การเมืองเรื่องพื้นที่: นายกรณ์และสี่แยกคอกวัว
ข้ออ้างในการขึ้นสู่อำนาจเดียวของพรรคประชาธิปัตย์คือประชาชนชาวไทยนั้นโง่เขลาเกินกว่าที่จะสามารถเลือกผู้นำของตนองได้ แต่สิ่งที่แย่กว่าการอ้างที่น่าสลดใจแบบนี้คือ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เชื่อในสำนวนโวหารของตนเอง เห็นได้จาก ระดับของความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ในการดูถูกเหยียดหยามสติปัญญาของประชาชน
ในวันท้ายๆก่อนการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว พรรคการเมืองที่จนตรอกอย่าง พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ ก่อนการปราศรัย มือสังหารแห่งกรุงเทพฯ นายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล้าที่จะเชิญญาติของผู้เสียชีวิตหกรายในวัดปทุมวนารามที่ถูกสังหารในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 มาฟัง “ความจริง” ในรูปแบบของเขา เพื่อที่จะได้ “เข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น” ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการสังหารประชาชน รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณยังได้กล่าวโทษเหยื่อว่าต้องรับผิดต่อการตายของตนเอง โดยพูดซ้ำซากถึงข้ออ้างที่ไม่มีมูลว่าพบเขม่าปืนเหลือตกค้างอยู่บนมือของเหยื่อสี่ี่ราย ผลเลือกตั้งแสดงให้เห็นไม่กี่วันหลังจากนั้นว่า คนไทยไม่เชื่อในคำพูดโกหกของนายอภิสิทธิ์หรือนายสุเทพ
ในวันนี้พวกเขาได้พยายามอีกครั้ง แม้ว่าพวกเขาจะคิดถูกที่ไม่เอานายอภิสิทธิ์หรือนายสุเทพมาด้วย โดยทีมสส.ของพรรคประชาธิปัตย์นำโดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกรณ์ จติกวณิชเดินทางไปที่แยกคอกวัวเพื่อวางพวงหรีด ณ.บริเวณที่การปะทะเคยเกิดขึ้นและทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 รายในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 โดยรวมถึงประชาชน 20ราย และนักข่าวต่างชาติ นายฮิโ มูราโมโต นายกรณ์เหมือนนายมาร์ค เวชชาชีวะตรงที่เกิดในประเทศอังกฤษและเป็นสมาชิกของกลุ่มอำมาตย์ในประเทศไทย และยังได้รับการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดของอังกฤษ รวมถึงได้ประโยชน์จากการถือสัญชาติอังกฤษด้วย โดยนายกรณ์ใช้สิทธิ์นี้ในการลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดซึ่งทำให้เขามีรายชื่ออยู่ในทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อังกฤษ นายกรณ์ผู้ซึ่งแทบจะไม่มีสายสัมพันธ์อันแท้จริงกับคนไทยส่วนใหญ่ และยังคงเป็นแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีประวัติว่าจับมือกับทหารและกลุ่มหัวรุนแรงสุดขั้วอย่างกลุ่มพันธมิตรเพื่อขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีการที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายกรณ์ได้เผยให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความเข้าใจประชาธิปไตยเพียงน้อยนิด โดยดูได้จากบทความที่เขาเขียนลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในปี 2551 โดยเขาถามว่า “สภาผู้แทนราษฎรบางส่วนควรจะมาจากการแต่งตั้งหรือไม่?”
มีแต่ในโลกที่มองผ่านกระจกวิเศษของกลุ่มอำมาตย์ในกรุงเทพฯเท่านั้น ที่เห็นว่าผู้อยู่ในต่ำแหน่งผู้นำของ “พรรคทหาร” ควรถามคำถามแบบนี้โดยทำหน้าแบบไม่รู้ไม่ชี้ ตามที่หลายคนจำได้ การแต่งตั้งสส.คือประเด็นสำคัญซึ้งนำเสนอโดยกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายขวากลุ่มพันธมิตร มันคือรูปแบบรัฐสภาที่ประเทศพม่าใช้ และการส่งกำลังทหารติดอาวุธสงครามเพื่อบดขยี้กลุ่มผู้ชุมนุมพลเรือนคือรูปแบบที่นายกรณ์จากพรรคประชาธิปไตยและนายพลจากประเทศพม่าชื่นชอบ นายกรณ์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกับนายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งสองเป็นพันธมิตรทางการเมืองอย่างแนบแน่น โดยมีกลุ่มทางสังคมกลุ่มเดียวกัน และมีความเชื่อเดียวกันว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อปกครองประเทศไทย ไม่ว่าประชาชนไทยลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้รัฐบาลไหนไม่ใช่สิ่งสำคัญ และถ้าประชาชนออกมาประท้วง นายกรณ์และนายมาร์คก็แค่ส่งกำลังทหารไปบดขยี้ แน่นอน ในฐานะประชาชนไทยสส.พรรคประชาธิปัตย์มีสิทธิ์เหมือนทุกคนที่จะรำลึกถึงการเสียชีวิตของประชาชนและเรียกร้องหาความจริง น่าเสียดายที่ เหตุการณ์นี้กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับงานปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ที่แยกราชประสงค์เมื่อเกือบปีที่แล้ว นั้นคือเป็นความพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ใหม่และกล่าวโทษคนที่ถูกสังหารโดยน้ำมือของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ว่าต้องรับผิดชอบต่อการตายของตนเอง
พรรคประชาธิปัตย์ทำเพื่อนายมาร์คเพียงคนเดียว
“พรรคประชาธิปัตย์สิ้นแล้วซึ่งความหวัง หมดแล้วซึ่งเวลาและเกือบจะหมดสิ้นไอเดียใหม่ๆด้วย” คอลัมนิสต์ สงกรานต์ กระจ่างเนตรเขียนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์สุดสัปดาห์ สิ่งหนึ่ที่ผมอยากเพิ่มเคือ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาร์ค เวชชาชีวะกำลังจะหมดไม่มีที่ซ่อนตัวแล้ว
ตั้งแต่ช่วงเวลาที่นายมาร์ค เวชชาชีวะขึ้นสู่อำนาจในปี 25551 นายมาร์ค เวชชาชีวะอยู่ในสถาวะที่ต้องหยิบยืมเวลา พรรคการเืมืองที่หากินอยู่กับมุขเดียว (มุขปิศาจทักษิณ) ของเขา ซึ่งเหมือนจะใช้หลักการเดีียวกันกับ “5 นาทีแห่งความเกลียดชัง” ในนิยายชื่อดังเกี่ยวกับการปกครองแบบเผด็จการเรื่อง 1984 ของจอร์จ โอเวล ยังคงแพ้การเลือกตั้งและไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน โดยล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะชนะประชามติส่วนใหญ่จากประชาชนชาวไทย
แต่กระนั้น การขาดการสนับสนุนตามระบอบประชาธิปไตยจากประชาชนชาวไทยทั่วไปดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการ “ขึ้นสู่อำนาจ” ของนายมาร์ค เวชชาชีวะ ดูเหมือนว่า สำหรับนายมาร์คแล้วประชาชนชาวไทยทั่วไปอยู่เพื่อ “ถูกปกครอง” และเขาเป็นบุรุษอภิสิทธิ์ชนผู้ที่เกิดและได้รับการศึกษาจากประเทศอังกฤษและควรจะได้ปกครองคนเหล่านั้น สำหรับมาร์คแล้วประชาชนไทยที่ทำงานหนักอย่างคนรับใช้ของเขา ที่ทำความสะอาดถนนในละแวกบ้านเขา ขับรถพาลูกเขาไปโรงเรียน สร้างบ้านให้เขา และทำไร่ไถ่นาซึ่งนำมาผลิดเป็นอาหารที่นายมาร์คกินนั้นไม่มีสิทธิ์จะปกครองนายมาร์ค พรรคประชาธิปัตย์และนายมาร์ค รวมถึงเพื่อนอภิสิทธิ์ชนเขาอย่างนายกรณ์ จาติกวณิชที่เกิดมาเพื่อปกครองไม่เคย หรือแม้แต่จะสามารถเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร สำหรับนายมาร์คแล้วไม่มีอะไรหรือใครที่จะขัดขวางเขาได้ แม้จะหมายความว่าเขาจะต้องเปียกโชกไปด้วยเลือดก็ตาม
อย่างที่ผู้อ่านทราบ การชุมนุมที่ถูกกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อประท้วงการสันนิษฐานในอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชามติของนายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์บดขยี้อย่างทารุณในปี 2553 ประชาชนหลายรายเสียชีวิตเพราะถูกพลซุ่มยิงที่นายมาร์ค เวชชาชีวะส่งให้ไปบนท้องถนนทั่วกรุงเทพมหานครสังหารโดยเจตนา
ตั้งแต่นั้นมา แม้แต่หลังจากต้องอับอาบขายขี้หน้าจากการพ่ายแพ้เืลือกตั้งแบบเขตอย่างราบคาบในปี 2554 นายมาร์คยังทำทุกอย่างเท่าที่เขาจะสามารถทำได้เพื่อประกันว่าเขาจะสามารถหลบเลี่ยงการรับผิดทางกฎหมายจากการกระทำของเขา แม้ว่าจะต้องจะต้องทำให้ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและความแตกแยกในประเทศไทยดำเนินต่อไปก็ตาม ประการแรก เขาใช้เครื่องมือรัฐเพื่อบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามโดยการจับกุม ทรมานและปิดปากพวกเขา หลังจากนั้นก็แต่งตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง ซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และทำให้คณะกรรมการปวกเปียกโดยไม่ให้แม้แต่กระทั่งอำนาจคณะกรรมการเรียกพยานมาให้การ ไม่มีช่วงใดเลยที่นายมาร์คพยายามควบคุมให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่ภายใต้การปกครองของพลเรือน แต่กลับดูเหมือนนายมาร์คจะมีความสุขในการปล่อยให้กลุ่มทหารหลีกเลี่ยงการถูกตรวสอบในสิ่งที่พวกเขากระทำ
ครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับความจริงเรื่องสัญชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจสามารถทำให้เขาถูกดำเนินคดีโดยศาลอาญาระหว่างประเทศได้(ศาลไอซีซี) แต่กลับนายมาร์คโกหก เขายังพอกพูนความหลอกหลวงด้วยการโกหกอีกครั้งต่อรัฐสภา อ้างว่าเขาไม่เคยใช้สิทธิ์ในฐานะพลเมืองอังกฤษอย่างเต็มที่ โดยการใช้สิทธิ์ในการจ่ายเล่าเรียนในฐานะพลเมืองอังกฤษในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสิงที่คนไทยส่วนใหญ่ได้แต่ฝันถึง อีกครั้งที่หลักฐานข้อเท็จจริงอันหนักแน่นบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป
นิสัยการพูดความจริงครึ่งหนึ่ง โกหก โหดเหี้ยม หลบเลี่ยง หลอกหลวง และความเถือตัวเจ้ายศเจ้าคือลักษณะเด่นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
แม้กระทั่งบัดนี้ เมื่อหนึ่งในสถาบันพลเรือนอิสระเสนอแผนการของกระบวนการปรองดอง แต่กลับดูเหมือนว่านายมาร์คกำลังขัดขวางการดำเนินการดังกล่าว ทำไมนะเหรอ? เพราะนายมาร์ครู้ว่าคำพิพากษากำลังรอเขาอยู่ ไม่ใช่เพียงแต่จะถูกพิพากษาผ่านกระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศที่ผมพยายามี้องเรียนในศาลไอซีซีเท่านั้น แต่ยังผ่านเจตนารมณ์ของประชาชนชาวไทยด้วย นายมาร์คทำถูกแล้วที่กลัวการกลับมาของดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่เขาและพันธมิตรของเขาอย่าง กลุ่มหัวรุนแรงพันมิตรกระตือรือร้นนำเสนอ เป็นเรื่องน่าขบขันที่คนผู้ส่งพลซุ่มยิงจากกองทัพไปสังหารประชาชนมือเปล่า ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเกือบทุกข้อบนโลกใบนี้ ตั้งคำถามเรื่อง “หลักนิติรัฐ” กับคนที่เซ็นกระดาษเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องที่ดินแผ่นหนึ่ง
ความจริงคือพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าดร.ทักษิณคือคนที่ชนะการเลือกตั้งและเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นที่นิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีความเป็นไปได้ว่าพรรคประชาธิปไตยจะกลายเป็นเพียงกลุ่มการมืองขนาดเล็ก หากมีการเลือกตั้งอีกครั้ง และนี่คือสิ่งที่นายมาร์คกลัวที่สุด “ประชาธิปไตย”
ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะทำอะไรอีกเพื่อกีดกันไม่ให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยและช่วยนายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดีในศาลระหว่างประเทศ? พวกเขาสนับสนุนการทำรัฐประหารโดยกองทัพ จับมือกับกลุ่มอันธพาลหัวรุนแรงฝ่ายขวาสุดโต่ง ใช้รถถังและปืนสังหารประชาชนไทย รวมถึงใช้ศาลและเครื่องมือทางกฎหมายปิดปากและข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม พวกเขาทำลายประชาธิปไตย สร้างความวุ่นวายทางการเมือง และยับยั้งการปรองดองสมานฉันท์
คำถามคือ พวกเขาพร้อมที่จะทำอะไรต่อไปอีกเพื่อช่วยเหลือบุรุษที่พวกเขาเชื่อว่าเกิดมาเพื่อปกครองประเทศไทย?
นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ถูกขึ้นทะเบียนให้มีสิทธิ์เลือกตั้งของอังกฤษในฐานะพลเมือง
ดูหลักฐานทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีรายชื่อนายอภิสิทธิ์และนายการณ์ได้ที่นี่
เราวิจัยประเด็นเรื่องการถือสองสัญชาติ (ของนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์) อย่างต่อเนื่อง เพราะประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศของเรา และจะมีการยื่นเอกสารนี้และตีพิมพ์ประเด็นนี้ในไม่ช้า ในการทำงาน เราได้เปิดโปงหลักฐานชัดเจนที่ระบุว่าอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้อ้างการใช้สิทธิ์ในฐานะพลเมืองอังกฤษ เพราะปรากฎหลักฐานชื่อของเขาลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นเวลาสามปีเต็มในขณะที่เขาศึกษาในประเทศสหราชอาณาจักรตามเอกสารข้างล่าง
หลักฐานชิ้นนี้ขัดกับคำแถลงการณ์ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์หลายครั้ง และโดยเฉพาะคำยืนยันอันแน่วแน่ของเขาที่ว่า “เขา” ศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในฐานะนักเรียนไทย นายอภิสิทธิ์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายกรณ์ จติกวณิชถูกลงทำเบียนว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเขตวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2526 ทำให้เขามีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ถึงวันที่ 15กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 และมีรายชื่อในทำเบียนเลือกตั้งอีกครั้งในพ.ศ. 2529 และพ.ศ. 2530
สภาเทศบาลเมืองออกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดทำ “รายชื่อเลือกตั้ง” หรือ “ทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ได้แจ้งกับเราว่าวิทยาลัยเป็นผู้ส่งรายชื่อของนักเรียนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมาให้ทางสภา นักเรียนจะมีสิทธิ์เลือกตั้งเมื่อถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช และประเทศอดีตอาณานิคมของอังกฤษ สภาเทศบาลยังแจ้งเราว่าพวกเขาต้องทำการตรวจสอบถึงสองครั้งกับทางวิทยาลัยหากพวกเขาไม่แน่ใจว่านักเรียนบางรายมีสิทธิ์เลือกตั้งจริงหรือไม่ตามที่วิทยาลัยระบุ หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองของผู้ลงคะแนนเสียง นั้นหมายความว่านายอภิสิทธิ์ (และนายกรณ์) ลงทำเบียนเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดโดยใช้สัญชาติอังกฤษ และวิทยาลัยเซ็นต์จอห์นซึ่งเป็นที่อยู่ทางการของนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นทะเบียนนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
วิทยาลัยเซ็นต์จอห์นยังยืนยันว่ากระบวนการนี้บอกเราว่าในช่วงเริ่มแรกของปีการศึกษาในแต่ละปี (ปลายเดือนกันยายนของทุกปี) ทางสภาเทศบาลเมืองออกซ์ฟอร์ดจะขอให้วิทยาลัยเซ็นต์จอห์นส่งรายชื่อนักศึกษาที่มีสิทธิ์เลือกตั้งไปให้สภาเทศบาล วิทยาลัยสรุปว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้งโดยพิจารณาจากสัญชาติที่นักศึกษาระบุในการลงทะเบียนเรียน ดังนั้นนักศึกษาจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตนเองถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช และประเทศอดีตอาณานิคมของอังกฤษเมื่อสมัครลงทะเบียนเรียน นั้นหมายถึงว่านายอภิสิทธิ์ได้ระบุว่าตนเองเป็นพลเมืองอังกฤษโดยเจตนาและแข็งขันเมื่อเขาลงทะเบียนเรียนที่วิทยาลัยเซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในปี 2526
ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอังกฤษอย่าง “ แข็งขัน” เขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เกือบ 30ปี และโกหกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่นั้น นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ถูกขึ้นทำเบียนให้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในประเทศสหราชอาณาจักรในฐานะพลเมือง
ตัวถ่วงการปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ลาออกทั้งคณะจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน การตัดสินใจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของฝ่ายค้านเกิดจากข้อเสนอปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งจัดทำเป็นรายงานนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการโดยสถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้รับการสนุบสนุนจากพลเอกสนธิและเสียงส่วนใหญ่จากคณะกรรมาธิการ เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่พรรคประชาธิปัตย์กดดันสถาบันพระปกเกล้าให้ถอดถอนรายงานและพิจารณาข้อสรุปใหม่ ที่พรรคพอใจ แต่เมื่อข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธ พรรคสั่งให้ตัวแทนพรรคในคณะกรรมาธการลาออก ไม่เข้าร่วมการค้นหาแนวทางแก้ไขวิกฤตกับคณะกรรมาธิการ อย่างน้อยที่สุดในช่วงระยะเวลาอันสั้น การตัดสินใจนี้ได้โจมตีความพยายามสร้างความปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ
สถาบันพระปกเกล้าใไม่ใช่สถานที่รวมแนวคิดสุดโต่ง นักวิจัยและนักวิชาการส่วนใหญ่ของสถาบันมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและไม่รุนแรง และหลายคนไม่เคยรู้สึกความเห็นใจอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ตามที่โฆษกของสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงภายหลังที่นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์โวยวาย รายงานได้เสนอข้อแนะนำเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายรอมรอมแม้จะเจ็บปวด และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับของสถาบันพระปกเกล้าว่าการปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรอมชอมเพื่อสร้างแนวทางการทำงานร่วมกันได้อย่างสันติ เป็นลักษณะทั่วไปของการเล่นเกมที่ทุกฝ่ายจะพยายามสร้างเงื่อนไขการรอมชอมที่เป็นคุณประโยชน์และสอดคล้องกับวาระทางการเมืองของตนเองมากที่สุด
แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยเมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามทำลายกระบวนการเพียงเพราะไม่ต้องการที่จะรอมชอมอย่างสิ้นเชิง
มีหลายอย่างในข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่ผู้้สนับสนุนรัฐบาลเห็นว่ายากที่จะกลืนกิน อาทิเช่น สถาบันพระปกเกล้าเสนอให้นิรโทษกรรมทั่วไปกับ “บุคคลที่มีส่วนร่วมในชุมนุม ซึ่งรวมถึงผู้ชุมุม เจ้าหน้าที่ความมั่นคงและหัวหน้าของเจ้าหน้าเหล่านั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ควบคุมการใช้พรก.ฉุกเฉิน” ซึ่งนั้นอาจหมายถึงเจ้าหน้าที่ที่สังหารผู้ชุมนุมเสื้อแดงด้วย ในขณะเดียวกันสถาบันพระปกเกล้ายังระบุอย่างชัดเจนว่านิรโทษกรรมไม่ครอบคลุมถึงเหยื่อของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สาระสำคัญคือ สถาบันพระปกเกล้าเสนอปล่อยให้นักโทษทางความคิดเน่าตายในคุก ในขณะที่ฆาตกรไม่ต้องถูกลงโทษ
ในทางกลับกัน พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านส่วนหนึ่งของรายงานสถาบันพระปกเกล้าที่ระบุถึงคำพิพากษาของศาลอันเป็นผลมาจากกิจกรรมอันน่าสงสัยยิ่งของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งจัดตั้งโดยรัฐบาลทหารหลังจากรัฐประหารปี 2549 ข้อโต้แย้งรวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีมลทินจบลงด้วยการตัดสินให้ทักษิณมีความผิดและยึดทัรพย์ของเขาหลังจากนั้น
สถาบันพระปกเกล้าถูกหัวหน้าอัปยศพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาอย่างน่าขบขันว่าปลุกปั่นทำให้เกิด “ความแตกแยก” แต่เขากลับไม่ได้ระบุถึงแนวทางแก้ปัญหาเลย พรรคได้เสนอตัวเลือกสามทางสำหรับการพูดคุยแทน โดยหนึ่งในนั้นคือเรื่องการยกเลิกผลทางกฎหมายที่ตัดสินโดยคตส. คณะกรรมาธิการปรองดองสมานฉันท์ รวมถึงพลเอกสนธิ บุคคลซึ่งดูแลการจัดตั้งคตส.ในฐานะหัวหน้าของรัฐบาลทหารได้แสดงการสนุบสนุนข้อเสนอล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเจ็บปวดจากโรคกลัวทักษิณปฏิเสธที่แม้แต่จะถกเถียงเรื่องดังกล่าวโดยสมาชิกทั้งเก้ารายลาออกจากคณะกรรมาธิการหลังจากแพ้การลงมติเรื่องดังกล่าว โดยผลการลงมติคือ 22 เสียงต่อ 9 เสียง
พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต่างจากคนเสื้อแดงคือพวกเขามีเหตุผลทุกประการที่จะพยายามทำให้กระบวนการปรองดองสมานฉันท์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์แสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อเงื่อนไขที่นำเสนอ และควรนำเสนอเหตุผลของตนต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งควรเป็นผู้ชี้ขาดข้อโต้แย้งอันเด่นชัด อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้การปรองดองสมานฉันท์เป็นไปตามเงื่อนไขของพวกเขาเท่านั้น ไม่ว่าเสื้อแดงจะมีความแคลงใจใดกับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าใด พวกเขามีความรับผิดชอบพอที่จะเข้าใจว่าการปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้เมื่อพวกเขาผูกพันธ์และเข้าร่วม และยังฉลาดพอที่จะรับรู้ว่ากระบวนการใดๆก็ไม่สามารถผลิตผลลัพธ์ที่ตรงกับใจพวกเขาได้ทุกอย่าง และในขณะเดียวกันก็เพิกเฉยต่อความต้องการของคนอื่น เสื้อแดงรู้ว่าพวกเขาต้องเสียสละบางอย่างที่จะนำไปสู่การเปิดเผยความจริงเพื่อประกันผลลัพธ์อันมั่นคงซึ่งจะเป็นผลดีต่อคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ต่อกลุ่มตนหรือผู้สนับสนุนตนเท่านั้น แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่เห็นเป็นเช่นนั้น สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ “การปรองดองสมานฉันท์” หมายความว่าคนอื่นต้อง “ปรองดอง” กับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าคนส่วนมากจะไม่ต้องการก็ตาม
การไม่รู้จักการรอมชอมของพรรคประชาธิปัตย์จะทำลายกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ในช่วงระยะสั้นเพราะความชอบธรรมทางกฎหมายของกระบวนการขึ้นอยู่กับการเข้าร่วมของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะยาวการปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นด้วยหรือไม่ ประชาชนชาวไทยรวมถึงผู้ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์รู้สึกอิ่มกับการต่อสู้และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าแล้ว สิ่งที่พวกเขามองหาคือข้อตกลงที่สมเหตุสมผลซึ่งจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและให้เกียรติต่อสิทธิ์การรับรู้ความจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนี่คือสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอในรายงานโดยตรงโดยเน้นย้ำว่าสังคมไทยต้องเรียนรู้จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต และให้ความสำคัญกับการที่“ทุกฝ่ายควรเข้าร่วมในการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับประชาธิปไตยและการปรับตัวเข้าหากันของประเทศโดยหลักนิติรัฐ ในขณะเดียวกับก็หลีกเลี่ยงอย่างระวังที่จะบังคับใช้ ‘ความยุติธรรมของผู้ชนะ’ “ การคัดค้านที่จะรอมชอมอย่างสิ้นเชิง และการขัดขวางกระบวนการปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ พรรคประชาธิปัตย์กำลังเสี่ยงที่จะทำลายตนเอง
โฉมหน้าผู้สร้างความแตกแยกในประเทศไทย
เมื่อมองย้อนกลับไปในปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การชุมนุมคนเสื้อเหลืองในทำเนียบรัฐบาลเงียบเหงาจำนวนและผู้ชุมนุมลดลงเหลือเพียงไม่กี่พันราย ทุกอย่างดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้วสำหรับนายสนธิ ลิ้มทองกุล (หรือสนธิ ลิ้ม) ในฐานะที่อ้างตนว่าเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มฝ่ายขวาสุดโต่งซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองแบบต่อต้านการปกครองแบบประชาธิปไตยในทุกรูปแบบ และยังประกาศอย่างเป็นทางการและภาคภูมิใจว่าชื่นชอบการรัฐประหารโดยกองทัพมากกว่าการเลือกตั้ง ความนิยมชมชอบในตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุลตอนนี้ลดลงเหลือแค่เพียงกลุ่มของผู้คลั่งไคล้หัวรุนแรงไม่กี่คน
กระนั้นนายสนธิ ลิ้มทองกุลยังคงมุ่งมั่นที่จะถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง แม้จะปราศจากการสนับสนุนอย่างแท้จริงจากกลุ่มประชาชนชาวไทย แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุลรู้ดีว่าเขาสามารถพึ่งพากลุ่มบุคคลที่มีอำนาจจากกลุ่มอำมาตย์ไทยและกองทัพได้ โดยพวกเขามีเป้าหมายร่วมกันในการหยุดยั้งประชาธิปไตยที่แพร่ขยายในประเทศไทยอย่างรวดเร็วและเพื่อยับยั้งไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนขึ้นมามีอำนาจ
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 นายสนธิ ลิ้มทองกุลเริ่ม “ปฏิบัติการฮิโรชิมา” ซึ่งจะเป็นการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้า “ฮิโรชิมา” กลุ่มพันธมิตรใช้วาทศิลป์เรียกปฎิบัติการที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุลเรียการชุมนุมว่า “สงครามครั้งสุดท้าย”
ในความเป็นจริงแล้ว มีประชาชนเพียงไม่กี่คนเข้าร่วมการชุมุนม “สงครามครั้งสุดท้าย” ครั้งนี้ ถึงกระนั้น ในวันที่ 25 พฤศจิกายน กองทัพที่ยุ่งเหยิงของผู้สนับสนุนพันธมิตรหัวรุนแรงได้ยิงตำรวจระหว่างการพยายามเข้ายึดสนามบิน และในที่สุดพวกเขาก็ยึดสนามบินหลักทั้งสองแห่งในกรุงเทพฯได้
รัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยทำอย่างถูกต้องที่สั่งให้กองทัพไทยเข้าแทรกแซงและรักษาความสงบเรียบร้อยที่สนามบินทั้งสองแห่ง แต่กองทัพปฏิเสธ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและจัดการเลือกตั้งแทน แสดงให้เห็นว่าไม่ได้อยู่ในการควบคุมของระบอบประชาธิปไตยและพลเรือน
สถานการณ์ดำเนินไปจนกระทั่งพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคผู้นำรัฐบาลถูกยุบโดยบทบัญญัติที่น่าสงสัยอย่างมากในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งร่างโดยคำสั่งของรัฐบาลทหารที่ขึ้นสู่อำนาจโดยรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายในปี 2549
อีกครั้งที่ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากลุ่มนักการเมือง ทหารและกลุ่มฝ่ายขวาบ้าคลั่งที่ต่อต้านประชาธิปไตยขนาดเล็ก นำโดยกลุ่มบุคคลเช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งมีอำนาจเหนือคนส่วนมากทั้งประเทศ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือตั้งแต่นั้นมาผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกสื่อต่างชาติป้ายสีอย่างไม่รู้จนสิ้นว่าเป็นคนสร้าง “ความแตกแยก” ในขณะที่ผู้ปลุกระดมอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุลถูกนำเสนอว่าเป็นแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่ชอบด้วยกฎหมาย
ตั้งแต่การยึดสนามบินในปี 2551 อาณาจักรสื่อเอเอสทีวีและผู้จัดการซึ่งบริหารงานโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุลตกต่ำกลายมาเป็นเครื่องมือของการสร้างความแตกแยกเกลียดชังอย่างเห็นได้ชัดและสนับสนุนแคมเปญการเมืองฝ่ายขวาหัวรุนแรง ซึ่งหล่อเลี้ยงแนวความคิดทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรโดยแท้ การเผยแพร่คำพูดเหยียดเชื้อชาติต่อคนพม่า คนเขมร และคนไทยอีสานผิวเข้มเป็นเหมือนสารอาหารที่สำคัญของผู้ฟังสื่อเอเอสทีวีและผู้จัดการ มีการปลุกฝังหัวสมองของพวกเขาให้เหยียดคนยิวและมีการการข่มขู่อันเลวร้ายซึ่งมักพุ่งเป้าไปที่ใครก็ตามที่ถูกมองว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างเพียงพอ
หลังการยึดสนามบิน นายสนธิ ลิ้มทองกุลและเพื่อนร่วมอุดมการณ์พันธมิตรของเขาได้ก่อตั้งองค์กรที่ชื่อว่าพรรคการเมืองใหม่ อย่างไรก็ตาม มันไม่มีอะไรใหม่สำหรับพรรคการเมืองใหม่ เพราะยืมหลักการมาจากผู้นำทหารพม่าและกลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ในยุโรป พวกเขาประกาศว่าต้องการ “การเมืองที่ขาวสะอาด”โดยการแนะนำว่าผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรควรมาจากการแต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์
นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ พรรคการเมืองใหม่ล้มเหลวอย่างราบคราบและสิ้นเชิง โดยพวกเขาแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนไทยและล่มสลายลงในปี 2554 เพราะความขัดแย้งภายใน ตั้งแต่นั้นมานายสนธิ ลิ้มทองกุลและผู้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลจากเขากลายเป็นแกนนำกลุ่มประท้วงขนาดเล็กหลายกลุ่ม
ในปี 2554 นายสนธิ ลิ้มทองกุลและกลุ่มพันธมิตรจัดแคมเปญอันยาวนานเพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะใช้กำลังทหารเพื่ออ้างสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ขัดแย้งล้อมรอบปราสาทพระวิหารในประเทศกัมพูชา พวกเขาปิดถนน นอนค้างบริเวณนอกทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง ครั้งนี้ผู้สนับสนุนนายสนธิ ลิ้มทองกุลมีจำนวนสิบคน และที่น่าสมเพชคือเอเอสทีวีต้องเปิดเสียง “ตบมือ” ในระหว่างการถ่ายทอดสดการชุมนุม
เมื่อไม่นานมานี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุลและกลุ่มที่แตกกิ่งก้านสาขาจากพันธมิตรซึ่งมักจากเรียกตัวเองว่า “กลุ่มเสื้อหลากสี” หรือมีชื่อแนวชาตินิยม ได้จัดการชุมนุมเพื่อปกป้องกฎหมายทารุณอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศไทย และอีกครั้งที่แรงสนับสนุนต่อกลุ่มทายาทพันธมิตรมีเพียงน้อยนิดและสามารถรับรู้ได้จากประเทศที่มีประชากร 67 ล้านว่าคนกลุ่มนี้แทบจะไม่มีตัวตน
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555 นายสนธิ ลิ้มทองกุลถูกตัดสินจำคุก 85 ปีเนื่องจากการคดีปลอมแปลงเอกสารหลายคดี เนื่องจากนายสนธิ ลิ้มทองกุลรับสารภาพโทษจึงถูกลดเหลือครึ่งหนึ่งและเหลือเพียง 20 ปีซึ่งเป็นโทษสูงสุดของคดีนี้ในที่สุด แต่กระนั้น เรื่องตลกร้ายของคนที่ถูกตัดสินลงโทษปลอมแปลงเอกสารแต่กลับเป็นแกนนำต่อต้านการคอร์รัปชั่นและเรียกร้องหารัฐบาลที่ดี การเคลื่อนไหวดูเหมือนจะไร้ทิศทางสำหรับนายสนธิและกลุ่มผู้สนับสนุน และในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรในเดือนมีนาคมนายสนธิ ลิ้มทองกุลประกาศว่ากลุ่มเขาพร้อมที่จะเคลื่อนอีกครั้งเพื่อต่อต้านนักการเมือง “ฉ้อฉล”
แม้เขาจะได้รับการสนับสนุนเพียงน้อยนิด แต่หากคุณอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นภาษาอังกฤษ คุณอาจรู้สึกอยากให้อภัยเพราะคิดว่านายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นแกนนำเคลื่อนไหวภาพประชาชนขนาดใหญ่ การชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมไม่กี่ร้อยคนปรากฎเป็นหัวข่าวใหญ่และถูกเขียนบรรยายว่านี่คือหลักฐานของการแตกแยกอย่างใหญ่หลวงในสังคมไทย โดยอ้างว่าความแตกแยกนี้เป็นผลมาจากความปรารถนาอยากกลับประเทศไทยของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งโดยทหาร ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ถึงแม้จะมองดูอย่างคร่าวๆ เราจะพบว่าทักษิณและพรรคการเมืองที่เป็นแนวร่วมของเขาได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าจนถึงทุกวันนี้ว่า พวกเขาเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย นายสนธิ ลิ้มทองกุลและกลุ่มก่อกวนอันธพาลขนาดเล็กของเขาไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนไทยอย่างแท้จริง และไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนไทย พวกเขาสนับสนุนความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไไม่รู้จบสิ้นโดยใช้วิธีการและกลยุทธ์ที่ต่ำทราม
อำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีกับกรณีการถือสองสัญชาติของผู้นำทหารอิสราเอล
แปลจากบทความ Fighting Dirty In Israel โดย Dan Ephron จากนิตยสารนิวส์วีค ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551
หัวหน้าอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ นาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ (Luis Moreno-Ocampo) พยายามหลีกเลี่ยงทำคดีที่เป็นที่โต้แย้ง โดยเขาหวังว่าจะหยุดความกลัวของอเมริการที่มองว่าศาลไอซีซีจะถูกใช้เป็นเครื่องมื่อทางการเมืองเพื่อแก้แค้นกันของฝ่ายต่างๆ นั้นคือสาเหตุว่าเหตุใดถึงจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ขณะนี้นาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ จะพิจารณาทำการสอบสวนพันโทสำรอง เดวิด เบนจามิน นายทหารจากกองทัพอิสราเอลว่าได้กระทำผิดอาชญากรรมสงครามในระหว่างแคมเปญกาซ่าเมื่อต้นปีนี้หรือไม่ ประเทศอิสราเอลมิได้ลงสัตยาบรรณต่อสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ดังนั้นคดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของนาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ แต่ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย อัยการบอกนิวส์วีคว่า เขาเชื่อว่า เขามีอำนาจเพียงพอในการดำเนินการสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากเบนจามินถือสองสัญชาติ คือสัญชาติอิสราเอลและแอฟฟริกาใต้ โดยประเทศหลังได้ลงนามในสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ซึ่งทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว
อาจเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์รายละเอียดคดี เบนจามินบอกนิวส์วีคว่าเขาอยู่นอกประเทศในระหว่างการปฏิบัติการกาซ่าเกือบทั้งหมดและไม่ได้มีบทบาทในการวางแผนแต่อย่างใด แต่ประเด็นเรื่องสองสัญชาติอาจถือเป็นบรรทัดฐานที่เป็นภัยต่อทั้งประเทศอิสราเอลและประเทศสหรัฐอเมริกา สองประเทศไม่ยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของศาลไอซีซีได้ หากศาลสามารถสอบสวนคนอิสราเอลเพราะการถือสัญชาติแอฟฟริกาใต้ได้ แล้วทำไมจะไม่สามารถสอบสวนคนอเมริกันที่ถือสัญญาติเม็กซิโกได้? “การสัณนิษฐานดังกล่าวต่อกรณีของประเทศสหรัฐอาจมีเกิดปัญหาได้” นายไมเคิล นิวตัน ศาสตราจารย์กฎหมายระหว่าประเทศจากมหาวิทยาลัย Vanderbilt กล่าว แต่จนถึงขณะนี้ดูจะเป็นปัญหาต่อศาลที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวมากกว่า ในการต่อสู้เพื่อจัดตั้งความชอบด้วยกฎหมายในกรณีดังกล่าว
ใครแบ่งแยกประเทศไทย?
โดยโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม แปลจาก Foreign Policy Journal
เกือบสองปีหลังจากออกคำสั่งสังหารหมู่ประชาชนของตนเอง อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังที่สังหารประชาชนยังคงดำรงต่ำแหน่งผู้บังคัญบัญชาการกองทัพบก และนายทหารหลายนายที่ช่วยวางแผนการสลายการชุมนุมและสังหารประชาชนต่างได้รับรางวัลด้วยการเลื่อนตำแหน่งอย่างถ้วนหน้า แม้แต่อดีตนายทหารเกษียณราชการอย่างพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้ก่อรัฐประหารปีพ.ศ. 2549 เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามครั้ง ยังได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรื่องที่น่าเหลือเชื่อคือ เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ “ปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ”
กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่รอดพ้นจากการรับผิดทางกฎหมายในสิ่งที่พวกเขากระทำ ซึ่งมักจะเป็นธรรมเนียมทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย แต่พวกเขายังสามารถรักษาตำแหน่งและสถานภาพเอาไว้ได้ มีสื่อภายในประเทศและต่างประเทศไม่กี่แห่งที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความเหมาะสมในการดำรงต่ำแหน่งของพวกเขาอย่างจริงจัง
ในขณะเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรยังคงเลือกที่จะลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ทักษิณปฏิเสธที่จะกลับมารับโทษจำคุกสองปี เพราะ“อาชญากรรม” การเซ็นเอกสารยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด เพื่ออนุญาตให้ภรรยาจดทะเบียนที่ดินรัฐที่ซื้อมาจากการประมูลด้วยราคาตามท้องตลาด
ตั้งแต่การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคมปีพ.ศ. 2554 สื่อต่างประเทศ ถกเถียงถึงความเป็นไปได้ที่ทักษิณจะได้รับอนุญาตให้กลับประเทศไทย ไม่ว่าจะด้วยจากการอภัยโทษ นิรโทษกรรมหรือการพิจารณาคดีใหม่อยู่บ่อยครั้ง บทความและคอลัมภ์ความเห็นต่างๆไม่พลาดที่จะพรรณนาว่าทักษินเป็น “บุคคลสำญที่แบ่งแยกประเทศอย่างลึกซึ้ง” และเตือนว่าอาจมีภัยอันตรายเกิดขึ้นหากทักษิณกลับประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า และเพื่อประโยชน์ของประเทศ ทักษิณไม่ควรดึงดันที่จะกลับมา และคนที่สนับสนุนทักษิณในประเทศไทยควรจะปล่อยวาง
ข่าวเกี่ยวกับการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทยในสื่อต่างชาติมีลักษณะที่เหนือจริง บุรุษ ซึ่งชนะการเลือกตั้งห้าครั้งนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 (ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเองหรือตัวแทนของเขา) กลับถูกมองว่า “สร้างความแตกแยก” และไม่ควรกลับประเทศ แต่กลุ่มคนที่ก่อรัฐประหาร ประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมษะ ยุบพรรคการเมืองสี่พรรค จับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหลายร้ายราย และสังหารประชาชนเกือบร้อยรายเพื่อหลีกเลี่ยงาการยุบสภาในช่วงเวลาที่ไม่เป็นคุณกับพวกเขากลับถูกยอมรับให้เป็นผู้นำกองทัพ ผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ และคณะกรรมาธิการวิสามัญาทำหน้าที่สร้างความ “ปรองดองสมานฉันท์” อย่างชอบด้วยกฎหมาย แต่นักข่าวจากไฟแนนเชียลไทม์ ฟอเรนน์ โพลีซี วอลสตรีท เจอร์นัล หรือองค์กร the Council on Foreign Relations ไม่เคยแนะนำคนเหล่านี้ให้ลาออกจากตำแหน่ง หรือย้ายออกนอกประเทศเลย
น่าเสียดายที่สำหรับสื่อตะวันตกส่วนใหญ่แล้ว จำนวนผู้สนับสนุนบุคคลสำคัญที่“สร้างความแตกแยก” ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือใครคือผู้สนับสนุนคนเหล่านั้นต่างหาก ในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาล บริษัทห้างร้าน และสื่อต่างชาติซึ่งมักจะไม่เชื่อใจต่อการตัดสินของประชาชนอย่างมากได้บ่มเพาะสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับชนชั้นนำในประเทศไทย ตัวอย่างล่าสุดคือ วิกีลีกส์เคเบิลทางการทูตอันน่าอับอายได้เผยให้เห็นว่าเอกคราชทูตสหรัฐสร้างความชอบธรรมให้กับการทำรัฐประหารปีพ.ศ. 2549 โดยรายงานต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและแนะนำว่าแทบไม่มีการต่อต้านรัฐบาลทหาร มากไปกว่าการแสดงท่าทางทางสัญลักษณ์ที่ไม่เห็นด้วยหรือการออกคำแถลงการณ์ต่อสาธารณะซึ่งไม่มีอะไรน่าสนใจและยังตำหนิรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าต้องรับผิดต่อการล่มสลายของรัฐบาลตนเอง
แท้จริงแล้ว ปัญหาของทักษิณนั้นไม่ใช่เพราะเขาเป็นบุคคลที่สร้างความ “แตกแยก” แต่ปัญหาของทักษิณคือเขาสร้างความหวาดกลัวและถูกเกลียดชังโดยกลุ่มคนที่ประชาคมโลกและสื่อต่างชาติไม่เคยใช้มาตราฐานเดียวตัดสิน ไม่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะเหยียบย่ำเจตจำนงค์ของผู้ลงคะแนนเสียงเพื่อปกป้องจุดยืนของพวกเขากี่ครั้งก็ตาม
หากพิจารณาถึงแนวโน้มการที่ศัตรูของทักษิณมักใช้ความรุนแรง และความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของพวกเขาที่จะเอาชนะทักษิณด้วยทุกวิธีการที่จำเป็น จึงไม่ใช่เรื่องที่ไร้เหตุผลที่จะสัณนิษฐานว่าการกลับมาของทักษิณอาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลที่จะร้องขอให้ทักษิณอยู่ห่างๆ เพียงเพราะความเกลียดชังและการเพิกเฉยต่อคุณค่าประชาธิปไตยของศัตรูทักษิณ การบอกให้ทักษิณอยู่ห่างจากประเทศที่เขาได้รับการเลือกให้เข้ามาบริหารไม่ทำให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพ หรือบรรเทาความแตกแยกในประเทศได้ การทำเช่นนั้นส่งผลให้กลุ่มคนที่ไม่ยอมรับกระบวนการเลือกตั้งได้ใจและบังคับเอาเจตจำนงของกลุ่มคนมีอำนาจไม่กี่คนให้อยู่เหนือเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่อย่างต่อเนื่อง
ศัตรูทักษิณอาจจะยอมแพ้ต่อการเลือกตั้งแล้ว แต่ประชาคมโลกและสื่อต่างชาติควรรู้ดีกว่านี้ ไม่ว่าทักษิณจะกลับประเทศไทยหรือไม่ส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อประเด็นนี้เท่านั้น สิ่งสำคัญคือประเทศไทยจะไม่มีเสถียรภาพ หากกลุ่มอำมาตย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้งซึ่งชาวตะวันตกนับถือไม่ยอมรับผลของการเลือกตั้งที่มาจากการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อการเปลี่ยนแปลง สื่อต่างชาติควรจะพิจารณาขอให้พวกเขาเหล่านี้ปล่อยวางฐานันดรศักดิ์ และหยุด “แบ่งแยก” ประเทศที่ไม่ยอมรับการปกครองของพวกเขา
คำร้องเพิ่มเติมยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งที่สาม
บทเพิ่มเติมคำร้องเพื่อขอให้ทำการสอบสวนสถานการณ์ในราชอาณาจักรไทย อันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
ICC Addendum – Thai Language Version
นายอภิสิทธิ์และเสรีภาพทางการพูด?: สองคำนี้ไม่มีวันโคจรมาพบกันได้

เป็นที่น่าผิดหวังอย่างมากเมื่อเราได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโจมตีกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศนี้อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าเหยื่อที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมนองเลือดโดยทหารไม่มีความ ”เป็นอิสระ” เพียงพอที่จะดำเนินการดังกล่าวได้ ในเวลาเดียวกัน นายอภิสิทธิ์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยังร่วมมือกันโจมตีข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกลุ่มนิติราษฎร์ และยังสร้างเรื่องโกหกอย่างง่ายๆว่าผมเป็นคนวางแผนการทั้งหมดโดยไม่มีหลักฐานใดสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว
การที่นายอภิสิทธิ์และพวกพ้องโจมตีผมด้วยเรื่องส่วนตัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลังจากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าผมกระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประกาศต่อสาธารณชนว่าจะฟ้องผมด้วข้อหาหมิ่นประมาท ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังโจมตีผมด้วยข้ออ้างจอมปลอม จะแฟร์หรือไม่หากผมอนุมานว่านายอภิสิทธิ์กำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากงานของผมที่พยามยามหาหนทางไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในต่างประเทศเพื่อเอาตัวนายอภิสิทธิมารับผิดต่ออาชญากรรมที่เขากระทำลงไป?
ข้อเท็จจริงที่ว่านายอภิสิทธิ์อยู่ในระหว่างการสอบสวนเกียวกับการกระทำอาชญากรรมระหว่างการสังหารหมู่ที่กรุงเทพมหานครทำให้คำแถลงการณ์ล่าสุดของเขาเหล่านี้ยากที่จะยอมรับ ด้วยเหตุผลสองประการดังนี้
ประการแรก นายอภิสิทธิ์ไม่มีความน่าเชื่อถือ เขาถูกจับได้ว่าโกหกอยู่เป็นประจำ เขาเคยจับได้ว่าโกหกเรื่องสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอาจถูกดำเนินคดีข้อหาอาชญากรรมสงครามในศาลอาญาระหว่างประเทศ(ศาลไอซีซี) เขาเคยถูกจับได้ว่าเคยพูดโกหกอย่างน่าอับอายเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการไปพักผ่อนหรูหราที่เกาะมัลดีฟส์ในขณะที่ประเทศกำลังประสบภัยพิบัติธรรมชาติร้ายแรง เมื่อถูกนักข่าวบีบีซี นายเฟอเกิ้ล คีนซักไซ้ไล่เลียงเรื่องการสังหารผู้ชุมนุม นายอภิสิทธิ์ก็ยังถูกจับได้ว่าโกหกอีกครั้ง ครั้งนี้บนรายการทีวีที่เผยแพร่ไปทั่วโลก และตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ก็กำลังโกหกอีกครั้ง โดยพยายามวาดภาพให้กลุ่มนิติราษฎร์ว่าเป็นการวางแผนสมรู้ร่วมคิดของคนต่างชาติ ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดคือกล่าวหาว่าผมเป็นคนวางแผนการทั้งหมด เป็นคนเดียวกับคนที่บังเอิญออกมาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดต่อการสังหารคนเสื้อแดง ซึ่งถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ประการที่สอง หากพิจารณาถึงประวัติอันยาวนานในการบิดเบือนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์แล้ว เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่เขาพยายามให้ข้อมูลประชาชนไทยอย่างผิดๆเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ นายอภิสิทธิ์เคยมีความคิดบ้างหรือไม่ว่า อาจมีกลุ่มคนในสังคมที่เป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดต้องการหยุดยั้งการบิดเบือนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?
ตามที่นายฐิติพล ภักดีวานิชเขียนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ว่าการเมินเฉยต่อกลุ่มนิติราษฎร์ของนายอภิสิทธิ์เป็นเรื่องกำมะลออย่างสิ้นเชิง
“หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ต่อต้านทักษิณ พยายามที่จะเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขมาตราดังกล่าวโดยกลุ่มนิติราษฎร์และกลุ่มนักวิชาการว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทักษิณและพวกพ้องไปโดยปริยาย” นายฐิติพลเขียนต่อว่า ”แต่นั้นเป็นตรรกะผิดๆที่พยายามเทียงเคียงว่านักปฏิรูปมาตรา 112 คือกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณโดยตรง เพราะนักวิชาการหลายคนที่สนับสนุนการปฏิรูปได้วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง”
ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์แพ้การเลื้อกตั้งระดับประเทศสองครั้ง และยังบอยคอตการเลือกตั้งครั้งที่สาม เพราะรู้ดีว่าเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาเกิดขึ้น เพราะความช่วยเหลือของรัฐประหารที่ผิดกฎหมายโดยกองทัพ การยุบพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งสำคัญของเขา นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นนั่งเป็นประธานเฝ้าดูความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในประเทศไทยครั้งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยจำได้ สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนมากรับรู้ว่ารัฐบาลผสมไม่สามารถจัดตั้งได้หากไม่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้า เราคงต้องคิดว่านายอภิสิทธิ์ตั้งใจจะทำลาย (ประชาธิปไตยในประเทศไทย) ไปอีกนานเท่าไร กว่าเขาจะรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของเขาและเลิกเล่นการเมืองในที่สุด
ทางเดียวที่เขายังสามารถคงความสำคัญของตนเองได้คือ การลากสถาบันกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองประจำวันและความขัดแย้งส่วนตัวของเขา จนถึงปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์เข้าใจว่าเขาไม่สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งโดยไม่มีการหยุดยั้งประชาธิปไตยจากการทำรัฐประหารของกองทัพ แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยไม่มีวันยอมรับได้ จึงต้องมีการโน้มน้าวว่าสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสภาวะอันตราย
การที่ตำแหน่งฝ่านค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามีความสำคัญอย่างยิ่ง ระบบทั้งหมดจึงถูกลดทอนคุณค่าลงโดยผู้นำฝ่ายค้านที่จนตรอกพยายามหลบเลี่ยงความรับผิด กระสันต์อยากที่ะจะสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเป็นวงกว้าง และไม่มีความเคารพต่อกระบวนการการเลือกตั้ง ประชาชนไทยสมควรได้ผู้นำฝ่ายค้านที่ดีกว่านี้
ฟรีดอมเฮาส์และนักข่าวไร้พรหมแดนระบุสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้น
รายงานล่าสุดขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังเป็นสาเหตุทำให้รายงานสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมกราคมจากองค์กรระหว่างประเทศองค์กรใหญ่ไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย รายงาน “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์และรายงาน“การจัดลำดับเสรีภาพสื่อ”ของนักข่าวไร้พรหมแดนทำให้เห็นทิศทางที่ค่อนข้างแตกต่างเกี่ยวกับประเทศไทยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์อ้างอย่างไร้สาระว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลใดๆต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
นักข่าวไร้พรหมแดนจัดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยให้อยู่ในลำดับที่ 137 ในความเป็นจริง การได้รับลำดับอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงเป็นเวลาอีกนานก่อนที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศเสรี หรือกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ในอีกแง่หนึ่ง นักข่าวไร้พรหมแดนได้ยืนยันว่ามีเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 153 จากการสำรวจทุกประเทศในโลก และลำดับที่ลดลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551 ได้หยุดนิ่งลง
และยังพบว่าประเทศไทยมีการพัฒนาในรูปแบบเดียวกันจากการจัดลำดับ “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ที่เน้นในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางพลเรือนอย่างกว้าง ในปีที่แล้ว (และปีก่อนหน้านี้) ประเทศไทยได้รับ 5 คะแนนในด้าน “สิทธิทางการเมือง” และได้รับ 4 คะแนนด้าน “สิทธิพลเรือน” ( โดยมีเกณฑ์การวัดที่คะแนนสูงสุดคือ 1 และอย่ที่สุดคือ 7) และโดยรวมแล้วประเทศไทยถูดจัดให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” ในรายงานฉบับนี้ แต่คะแนนด้านสิทธิทางการเมืองดีขึ้น โดยได้ 4คะแนน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้ฟื้นฟูสถานภาพของ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” อีกครั้ง ซึ่งหายไปนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ปฏิเสธที่จะจัดให้ประเทศไทยมีสถานะ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” หลังจากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าไม่ “เป็นอิสระและยุติธรรม” แม้ว่าจะมีการปกครองโดยพลเรือนก็ตาม
การจัดลำดับของนักข่าวไร้พรหมแดนและองค์กรฟรีดอมเฮาส์แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกขัดขวางก็ตาม การพัฒนาเพียงเล็กน้อยการสำรวจจากสององค์กรจึงไม่ถือว่าน่าพึงพอใจหรือควรจะเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด รายงานทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกแต่งระหว่างรัฐบาลที่เลือกโดยทหารและรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชน ความแตกต่างนั้นคือ ประเทศไทยที่ถอยหลังลงคลองหรือประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้า

