Skip to content

Recent Articles

8
เม.ย.

คำแถลงการณ์ตอบโต้แกนนำตาลีบันไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

หลังจากที่ปรึกษากฎหมายคนเสื้อแดง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมปราศรัยในที่ชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557 สื่อมวลชนได้รายงานว่าอดีตสมาชิดพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำการชุมนุมต่อต้านประชาธิปไตย นายสุเทพ เทือกสุรรณได้กล่าวโจมตีนายอัมสเตอร์ดัมอย่างรุนแรง

“มันเป็นฝรั่ง เป็นชาวต่างประเทศมายุ่งอะไรกับเรื่องของประเทศไทย” นายสุเทพกล่าว แต่ยังเรียกนายอัมสเตอร์ดัมว่า “ไอ้” หลายครั้ง เนื่องจากนายอัมสเตอร์กล่าวว่าสมาชิกของเครือข่ายต่อต้านประชาธิปไตยสมควรถูกประชาคมโลกลงโทษ “มันกำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ของมันว่าจะเอาโลกล้อมประเทศไทย คือ ให้ทั้งโลกเข้าข้างมันและบีบมาว่าจะต้องยอมรับความเห็นของทั้งโลก แล้วโลกรู้อะไรด้วยกับเรื่องของประเทศไทย”

นายอัมเตอร์ดัมได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้นายสุเทพดังนี้

“เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมากว่านี่คือรูปแบบของการพูดคุยของคนในกปปส. ภายใต้การนำของนายสุเทพ กปปส.คุกคามและทำร้ายผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงซึ่งไม่ต่างจากตาลีบันไทยโดยอ้างคำว่า “ปฏิรูป เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ เช่นสว. ผู้พิพากษาและข้าราชการกำลังสุมหัวคบคิดหาทางลิดรอนสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนไทยหลายล้านคนโดยหาทางการถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมิชอบด้วยกฎหมายอีกครั้ง”

“ชัดเจนว่านายสุเทพรู้สึกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับข้อมูลล่าสุดที่สหภาพรัฐสภาสากล (ไอพียู) กำลังศึกษาเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เข้ามาแทรกแซงการทำงานของรัฐสภาโดยการพิจารณาตัดสิทธิ์ทางการเมืองของสว.และอดีตสส. จำนวน 308 คนที่สนุบสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาคมโลกควรย้ำเตือนเครือข่ายอำมาตย์ต่อต้านรัฐบาลอย่างเสมอว่า การทำรัฐประหารโดยตุลาการอีกครั้งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

23
มี.ค.

สมุดปกขาว: ประเทศไทย-แผนการล้มล้างประชาธิปไตย

วันนี้ เราออกคำแถลงการณ์เพื่อเผยแพร่สมุดปกขาวฉบับล่าสุด “ประเทศไทย: แผนการล้มล้างประชาธิปไตย”

ผู้อ่านสามารถอ่านสมุดปกขาวฉบับเต็มออนไลน์หรือดาวโหลดได้ที่นี่

สมุดปกขาวจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือนประชาคมโลกให้เห็นถึงการทำลายประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องของกลุ่มแนวร่วมซึ่งรวมถึงกองทัพ ศาล กลุ่มข้าราชการรัฐ บริษัทเอกชน พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มฝ่ายขวาจัดกลุ่มอื่นๆ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่กลายพันธ์มาเป็นกปปส. นอกจากนี้ ยังต้องการเรียกร้องให้ประชาคมโลกสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างเต็มที่ช่วยเหลือการทำงานของรัฐบาลในการปกป้องคุ้มครองประชาชนชาวไทยไม่ให้ถูกลิดรอนสิทธิในการเลือกชะตาชีวิตของตนเอง และป้องกันความเป็นไปได้ของความรุนแรงที่อาจจะกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศไทยอีกด้วย

ตามที่ระบุในรายงาน การบังคับใช้กฎหมายตามอำเภอใจและเลือกปฏิบัติของตุลาการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการต่อต้านประชาธิปไตยคือศูนย์กลางของปัญหาความไร้เสถียรภาพการเมืองไทย

การล่มสลายของหลักนิติธรรมที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเกิดจากการฉีก “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ปี 2540 และการบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” ปี 2550 ซึ่งแช่แข็งการจำกัดการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยให้อำนาจตุลาการและข้าราชการในการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยอิสระ และแทรกแซงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

ความเป็นไปได้ในการถอดถอนนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรโดยสว. ศาลหรือกองทัพตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบังคับใช้กฎหมายในทางที่ผิดหรือการละเมืดกฎหมาย และเป็นที่เกือบจะแน่นอนว่าหลังจากนั้นจะมีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนเกิดขึ้น อีกประกาศหนึ่งคือ หากพิจารณาจากการประพฤติตนและคำพูดของกปปส. ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแผนการปฏิรูปของพวกเขาจำเป็นต้องมีการปราบปรามผู้สนับสนุนรัฐบาลและคนเสื้อแดง จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและจังหวัดอื่นที่รัฐบาลได้รับความนิยมตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกสังหาร ถุกจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ และถูกซ้อมทรมาน ซึ่งกปปส.ได้กระทำการเช่นนี้หลายครั้งและเป็นเวลานาน

ในระยะยาว ความหวังที่ประเทศไทยจะมีความสงบสุขอันถาวรขึ้นอยู่กับการเลิกใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” ปี 2550 และการนำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ปี 2540 หรือไม่ก็ต้องมีการ่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สอดคล้องกระบวนการพื้นฐานและข้อกำหนดที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ในระยะสั้น ประชาคมโลกจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องประชาธิปไตยไทยที่กำลังย่ำแย่ตามที่บัญญัติไว้ในบรรทัดฐานว่าด้วยหน้าที่ในการคุ้มครอง (The Responsibility to Protect) รัฐเหล่านี้มีพันธกรณีต่อประชาคมโลกในการกระตุ้นหรือช่วยเหลือรัฐต่างๆในทำตามหน้าที่เหล่านี้ นอกจากนี้หากรัฐใดล้มเหลวต่อหน้าที่ดังกล่าว แนวความคิดของหลักการของบรรทัดฐานว่าด้วยหน้าที่ในการคุ้มครองคือการเรียกร้องให้ประชาคมโลกกระทำการร่วมกันภายใต้แนวทางของกฎบัตรสหประชาชาติ

การคุ้มครองประชานผู้บริสุทธิ์จากการสังหารอันทารุณมิใช่สิ่งที่ง่ายดายในประเทศไทย เพราะการทำเช่นนั้นจำเป็นต้องทำลายวงจรการก่อรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายและการสังหารประชาชนที่มีมาหลานทศวรรษ และปัจจุบัน คนกลุ่มเดิมที่ต้องรับผิดต่อวงจรการทำผิดแล้วลอยนวลนี้กำลังใช้ทุกวิธีการที่เป็นไปได้ถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดปัจจุบันและทำลายประชาธิปไตย ประชาคมโลกจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องชีวิตและเสรีภาพของประชาชนไทยจากอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น ประชาคมโลกสามารถทำได้ด้วยการช่วยเหลือและนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหมือนที่พวกเขาปกป้องแนวร่วมที่ละเมิดกฎหมายโดยมิต้องรับผิดมาอย่างยาวนานจนคนกลุ่มเหล่านี้มืดบอดต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวพันกับหลักนิติธรรม

17
มี.ค.

ประยุทธ์ – นายทหารอารมณ์ฉุนเฉียวผู้ต่อต้านประชาธิปไตย

เมื่อไม่กี่วันมานี้ กลุ่มเสื้อแดงนปช.ได้แต่งตัวประธานกลุ่มคนใหม่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ซึ่งเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยพลัง จิตวิญญาณของการต่อสู้และยึดมั่นในหลักการ จตุพรคือตอกหนามทิ่มแทงใจอำมาตย์มาช้านาน และเขาคือตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย การขึ้นดำรงตำแหน่งของเขาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของนปช./เสื้อแดงที่จะเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น

ตามความคาดหมาย ผบ.ทบ. พลเอกประยุทธ์ได้ออกมาตอบโต้การขึ้นดำรงตำแหน่งของนายจตุพรอย่างรวดเร็ว

พลเอกประยุทธ์ ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นคนโกรธง่ายเวลาถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้ออกมาโจมตีนายจตุพรว่าเป็นคน “หยาบคาย” และ “ไม่มีเกียรติ” พลเอกประยุทธ์จัดแถลงข่าวทันทีและพูดว่าเขา “จะไม่คุย” กับนายจตุพร บางคนอาจมองว่าความเห็นของพลเอกประยุทธ์ไม่เหมาะสมกับคนที่ดำรงตำแหน่งผู้นำทหารระดับสูงและน่านับถือ อย่างไรก็ตาม ความเห็นแบบนี้เป็นการแสดงออกที่ปกติของพลเอกประยุทธ์ ที่มักแสดงความเห็นแบบไม่เป็นมืออาชีพและบางครั้งก็มีลักษณะมุ่งร้าย

เมื่อครั้งที่กองทัพต้องการปรุงอาหารไทยจานด่วนซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทย “ผัดกะเพรา” พลเอกประยุทธ์บอกว่าเขาไม่สามารถทนกลิ่นกะเพราได้ และห้ามไม่ให้มีการทำอาหารชนิดนี้อีกในกรมกอง และเมื่อผมขึ้นปราศรัยบนเวทีที่กรุงเทพฯ เรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทอันฉาวโฉ่ของกองทัพในเหตุการณ์สังหารหมู่ปี 2553 เขาได้ขมขู่ผมและล่ามว่าจะแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรถูกกลุ่มที่เห็นได้ชัดว่าเป็นอาชญากรและต่อต้านประชาธิปไตยคุกคาม ดูเหมือนว่าพลเอกประยุทธ์ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งพลเรือน และพูดชัดเจนว่าเขาไม่สัญญาว่าจะไม่ทำรัฐประหาร และเราไม่ควรลืมว่าพลเอกประยุทธ์มีบทบาทเป็นสถาปนิคคนสำคัญในการวางแผนสังหารหมู่ประชาชนเมื่อปี 2553 ชื่อของเขาอยู่ในคำร้องของเราต่อศาลอาญาระหว่างประเทศในฐานะผู้รับผิด

ไม่ต่างจากทหารในกองทัพไทยส่วนใหญ่ พลเอกประยุทธ์ไม่เคยเห็นหรือเข้าร่วมการรบใดๆ เป้าการโจมตีของผู้นำทหารระดับสูงในกองทัพคือประชาชากรในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่กองทัพแทบจะไม่ให้ความเคารพเลย ถึงแม้ว่าประชากรชาวไทยจะเป็นผู้เสียภาษีเลี้ยงกองทัพก็ตาม

การคุกคามการปกครองโดยพลเรือน การขู่เข็ญว่าจะมีความรุนแรง และการข่มขู่เรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของประชาธิปไตยไทยคือสิ่งที่อยู่ในหัวของพลเอกประยุทธ์

เราไม่ควรพูดจา “หยาบคาย” ใส่พลเอกประยุทธ์ มิเช่นนั้นอาจจะทำให้เขารู้สึก “ฉุนเฉียว” ได้

3
มี.ค.

การปราบปรามศัตรูทางการเมืองของกองทัพและกกต.

ในช่วง 24 ชม.ที่ผ่านมานี้ ได้มีการเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่น่ากลัวอย่างยิ่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกองทัพ

ทั้งสององค์กรเข้าร่วมกระบวนการกดขี่การแสดงความคิดเห็นที่พวกเขาคิดว่าเป็นการต่อต้านอำนาจของกลุ่มเงามืด “มือที่มองไม่เห็น” ในประเทศไทย การกระทำทั้งของสององค์กรไม่อยู่มาตราฐานของการปกครองรูปแบบประชาธิปไตยโดยพลเรือนอันเป็นที่ยอมรับได้ของประชาโลก

ในทางกลับกัน กองทัพไทยแจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มคนที่พวกเขาสงสัยว่าบังอาจแสดงความเห็นใดๆที่ถูกกล่าวหาเป็นการแสดงความปรารถนาในอัตลักษณ์ท้องถิ่น แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะเป็นการจัดตั้งในรูปแบบหลวมๆก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่า ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่อาศัยอยู่ในแต่ละภาคของประเทศไทยหลายล้านคนได้เห็นผู้นำที่พวกเขาเลือกมาถูกถอดถอนโดยมิชอบด้วยกฎหมายหลายครั้ง บุคคลกลุ่มเดียวที่เข้าร่วมในกระบวนการ “การแบ่งแยก” ในขณะนี้คือกลุ่มสมุนอันธพาลบนท้องถนนกรุงเทพฯ ของเหล่านายพลทหาร นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ รวมถึงสมาชิกของกลุ่มมือที่มองไม่เห็นซึ่งต่อต้านประชาธิปไตยและไม่มีความรับผิดทางกฎหมาย และมุ่งหมายที่จะล้มล้างรัฐบาลพลเรือนอันชอบด้วยกฎหมายของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมากที่กองทัพได้จัดตั้งหน่วยงาน “สอดส่อง” ซึ่งเป็นแคมเปญเพื่อหาทางดำเนินคดีทางกฎหมายและนอกเหนือกฎหมายต่อประชาชนผู้เสียภาษีให้กองทัพ ดังนั้น การที่กองทัพได้กลายมาเป็นองค์กรที่มีจิตใจคับแคบ เป้าหมายทางการทหารของพวกเขาจึงไม่ใช้ภัยคุกคามจากภายนอกแต่เป็นความคิดเห็นของประชาชนที่พวกเขามีหน้าที่ที่จะต้องปกป้อง จึงเป็นที่ชัดเจนว่าตอนนี้กองทัพมีอคติทางการเมืองและเข้าร่วมการกดขี่ทางการเมืองโดยตรง

กกต.ซึ่งเคลื่อนไหวเคียงข้างกองทัพยังมีบทบาทใหม่เข้าร่วมการกดขี่ความเห็นทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมายของประชาชนไทยที่พวกเขาควรจะรับใช้ด้วยเช่นกัน

กกต. ซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งเท่านั้นได้เคลื่อนไหวเกินบทบาทขององค์กรพลเรือนที่ควรเป็นอิสระและเป็นกลาง โดยจัดตั้งกลุ่ม “สอดส่องทางไซเบอร์” เพื่อเก็บข้อมูลความเห็นของคนไทยทั่วไปที่กกต.มองว่าเป็น “ความผิดทางอาญา”

หลายคนในประเทศไทยได้วิพากษ์วิจารณ์กกต.ว่าจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปีนี้ได้ไม่ดี, การที่กกต.มีความเห็นอกเห็นใจต่อขบวนการต้อต้านประชาธิปไตยกปปส.ของนายสุเทพ รวมถึงความล้มเหลวของกกต.ในการดูแลกระบวนการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง

แต่กกต.กลับตอบโต้การถูกวิจารณ์ในแง่ลบด้วยการ “สอดส่อง” โซเซียลมีเดีย และลงเอยด้วยการดำเนินคดีต่อประชาชน 688 คนที่แสดงความเห็นซึ่งกกต.มองว่า​ผิด “ข้อหาหมิ่นประมาท” การแทรกแซงในลักษณะที่เลือกข้างและแฝงด้วยอคติทางการเมืองอย่างหนักทำให้ตอนนี้กกต.เป็นเครื่องมือที่กลุ่มมือที่มองไม่เห็นใช้ในการกดขี่ประชาชนไทยทั่วไป

การทำงานร่วมของกกต.และกองทัพตอนนี้ทำให้เห็นถึงภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยและเสถียรภาพของประเทศชาติที่ร้ายแรงกว่าเดิม การกระทำของพวกเขาทำลายสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานที่สุดของคนไทย และเป็นการปรามาสมาตราฐานของรัฐพลเรือนที่มีความรับผิดชอบทางกฎหมายอันเป็นที่ยอมรับได้ในประชาคมโลกอีกด้วย

28
ก.พ.

ความรุนแรงหน้ารามคำแหง พยานปากที่ 5-6

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ได้ส่งทีมงานเข้าไปสัมภาษณ์และรวมรวมพยานจากเหตุการณ์ความรุนแรงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยมีการสอบพยาน 30 ปากด้วยกัน โดยข้อมูลทั้งหมดจะทยอยนำออกมาเผยแพร่และจะถูกส่งไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทางสำนักงานจะไม่เปิดเผยชื่อจริงของพยานเนื่องจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของพยาน

พยานปากที่ 5

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานปากที่ 5 เล่าให้ฟังว่าในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 เวลาประมาณ 20.40น. ตนได้โดยสารรถเมล์สาย115 จากคลองเตยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ที่สนามกีฬาราชมังฯย่านรามคำแหง

พอถึงจุดเกิดเหตุบริเวณแยกเสรี (ปากซอยรามคำแหง 24) ได้มีกลุ่มวัยรุ่น 2คนมีสัญลักษณ์นกหวีดห้อยคอขึ้นมาบนรถเมล์ที่ตนโดยสารมาจากนั้นได้ดึงตัวตนลงจากรถแล้วรุมทำร้ายร่างกายจนหมดสติ หลังจากนั้นมีรถของมูลนิธิฯนำส่งโรงพยาบาลราชวิถีแล้วมาฟื้นในวันที่ 1ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 14.00น. จากนั้นรพ.ราชวิถีก็นำตนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิศสิน(ประกันสังคม)เพื่อรักษาต่อ

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลาประมาณ 20.40น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณแยกเสรี (ปากซอยรามคำแหง 24)

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น)

ไม่มี

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

-แก้มแตก

-ขอบตาเขียวช้ำ

-หยุดงาน 1สัปดาห์

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

-หยุดงาน 1สัปดาห์(แต่ไม่มีผลกระทบเรื่องเงินหรืองาน)

พยานปากที่ 6

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานปากที่ 6 เล่าว่าเขาขี่มอเตอร์ไซค์มาจากทางพระโขนงเพื่อมาร่วมชุมนุมที่สนามราชมังคลาฯ ตามปกติ โดยลงอุโมงค์มาจากพัฒนาการ พอมาถึงตรงปั๊มเซลล์ในซอยรามคำแหง 24 เวลาประมาณ 20.00 น. เขาเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงหลายร้อยคนรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณปั๊มและเห็นกลุ่ม นศ.รามคำแหงหลายร้อยคนยืนปิดถนนบริเวณประตูหลังมหาวิทยาลัย เขาจึงหยุดและจอดรถไว้ในปั๊ม หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่และชุดป้องกันตัวประมาณ 10 นาย พยายามเข้าไปเจรจาเพื่อขอให้กลุ่มนักศึกษาเปิดทางให้ โดยมีคนเสื้อแดงเดินตามหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วย การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ มีการตะโกนต่อว่าด่าทอกัน มีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

“ตำรวจนำไปเจรจาขอเข้าสนาม แต่เขาไม่ยอม ก็ด่าอย่างเดียว พวกเราก็เลยสวนว่าสุเทพจ้างมาเท่าไร พวกเขาเลยขึ้นใหญ่ ปาค้อนปาหินใส่ตำรวจ พอตำรวจวิ่ง พวกเราก็แตก เขาก็กรูมา จากนั้นสถานการณ์เลยเดือด มีเสียงปืน เสียงประทัดยักษ์ ตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง จนประมาณ 4 ทุ่ม ต่างคนต่างหลบ ต่างคนต่างหนีตาย ห้องน้ำปั๊ม ซอกตึก มุดไปทั่ว ผมก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร คนที่เจ็บก็นอนให้มันเหยียบอยู่ ไม่มีใครช่วยใครได้แล้ว แล้วแต่เวรแต่กรรม มีแต่ปอเต๊กตึ๊งที่วิ่งเข้ามาช่วย ช่วยทีละคนๆ” พยานกล่าว

พยานเล่าว่า เขาถอยมาจนถึงปั๊มเชลล์ เลยปั๊มมาทางปากซอยรามคำแหง 24 ด้วยความเป็นห่วงผู้หญิงและเด็กที่อยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้ระวังตัว ก้อนอิฐตัวหนอนหักครึ่งปามาจากในอาคารหอพักโดนที่บริเวณขมับด้านซ้ายใกล้เบ้าตา หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้สึกตัว

พยานอยู่รักษาตัวในห้องไอซียู 5 วัน จากอาการกระโหลกร้าว (เกิดจากก้อนหิน)  ฟันร้าว,กรามร้าว,ดั้งหัก,เลือดคั่งในช่องท้อง,มีบาดแผลคล้ายถูกฟันที่ท้อง

พยานระบุว่าหากอาการตามัวไม่สามารถรักษาหายได้จะส่งผลกระทบถึงอาชีพขับรถบรรทุกน้ำมันที่เขาทำอยู่

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลา 22.20น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณปั๊มเชลล์ ซอยรามคำแหง 24

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น) ….ไม่มี….

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

- ได้รับบาดเจ็บอาการกระโหลกร้าว (เกิดจากก้อนหิน)  ฟันร้าว,กรามร้าว,ดั้งหัก,เลือดคั่งในช่องท้อง,มีบาดแผลคล้ายถูกฟันที่ท้อง มีผลกระทบต่อเนื่องจากอาการตามัว

-พระเครื่อง “หลวงพ่อคูณรุ่นปี 17 หน้าสมเด็จ” (ราคาหลักแสน)

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

- ขาดรายได้เนื่องจากเป็นกำลังหลักของครอบครัว

-อาการตามัวอาจทำให้ต้องตกงาน

26
ก.พ.

ความรุนแรงหน้ารามคำแหง พยานปากที่ 3-4

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ได้ส่งทีมงานเข้าไปสัมภาษณ์และรวมรวมพยานจากเหตุการณ์ความรุนแรงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยมีการสอบพยาน 30 ปากด้วยกัน โดยข้อมูลทั้งหมดจะทยอยนำออกมาเผยแพร่และจะถูกส่งไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทางสำนักงานจะไม่เปิดเผยชื่อจริงของพยานเนื่องจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของพยาน

พยานปากที่ 3

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานที่ 3 ให้การว่า วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 เวลา 12.00 น. กลุ่มเรดนนท์ได้นัดรวมตัวกันที่ศาลาว่าการจังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้มาร่วมด้วยประมาณ 40 คน ขึ้นรถ 2 แถว เพื่อที่จะเดินทางมายังสนามราชมังคลา ในระหว่างการเดินทางผมได้เริ่มสังเกตเห็นรถตู้พร้อมรถมอเตอร์ไซค์วิ่งตามรถ 2 แถวมาตั้งแต่ช่วง         เดอะมอลล์บางกะปิ และพอมาถึงจุดเกิดเหตุ คือบริเวณแยกลำสาลี เวลาประมาณ 14.00 น. รถ 2 แถว ได้จอดติดไฟแดงอยู่ รถตู้พร้อมรถมอเตอร์ไซค์ก็ตามมา รถตู้จอดต่อท้ายรถ 2 แถว ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ก็มาจอดด้านข้าง โดยคนที่ซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ได้เอามีดอีโต้ออกมา จะฟันเข้ากลางหน้าแต่ผมได้เอาแขนมาบังไว้ก่อน และคนซ้อนก็ได้ฟันซ้ำลงมาอีกครั้งเข้าบริเวณหลังกกหูข้างขวา ผมก็ร่วงลงจากที่นั่งท้ายรถ ก็มีเสื้อแดงที่มาด้วยกันดึงผมขึ้นไปบนรถ แล้วมีคนยิงลูกน็อตกับลูกปืนของล้อรถ ขึ้นมาบนรถ 2 แถว โดนเข้าที่หางคิ้วด้านซ้ายและหน้าอก พอไฟเขียวรถมอเตอร์ไซค์พร้อมรถตู้ก็ได้หนีไป จากนั้นคนเสื้อแดงที่มาด้วยกันก็โทรเรียกรถตำรวจและรถพยาบาลเพื่อมารับ รถพยาบาลมารับเวลาประมาณ 14.30 น. พาไปส่งที่โรงพยาบาลนพรัตน์ ถึงโรงพยาบาลเวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อมาถึงโรงพยาบาลผมก็สลบไปแล้ว พอรักษาบาดแผลและฟื้นขึ้นแล้วก็ออกมาจากโรงพยาบาลนพรัตน์เวลา 18.00 น. ก็นั่งรถแท็กซี่ไปยังสนามราชมังคลาเลย ผมออกมาจากสนามราชมังคลาในวันที่ 1 ธันวาคม 2556 และไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลยันฮี

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลาประมาณ 14.00น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณแยกลำสาลี

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น)

ไม่มีการคุกคาม

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

- ได้รับบาดเจ็บถูกมีดฟันที่แขนซ้ายและต้นคอหลังหูขวา ถูกยิงด้วยหัวน็อตที่หางคิ้วด้านซ้ายและบริเวณหน้าอก

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

- ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่าครองชีพในช่วงที่รักษาตัว

พยานปากที่ 4

ข้อมูลเหตุการณ์

ในวันที่เกิดเหตุ 19 พฤศจิกายน 2556  พยานที่ 4 เล่าว่า หลังจากที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ที่สนามราชมังคลาฯ เวลา 23.30 ตนได้ออกมาจากสนามราชมังคลาฯทางประตูหน้า เพื่อที่จะกลับบ้าน ในขณะที่กำลังเดินไปเอารถที่จอดไว้ตรงบริเวณทางเข้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน ออกมาจากมุมมืดตรงบริเวณสะพานลอยคนข้ามปากซอยรามคำแหง 53 เข้ามาทำลายตนจากทางด้านหลัง โดยกระชากตนล้ม แล้วเอาแท่งเหล็กที่มีลักษณะปลายแหลมขนาด 6 นิ้ว แทงเข้าที่บริเวณกระพุ้งแก้มด้านซ้าย 2 ครั้ง ชายโครงด้านซ้าย 1 ครั้ง และต้นขาขวา 1 ครั้ง ก่อนที่จะพากันวิ่งหนีไป  หลังจากนั้นตนเห็นรถเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านมา จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ติดต่อหน่วยกู้ภัย แล้วนำส่งโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา(เวลาประมาณ 01.00 น.) แต่ทางโรงพยาบาลแพทย์ปัญญาปฏิเสธการรักษา ทางหน่วยกู้ภัยจึงนำตนไปส่งโรงพยาบาลราชวิถีหลังจากนั้นเวลาประมาณ 02.00-03.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อมาหาตนให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ตนจึงเดินทางไป

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลา 23.30น. ของวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 บริเวณสะพานลอยคนข้ามปากซอยรามคำแหง 53

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น)

- ทางโรงพยาบาลแพทย์ปัญญาปฏิเสธการรักษา โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลเข้ามาบอกปฏิเสธการรักษา

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

- ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณกระพุ้งแก้มด้านซ้าย 2 แผล ชายโครงด้านซ้าย 1 แผล และต้นขาขวา 1 แผล

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

- หลังจากได้รับการบาดเจ็บก็ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 10 วัน ทำให้ขาดรายได้

- ต้องเสียค่าเช่ารถแท็กซี่ อาทิตย์ละ 7000 บาท

- ต้องส่งค่าดูแลหลาน 3 คน

25
ก.พ.

ความรุนแรงหน้ารามคำแหง พยานปากที่ 1-2

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ได้ส่งทีมงานเข้าไปสัมภาษณ์และรวมรวมพยานจากเหตุการณ์ความรุนแรงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยมีการสอบพยาน 30 ปากด้วยกัน โดยข้อมูลทั้งหมดจะทยอยนำออกมาเผยแพร่และจะถูกส่งไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทางสำนักงานจะไม่เปิดเผยชื่อจริงของพยานเนื่องจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของพยาน

พยานปากที่ 1

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานที่ 1 เล่าให้ฟังว่าในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 เวลาประมาณ 20.00น. ขณะนั้นเขาอยู่ภายในที่พักคนงานก่อสร้างภายในม.รามคำแหง ใกล้ประตูหลังรามฯภายในซอยรามคำแหง 24 เขากำลังเดินจะไปเข้าห้องน้ำ ยังไม่ทันถึงห้องน้ำ มีเสียงปืนดังขึ้น 2-3 นัด เขาถูกยิงเข้าที่บริเวณหลัง 2 นัด เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่คืนนั้น หมอเพิ่งผ่ากระสุนออก

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ


เวลาประมาณ 20.00น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่พักคนงานก่อสร้างภายในม.รามคำแหง ใกล้ประตูหลังรามฯภายในซอยรามคำแหง 24

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น)

ไม่มี

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)


-บาดเจ็บจากการถูกยิงเข้าที่บริเวณหลัง 2 นัด
มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม
ค่ารักษาพยาบาลและสูญเสียรายได้ เหลือภรรยาทำงานหาเงินเพียงคนเดียว

พยานปากที่ 2

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานที่ 2 เล่าให้ฟังว่าในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 เวลา16.00น. ตนได้เดินทางไปกับเพื่อนเพื่อที่จะไปร่วมชุมนุมที่สนามราชมังฯเดินทางด้วยรถจยย.เมื่อถึงจุดเกิดเหตุบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปากซอยรามคำแหง 51/1 เวลาประมาณ16.40น. ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่ทราบจำนวนมีสัญญาลักษณ์นกหวีดห้อยคอได้เข้ามารุมทำร้ายโดยกระชากตนลงจากรถจยย.ดึงหมวกกันน็อคออกแล้วใช้ด้ามธงฟาดเข้าที่ศรีษะ ก่อนที่จะรุมแตะและต่อยสักพักก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาห้าม(อายุประมาณ30) แล้วพาตนไปกักขังอยู่ชั้น2ของร้านอาหารตามสั่งในซอย ชายคนดังกล่าวได้สั่งให้ตนถอดเสื้อแดงออกแล้วนำเสื้อตัวใหม่มาให้เปลี่ยน จนถึงเวลา 19.00น. เจ้าของร้านอาหารตามสั่งได้พาตนออกไปส่งห่างออกไป 2ป้ายรถเมล์ จากนั้นตนจึงเดินทางต่อไปยังสนามราชมังฯและออกจากสนามราชมังฯตอน 22.00น.เพื่อกลับบ้าน

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ


เวลาประมาณ 16.40น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปากซอยรามคำแหง 51/1

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น)
ไม่มี

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)


-มีบาดแผลชอกช้ำทั่วร่างกาย
-มีอาการช้ำใน
-โดนกระชากสร้อยคอ 3กษัตริย์ มูลค่า 500กว่าบาท

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม
ไม่มี

11
ม.ค.

ฟูมฟักความหวาดกลัว – วิธีการที่กองทัพจัดการกับผู้วิจารณ์

การตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดของพลเอกประยุทธ์และกองทัพไทยต่อบทความล่าสุดของผม “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” คือทัศนคติตัวอย่างที่ไม่ยอมรับแนวคิดเรื่องการรับผิดหรือการอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตย เช่นนั้น เขาจึงพลาดที่จะเห็นถึงถ้อยคำถากถางอันชัดเจน โดยพยายามปฎิเสธว่าแทรกแซงการทำงานรัฐบาล พลเรือน แต่ขณะเดียวกันก็ข่มขู่ว่าจะขัดขวางไม่ให้ผู้วิจารณ์เข้าประเทศ ซึ่งย้ำถึงภาพลักษณ์ของประยุทธ์ในการปฎิบัติตนเหนือการควบคุมของระบบกฎหมายธรรมดาที่ชอบธรรม ดูเหมือนว่าการพูดความจริงกับกองทัพไทยมักจะนำมาซึ่งคำข่มขู่และสร้างความเคียดแค้นให้พวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยวิธีการแบบนี้ ผนวกกับการขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยได้ดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเกลียดชังในประเทศไทย

จากเหตุการ์ล่าสุด การเพาะปลูกความหวาดกลัวอย่างปราณีตนี้สร้างขึ้นบนซากศพของประชาชนมือเปล่าที่เสียชีวิตระหว่างการสังหารหมู่ปี 2553 ได้ไต่ไปถึงระดับของการข่มขวัญที่เหลือผู้วิจารณ์ไม่กี่คนที่กลัาเผชิญหน้ากับการกระทำผิดของกองทัพอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ประชาคมโลกและคณะทูตแทบจะเงียบเฉยเมื่อกองทัพสร้างเหตุการณ์ความตึงเครียดในกรุงเทพฯ ท่าทีอันเงียบเฉยคือสิ่งที่น่าสังเกต หากพิจารณาถึงความกระหายอยากที่จะทำรัฐประหารของกองทัพไทย เหมือนว่ากลุ่มเอ็นจีโอที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับและหลายองค์กรซึ่งมีสำนักงานภูมิภาคในกรุงเทพฯ ตั้งใจที่จะเงียบเฉยเมื่อประยุทธ์ขนรถถังเข้ามาในกรุงเทพฯและพูดตักเตือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

แม้สื่อต่างชาติและสำนักงานสื่อในกรุงเทพฯ หลายสำนักจะแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกองทัพเป็นการส่วนตัว แต่แทบจะไม่มีสื่อสำนักไหนเลยที่กล้าแสดงความเห็นต่อต้านกองทัพอย่างเปิดเผย พวกเขากลับเลือกเป้าหมายที่ไม่ได้มีอำนาจหรือพละกำลังที่คล้ายกัน หากเรานึกย้อนถึง 80 ปีของประวัติศาสตร์ไทยและศึกษาบทบาทกองทัพในการสร้างความไร้เสถียรภาพของประชาธิปไตย ตามที่กล่าวในบทความ “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” กองทัพของประยุทธ์ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมักเลือกที่อยู่ข้างคนที่เห็นคนไทยทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตนเอง

หากพิจารณาถึงท่าทีที่เงียบเฉยของกระบอกเสียงประชาคมโลก อย่าง กลุ่มเอ็นจีโอ สื่อ ไปจนถึงคณะทูตในกรุงเทพฯ ต่อการกระทำของกองทัพล่าสุดทำให้เห็นตัวอย่างของการยอมก้มหัวให้กองทัพ องค์กรนิรโทษกรรม ฮิวแมนไรท์วอซซ์ และองค์กรอื่นๆหายไปไหน? กลุ่มผู้แสวงหาความจริงสื่อต่างชาติที่มุ่งมั่นจะนำผู้มีอำนาจมารับผิดอยู่ที่ไหน? แม้จะมีหลักฐานพลาดพิงถึงกองทัพอย่างท่วมท้น ข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งคือพวกเขาไม่ถูกประยุทธ์หมายหัว แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของพวกเขา ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกมาทำอะไรบ้าง

7
ม.ค.

ชีวิตภายใต้รัฐประหาร – การคุกคามประชาธิปไตยของกองทัพไทย

กองทัพไทยมีประเพณีอันยาวนานและเลวทรามในการขัดขวางประชาธิปไตย ทำร้ายประชาชนและเข้าแทรกแซงการเมืองเมื่อมองว่าจะเป็นผลประโยชน์ต่อตนเอง ตัวอย่างคือเหตุการณ์สังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2553 ที่พวกเขาไม่ลังเลใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แม้ว่ารัฐบาลนี้จะปราศจากประชามติตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็ตาม และยังปรากฎด้วยว่าพวกเขาคือผู้กระทำมีความช่ำชองและยินดีที่จะสั่งพลซุ่มยิงให้สังหารประชาชนมือเปล่าและตั้ง “เขตใช้กระสุนจริง” เพื่อพิทักษ์อำนาจตนเอง การพิทักษ์อำนาจที่มักนำไปใช้เพื่อทำลายประชาธิปไตยคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ การทำรัฐประหารหลายครั้งเพื่อใช้กำลังบังคับให้มีการระงับสิทธิทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนไทยกลายเป็นเรื่องปกติ ดูเหมือนว่าการข่มขู่ทำรัฐประหารเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในการดำเนินชีวิตทางการเมืองของคนไทย

ในทางตรงข้าม เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยขอความช่วยเหลือเพื่อปกป้องสิทธิทางการเมืองของประชาชนไทย ทหารกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ กลุ่มนายพลที่ชั่วช้า (มี “นายพล” หลายระดับหลายร้อยนายในกองทัพไทย) และผู้บัญชาการทหารได้จัดแถลงข่าวและข่มขู่สมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม และหาอ้างอ้างแบบน่าสมเพชเพื่อมาอธิบายว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยและรับผิดทางกฎหมาย และทำไมกองทัพจึงต้องรักษา “ความเป็นกลาง” ซึ่งในบริบทการเมืองไทยหมายความว่าคุณยอมรับกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยว่าเป็นกลุ่มการเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ปกติของการพูดคุยทางการเมืองไปโดยปริยายอย่างชัดเจน ดังนั้น ความเป็นกลางในกรณีนี้คือสัตว์ประหลาดที่ไม่มีอยู่จริงสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เบี่ยงเบนการวิเคราะห์ที่ถูกต้องเรื่องเงื่อนไขอันแท้จริงภายในการปฏิบัติการของกองทัพไทย

ผลจากกระบวนการรัฐประหาร การสังหารหมู่และความเฉื่อยชาที่ได้ปลุกเร้าโดยกองทัพคือประชาธิปไตยที่ยังคงอ่อนแอ เหมือนก้อนน้ำแข็งอันบิดเบี้ยว และพร้อมที่จะแตกสลายทุกเมื่อ ทั้งยังยากที่จะประคับประคองการต่อสู้และการสนทนาที่เกี่ยวกับการเมืองอันเป็นประโยชน์ได้ ดังนั้นรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของนายอภิสิทธิ์จึงสามารถยัดเยียดให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยยอมรับตนเองได้ด้วยการใช้กำลังทางทหารอย่างรุนแรง ในขณะที่ไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยและเป็นที่นิยมกลับต้องยุบสภาเพื่อถ่วงเวลากองทัพที่อาจจะเข้ามาแทรกแซงโค่นล้มรัฐบาล และวงจรนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทยอ่อนแอลงทุกครั้ง จะต้องใช้เวลานานอีกเท่าไรก่อนที่วิกฤติอันร้ายแรงยิ่งกว่านี้จะเกิดขึ้น และทำให้ประชาคมโลกที่ติดอาวุธและสนับสนุนกองทัพไทยมาหลายทศววรษหันมาสนใจปัญหานี้โดยทันที

สิ่งที่ชัดเจนคือ ตราบใดที่กองทัพไทยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนที่ชอบด้วยกฎหมาย, มีความรับผิดชอบและเป็นประชาธิปไตย กองทัพก็จะยังขัดขวางประชาธิปไตยไทยที่ล้มลุกคุกคลานแต่ก็ยังเติบโตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

28
ธ.ค.

ยุทธศาสตร์สร้างสถานการณ์ตึงเครียดเพื่อล้มล้างการเลือกตั้ง

ในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556  ไม่กี่ชั่วโมงที่ถนนบริเวณราชมังคลากีฬาสถานถูกเคลียร์หลังจากม็อบหัวรุนแรงนำโดยกลุ่มกปปส.ของนายสุเทพบุกเข้าทำร้ายคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมอย่างสงบ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น นอกจากคำพูดที่มีลักษณะเป็นความจริงครึ่งหนึ่งอันสับสนที่มักจะพรั่งพรูออกมาเป็นประจำแล้ว นายอภิสิทธิ์ก็ยังพูดจากำกวมเมื่อถูกถามโดยนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า “เขาจะยินดีต้อนรับการเลือกตั้งอย่างแท้จริง” หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “ผมคิดว่า นี่เป็นขั้นแรกในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาประเทศ”

ไม่นานหลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนคำแถลงการณ์เจตนารมณ์ที่มี “หลักการ” ที่ชัดเจน ไปเป็นการพูดคุยราคาถูกซึ่งเป็นพฤติกรรมของ “กลุ่มอำมาตย์เก่า” ที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยพูดจากลับกลอกนี้เกิดขึ้นเพียงสองอาทิตย์ ก่อนที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจบอยคอตการเลือกตั้งที่ตั้งพวกเขาเรียกร้องมาตลอด

การที่พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ทำเช่นนี้ จึงถือว่าเป็นการบอยคอต 50 เปอร์เซ็นต์ของการเลือกตั้งที่จัดขึ้นตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แสดงให้เห็นว่าพวกเขามิได้เพียงแต่ดูหมิ่นผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนพวกเขาด้วย และแม้แต่ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางที่สุดยังระบุว่าเป้าหมายแท้จริงของนายอภิสิทธิ์ สุเทพ และผู้ชุมนุมคือการต่อต้านประชาธิปไตยและต้องการรัฐเผด็จการ พวกเขารู้ดีว่าพรรคของพวกเขาจะได้ที่นั่งน้อยลงกว่าปี 2554 ดังนั้นท่าทีของนายอภิสิทธิ์ และกลุ่มแนวร่วมร่วมที่ใกล้ชิดของเขาอย่างกลุ่มกปปส.ของนายสุเทพจึงได้พยายามยกระดับความตึงเครียดเพื่อนำไปสู่จุดแตกหัก

ใน 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายและความรุนแรงที่ได้ถูกวางแผนเอาไว้เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ  และไม่ใช่แค่บนท้องถนนเท่านั้น เช้าวันที่ 26 ธันวาคม กลุ่มอันธพาลหัวรุนแรงของนายอภิสิทธิ์และสุเทพบุกเข้าทำร้ายตำรวจที่รักษาความปลอดภัยให้กับสถานที่ที่ใช้เป็นที่รับสมัครผู้ลงสมัครสส.ในการเลือกตั้งปี 2557 และดูเหมือนว่าการเสียชีวิตของตำรวจหนึ่งจะเกิดจากการถูกม็อบของนายอภิสิทธิ์ยิงใส่โดยตรง ในขณะเดียวกันพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่พยายามจะใช้ชีวิตปกติกลับถูกกลุ่มอันธพาลบ้าคลั่งรุมทำร้ายจนสลบ และอีกเหตุการณ์ที่น่าตกใจคือ มีรายงานว่าผู้ชุมนุมกปปส.หนึ่งรายเสียชีวิต (ก่อนจะมีการเผยแพร่บทความนี้ไม่นาน ได้มีการบุกยิงที่ชุมนุมกลุ่มกปปส. ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม)

เราไม่เคยเห็นนายอภิสิทธิ์และสุเทพอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรง พวกเขาชอบที่จะให้ผู้ “โชคร้าย” คนอื่นเสียสละชีวิตแทนพวกเขามากกว่า

ไม่นานในระหว่างที่เกิดการจลาจล องค์กรที่ควรจะเป็นกลางอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าร่วมวงเหตุการณ์ชุลมุนนี้ด้วย ราวกับว่ากำลังทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกแถลงการณ์ร่วม โดยคุกคามและไม่ให้ความร่วมมือกับการเลือกตั้ง ซ้ำยังเรียกร้องให้มีการเลื่อนออกไปอย่าง “ไม่มีกำหนด”  ในภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มกปปส. คณะกรรมการการเลือกตั้ง 8 เขตของสงขลาได้ประกาศยุติการลงทะเบียนผู้สมัครสส. และ “ลาออก” หลังจากที่ผู้ชุมนุมกปปส.บุกเข้าไปในอาคารที่ใช้เป็นสถานที่สมัคร แผนการเหล่านี้คือการซื้อเวลาให้กับยุทธศาสตร์ความตึงเครียดเพื่อหว่านเมล็ดพันธ์ของความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ

ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ชุมนุมได้เปลี่ยนข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆแสดงให้เห็นว่า เป้าหมายไม่ใช้การแก้ปัญหาหรือการหาทางประณีประนอมแบบพลเรือน แต่ต้องการจะเพิ่มระดับความตึงเครียดและความรุนแรงอย่างถึงที่สุดไปเรื่อยๆ จนกระตุ้นให้ทหารเข้ามาแทรกแซง ล่าสุดคือ พวกเขาอ้างว่าต้องการ”ปฏิรูป” ซึ่งไม่น่าเชื่อถือเท่าไรหากมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะขัดขวางการปฏิรูปในรัฐสภา (สมาชิกหัวก้าวหน้าบางคนของพรรคได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อแกนนำของพรรค)

เราไม่จำเป็นต้องพูดจาอ้อมค้อม พรรคการเมืองนี้คือสถาปนิคสร้างความรุนแรงครั้งล่าสุดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง กลุ่มหัวรุนแรงกปปส.ของนายสุเทพคือกองกำลังต่อสู้ข้างถนนของพรรคประชาธิปัตย์โดยพฤตินัย แกนนำกปปส. เต็มไปด้วยสส.เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ และส่วนใหญ่เพิ่งจะลาออกจากการเป็นสส.ไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มกปปส.ทางช่องทีวีที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างบลูสกายอย่างต่อเนื่อง และนายสุเทพเองก็เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีและสส.ของพรรคประชาธิปัตย์ สส.ระดับสูงรวมถึงสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , อดีตรมว.การคลัง กรณ์ จาติกวณิชและอดีตรมว.การต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ต่างได้เข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มกปปส.บนท้องถนนและยังให้ความช่วยเหลือในทางอื่นอย่างต่อเนื่อง

ตามที่เรารับรู้จากเหตุการณ์ในไม่กี่วันที่ผ่านมา  การบอยคอตเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ของพรรคประชาธิปัตย์ดูจะเหมาะเจาะกับโปรมแกรมของกลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.ในความพยายามล้มล้างการเลือกตั้งโดยใช้ความรุนแรงโดยตรง ความต้องการของพวกเขานั้นชัดเจน พวกเขาต้องการข่มขวัญกลุ่มคนที่พยายามใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย ยุทธศาสตร์ของกลุ่มกปปส.และพรรคประชาธิปัตย์คือการก่อความรุนแรง โดยผ่านการสนับสนุนจากกลุ่มที่มีอคติทางการเมืองที่สำคัญในเครือข่ายอำมาตย์อย่างกกต. สถานการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งของพลเรือนจะบังคับให้ทหารต้องเข้ามาแทรกแซง

และดูเหมือนว่ายุทธศาสตร์นี้จะเริ่มได้ผล ในวันที่ 27 ธันวาคม ผบ.ทบ. พลเอกประยุทธ์ได้ออกแถลงการณ์อันยืดยาวและมีปัญหา โดยโจมตีรัฐบาลและมีการพูดเป็นนัยอย่างชัดเจนว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ทหารจะเข้ามาแทรกแซง พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า “จะไม่เปิดหรือปิดประตูปฏิวัติ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์” นอกจากนี้ประยุทธ์ยังประณามตำรวจ และยังใช้คำพูดที่เป็นมิตรกับผู้ชุมนุมกปปส. โดยอ้างว่าผู้ชุมนุมได้รับการปฏิบัติที่ “ไม่ดี” ซึ่งเป็นความเห็นที่น่าขันอย่างสิ้นดีสำหรับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่คนเสื้อแดงปี 2553

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจุดวิกฤตกำลังเกิดขึ้นแล้ว อีกไม่กี่เราเราน่าจะได้เห็นความจนตรอกที่เพิ่มขึ้นในหมู่ของม็อบนายสุเทพและอภิสิทธิ์ และที่น่ากลัวคือ คงมีการยกระดับความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ชัดเจนมากขึ้นคือต่อกลุ่มคนที่ต่อต้านประชาธิปไตยคือ ยุทธศาสตร์สร้างสถานการณ์ตึงเครียดเพื่อล้มล้างการเลือกตั้งมิได้สร้างความตระหนกในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่ไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด และนี่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เมื่อกปปส./พรรคประชาธิปัตย์ และแนวร่วมของพวกเขาในกลุ่มอำมาตย์ที่อยู่ในกองทัพและองค์กรอื่นอีกหลายคนที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับพวกเขาซึ่งรวมถึงอภิสิทธิ์และสุเทพด้วย ต้องการความรุนแรงครั้งใหญ่มากกว่าการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้นเราจึงขอส่งคำเตือนไปยังทุกคนที่มุ่งมั่นอยากเห็นความสันติสุขและประชาธิปไตยในประเทศไทย ในอีกไม่กี่วันต่อไปนี้กลุ่มหน้าด้านหน้าทนอย่างกปปส./ประชาธิปัตย์น่าจะปลุกปั่นยั่งยุความรุนแรง และจุดนี้จะเป็นจุดทดสอบหลักการสำคัญของความยุติธรรมและประชาธิปไตย และนี่ควรจะเป็นช่วงเวลาที่หลักการสำคัญเหล่านี้ได้แสดงออกถึงความแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดด้วยเช่นกัน

ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ข้างนายอภิสิทธิ์ คนเหล่านี้เป็นตัวแทนของระบอบศักดินาในอดีต และล้มเหลวที่จะเข้าใจว่าประชาชนได้ตื่นแล้ว และจะไม่มีวันที่จะกลับไปหลับใหลได้อีก หากความมุ่งมั่นที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยไทยยังแข็งแกร่ง ยุทธศาสตร์สร้างสถานการณ์ตึงเครียดเพื่อล้มล้างการเลือกตั้งของพวกเขาก็ย่อมจะพังทลายลงอย่างน่าสังเวช