทราบดี การที่รัฐจะคุมขังประชาชน เพราะความคิดทางเห็นทางการเมืองของพวกเขา หรือแสดงความเห็นใดก็ตามในที่สาธารณะ เป็นการละเมิดกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ นอกจากจะเป็นการละเมิดต่อคำปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติโดยตรงแล้ว นโยบายปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยยังเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลได้ลงนามและให้สัตยาบัณ
เนื่องจากท่านเป็นตัวแทนที่สำคัญที่สุดของประชาคมโลก ผมหวังว่าการเยือนประเทศไทยของท่านจะไม่สิ้นสุดลงโดยปราศจากคำแถลงการณ์ที่แสดงการสนุบสนุนสิทธิการแสดงออกและนักโทษทางการเมืองไทยหลายร้อยรายอย่างชัดเจนต่อสาธารณชน ประชาชนชาวไทยไม่ได้คาดหวังให้ท่านต้องเลือกข้างภายใต้สภาวะความขัดแย้งทางการเมืองภายใน อย่างไรก็ตาม พวกเขาคาดหวังว่าท่านจะแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนหลักการพื้นฐานที่ใช้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ
ด้วยความนับถือ
นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ประชาไท: ศาลสูงแคนาดาตัดสิน “การแปะลิงก์ไม่ใช่อาชญากรรม”
ที่มา: ประชาไท อ่านคำพิพากษาเต็มได้ที่นี่
ศาลสูงแคนาดาตัดสินว่า การแปะลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทไม่นับเป็นการสร้างเนื้อหาขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุ้มครองผู้แชร์ข้อมูลจากความรับผิด หากว่าเขาโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่ตั้งใจ
คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้มีสาเหตุจากการฟ้องร้องคดีของ เวย์น ครุกส์ เจ้าของบริษัทธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กล่าวหา จอน นิวตัน บล็อกเกอร์รายหนึ่งว่า ในโพสต์ของเขา มีลิงก์ซึ่งโยงไปสู่ข้อมูลหมิ่นประมาทครุกส์และพรรคกรีนของแคนาดา
ศาลลงความเห็นว่า การลิงก์หรืออ้างถึงข้อมูลหมิ่นประมาทนั้นไม่ได้หมายความว่าลิงก์หรือการอ้างอิงนั้นเป็นการหมิ่นประมาทในตัวมันเอง
“การสื่อสารบางสิ่งบางอย่างแตกต่างอย่างมากจากการเพียงสื่อสารว่าบางสิ่งมีอยู่จริงหรือที่ไหนที่มันอยู่” คำตัดสินยาว 72 หน้าระบุ “ อย่างแรกเกี่ยวกับการกระจายเนื้อหา และควบคุมทั้งเนื้อหา รวมถึงการเข้าถึงของผู้รับสาร ขณะที่อย่างหลังไม่ใช่ แม้ว่าจุดมุ่งหมายของผู้ที่อ้างอิงไปยังเนื้อหาหมิ่นประมาทจะคือการขยายวงผู้รับสาร แต่การมีส่วนร่วมของพวกเขาหรือเธอก็เป็นเพียงส่วนประกอบของผู้เริ่มเผยแพร่ ไม่ว่าจะอ้างถึงหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่ อ้างว่ามีเนื้อหาหมิ่นประมาทก็ถูกทำให้สาธารณะเข้าถึงได้ โดยผู้เผยแพร่คนแรกหรือการกระทำของผู้เผยแพร่อยู่แล้ว”
ศาลระบุว่า ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหาซึ่งผู้ที่โพสต์ลิงก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อหานั้นๆ ซึ่งในสหรัฐฯ กรณีเช่นนี้ เขาจะถูกกันออกจากความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น
“ข้อเท็จจริงที่ว่าการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นผ่านไฮเปอร์ลิงก์นั้นรวดเร็วกว่าเชิงอรรถ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ไฮเปอร์ลิงก์โดยตัวมันเองมีความเป็นกลางทางเนื้อหา มันไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ และไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือเนื้อหาที่มันอ้างถึง” คำตัดสินระบุ
ผู้พิพากษาตัดสินว่าไฮเปอร์ลิงก์ถูกใช้อย่างแพร่หลายและเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ต ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือ “การคุ้มครองไฮเปอร์ลิงก์และปกป้องคุณค่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในอินเทอร์เน็ต” (Protecting Hyperlinks and Preserving First Amendment Values on the Internet) ซึ่งเขียนโดยแอนจาลี ดาลัล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล
จากการอธิบายของดาลัล ศาลตัดสินว่า การจำกัดการใช้ไฮเปอร์ลิงก์จะสร้างความเสียหายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงออก
“โดยสรุป อินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถเอื้อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูล โดยปราศจากไฮเปอร์ลิงก์ การจำกัด คุณประโยชน์ของมัน โดย การทำตามกฎของสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม จะก่อให้เกิดการจำกัดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามมา” คำตัดสินระบุ ” ความน่ากลัวที่เป็นไปได้ของการทำหน้าที่ของอินเตอร์เน็ตอาจเป็นเรื่องที่เลวร้ายทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนบทความดั้งเดิม คงไม่อยากจะเสี่ยงในการรับผิดในการลิงก์เนื้อหาไปยังอีกบทความหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อาจควบคุมเนื้อหาที่สามารถเปลี่ยนไปมาได้”
ศาลตัดสินว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดสำหรับโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทคือ การค้นหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบกับการสร้างและควบคุมการกระทำที่ถูกกล่าวหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องผู้ที่เพียงแค่ลิงก์ไปที่เนื้อหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์คณะตุลาการจะเห็นตรงกันให้ยกฟ้องคดี แต่ตุลาการบางรายได้เสนอมุมมองที่ต่างออกไปว่าการไฮเปอร์ลิงก์อาจเป็นการทำซ้ำข้อมูลหมิ่นประมาท
หัวหน้าตุลาการ บีเวอร์ลีย์ แมคลาชลิน และตุลาการ มอร์ริช ฟิช ตัดสินว่า ไฮเปอร์ลิงก์อาจจะเป็นการหมิ่นประมาทได้ในบางคดี
“การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทผ่านไฮเปอร์ลิงก์ควรมีการลงความเห็นว่า ข้อความที่ระบุไปที่ลิงก์ดังกล่าวเลือกใช้หรือเห็นด้วยกับเนื้อหาที่ลิงก์ไปหรือไม่ ถ้าข้อความแสดงถึงความเห็นด้วยกับข้อความที่ลิงก์ไป เมื่อนั้น ผู้ที่แปะลิงก์ควรต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหมิ่นประมาทนั้น” คำตัดสินระบุ (ตัวเน้นตามต้นฉบับ) “จำเลยต้องเลือกใช้หรือเห็นชอบกับถ้อยคำหรือข้อความหมิ่นประมาท แค่การอ้างอิงไปที่เว็บนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น การลิงก์ของจำเลยซึ่งพิสูจน์แล้วว่าลิงก์ไปยังเว็บที่ไม่มีความผิด แต่ต่อมา มีเนื้อหาหมิ่นประมาท จึงไม่ต้องรับผิด”
ผู้สังเกตการณ์ในคดีนี้ประกอบด้วยสมาคมสิทธิเสรีภาพพลเมืองแคนาดา สหภาพนักเขียน องค์กรด้านสิทธิ องค์กรสื่อ และองค์กรด้านกฎหมายสื่อในแคนาดา

