Skip to content

Recent Articles

1
ก.ค.

นายอัมสเตอร์ดัม: การตั้งข้อหาเท็จต่อนายจักรภพ เพ็ญแขคือแรงจูงใจทางการเมือง

เพียงไม่กี่วันหลังการประกาศจัดตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งเป็นองค์กรที่ท้าทายคณะเผด็จการทหารเถื่อนในกรุงเทพฯ แกนนำกลุ่มกลุ่มถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาอันเป็นเท็จอย่างชัดเจน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นักกฎหมายกล่าว

นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ก่อตั้งและเลขานุการบริหารของกลุ่มเคลื่อนไหว ถูกรัฐบาลทหารตั้งข้อหาว่าครอบครองอาวุธ ซึ่งนายอัมสเตอร์ดัมอธิบายว่าเป็นเรื่องของ “การแก้แค้นโดยการสร้างเรื่องเท็จโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง”

นายอัมสเตอร์ดัมชี้ว่า ลำดับเวลาของการตั้งข้อหาเกิดขึ้นพร้อมกันการเผยแพร่คำแถลงการณ์การก่อตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มเคลื่อนไหวในฮ่องกง ซึ่งเผยให้เห็นว่านี่คือการลุแก่อำนาจทางการเมืองอย่างชัดเจน

“นายจักรภพทำให้คณะเผด็จการทหารรู้สึกว้าวุ่นใจอย่างชัดเจน เพราะเขานำเสนอจุดยืนขององค์กรได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ และเขายังกล่าวถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในประเทศไทยต่อประชาคมโลก” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “นี่คือกลยุทธ์การต่อสู้แบบมาตราฐานของกองทัพไทยเมื่อต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้าม โดยพวกเขาพยายามจะใส่ร้ายป้ายสีแทนที่จะะนำเสนอประเด็นการตอบโต้ถกเถียงอันน่าเชื่อถือ ตลอดเหตุการณ์การสังหารหมู่ในกรุงเทพฯปี 2553 ตอนที่กองทัพสังหารพลเมืองมือเปล่า พวกเขาแสแสร้งว่าได้ค้นพบอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ไร้กฎหมายของพวกเขา”

เขากล่าวต่อเพื่อเน้นย้ำว่า คนสุดท้ายที่ควรจะพูดถึงประเด็นเรื่องกฎหมายในกรณีการกระทำอาชญากรรมคือกลุ่มนายพลที่ได้ปล้นเอาอำนาจมาอย่างผิดกฎหมาย

“นายพลที่มีความสำคัญหลายนาย รวมถึงประยุทธ์ ไม่เคยถูกดำเนินคดีกรณีการสังหารประชาชนในปี 2553 และการที่พวกเขาลอยนวลอย่างต่อเนื่องไม่ต้องรับผิดต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติคือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประเทศไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “การตั้งข้อหาเท็จประเภทนี้ต่อแกนนำฝ่ายตรงข้ามควรถูกมองตามความจริง – มันคือความพยายามจะทำลายความสามารถของแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยไทยในการเดินทางเพื่อกระตุ้นเตือนประชาคมโลกเรื่องการกระทำของคณะเผด็จการทหารไทย”

27
พ.ค.

สารถึงสื่อมวลชนต่างชาติ

ในนามของนปช. เราขอชักชวนให้ท่านไม่ใช้ภาษาที่ถูกต้องด้วยหลักการเกี่ยวกับการพิจารณาคดีเพื่ออธิบายการพิจาณาคดีในศาลของคณะอาชญากรทหารเถื่อน ซึ่งไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ไม่มีความเป็นอิสระ ไม่มีความเป็นกลาง และไม่เป็นไปตามหลักกระบวนการพิจารณาคดี และกระบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมายและปราศจากเหตุผลโดยสิ้นเชิงนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือลงโทษบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมืองจากกองทัพ

แทนที่จะเรียกว่ากระบวนการพิจารณาคดี ขอให้ท่านโปรดเรียกว่ากระบวนการหรือการรับฟัง กรุณาหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาของการพิจารณาอรรถคดีซึ่งอาจแปลได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีที่เป็นกลาง กรุณาหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าคุมขัง เพราะข้อเท็จจริงแล้วบุคคลที่ถูกกักขังคือตัวประกัน

เราขอย้ำว่าคณะเผด็จการทหารไม่มีความชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การตัดสินใจใช้ศาลทหารพิจารณาคดีบุคคลที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาเท็จคือการยืนยันถึงความไม่มั่นใจของผู้นำคณะรัฐประหารและกองทัพที่โกหก และหลอกลวงประชาชนไทย พวกเขาไม่ได้ทำลายกฎหมายระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำลายความหวังและความมุ่งมั่นในอนาคตของคนไทยอีกด้วย

25
พ.ค.

แถลงการณ์กรณีคำขู่ของคสช.

ตามที่มีรายงานในสื่อไทยว่า กลุ่มคณะทหารเผด็จการออกแถลงการณ์ว่ากำลังพิจารณา “ดำเนินการ” เอาคืนผม และอาจ “ตัด” ช่องทางการสื่อสารโดยการปิดเวปไซต์ และยังมีมาตราการอื่นๆอีกซึ่งจะดำเนินการผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ

คำขู่เหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่หลายคน รวมทั้งนักข่าว นักกิจกรรมและผู้นำพลเรือนถูกเรียกไปรายงานตัวต่อคณะทหารเพื่อให้ปากคำ ในขณะเดียวกันมีหลายคนถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิใดๆ เราควรจะถามตนเองว่าการกระทำเช่นนี้แปลว่าอะไร มันบอกอะไรได้บ้างเมื่อคณะทหารหวาดกลัวว่าประชาชนจะพูดอะไร และต้องใช้ความกลัวและการข่มขู่เพื่อสร้างความั่นคงให้กับแรงสนับสนุนพวกเขา? ความมุ่งมั่นที่จะควบคุมข้อมูลคือลักษณะบุคลิกภาพของเผด็จการ และนี่คือหลักฐานอันชัดเจนที่สุดว่า ทำไมคณะรัฐประหารจะต้องถูกยุบและต้องนำการปกครองโดยพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยกลับมา

รัฐประหารโดยกองทัพที่ทำโดยพลเอกประยุทธ์ไม่มีอำนาจทางรัฐธรรมนูญ และไม่มีความธรรมทางกฎหมายที่จะออกแถลงการณ์กล่าวหาเหล่านี้ พวกเขาปฏิบัติตนแบบอาชญากร ยึดอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และความพยามยามลิดรอนเสรีภาพทางการพูดแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในสถานภาพของตนเองมาตั้งแต่ต้น

ผมขอปฏิเสธความเห็นทุกความเห็นที่ระบุว่าคำแถลงการณ์ของผมเป็นการ “ปลุกระดม” ประชาชนไทยมีสิทธิ์ในการตั้งคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายของคณะเผด็จการทหารที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง และพวกเขามีสิทธิที่จะต่อต้านกองทัพผู้ปล้นประเทศอย่างสันติ หากการแสดงออกของผู้ต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้องให้มีการนำการปกครองโดยพลเรือนกลับมาโดยเร็วคือการกระทำผิด คณะเผด็จการทหารก็จะต้องหาทางดำเนินคดีต่อนักการทูตหลายคน

หากพิจารณาแล้วการสื่อสารส่วนใหญ่ของเราซึ่งทำผ่านเฟชบุ๊คและทวิตเตอร์  หากคณะเผด็จการจะปิดการเข้าถึงเวปไซต์ดังกล่าวทั้งหมด พวกเขาก็จะเป็นรัฐบาลที่ได้ชื่อว่ากดขี่และทำอาชญากรรมมากที่สุดในโลก และยังยืนยันถึงความล้มละลายทางความชอบด้วยกฎหมายของพวกเขาต่อประชาชนไทยอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คำขู่พวกนี้ไม่ได้ผล เราจะไม่เงียบ และจะไม่หายไปไหน เราต้องหาทางเพื่อจะทำงานร่วมกันหาหนทางแก้ปัญหาอย่างสันติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงมุ่งมั่นที่จะให้คำปรึกษาและสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อรับรองว่าวันหนึ่งความสงบสุขและประชาธิปไตยจะได้รับการฟื้นฟูในประเทศไทย

25
พ.ค.

จดหมายเปิดผนึกถึงคนเสื้อแดง ผู้สนับสนุนนปช. และทุกท่านที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยไทย

ถึงมิตรสหายทุกท่าน

หากจะกล่าวว่าทุกท่านต้องเผชิญกับความยากลำบากในสองสามวันที่มาอาจจะเป็นเรื่องที่น้อยเกินไป หลังจากที่ทุกท่านต้องอดกลั้นกับการทำลายประชาธิปไตยซึ่งเป็นหลักการที่ท่านยกย่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดกอวทัพไทยได้เผยธาตุแท้และตัดสินใจที่จะเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนที่ต่อต้านความเท่าเทียมทางพลเรือนและการเมืองในประเทศไทย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระทำของกองทัพเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นอาชญากรรม การยึดอำนาจ การจับกุมจัวแกนนำของท่านและคนในครอบครัวของพวกเขาเป็นตัวประกัน และการปราบปรามผู้คิดต่างเผยให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต่างอะไรจากกลุ่มอาชญากรที่พยายามข่มเหงประชาชนทั้งประเทศ

ไม่กี่วันก่อนหน้าที่กองทัพจะก่ออาชญกรรม แกนนำนปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ได้ขอให้ผมกระทำการในนามของเขาหากเขาถูกกองทัพไทยจับกุมตัวไป ด้วยเหตุนี้ และตามจดหมายฉบับนี้ กำลังจะมีความพยายามรวมตัวอีกครั้งของแกนนำนปช.และคนเสื้อแดงในต่างประเทศ และในระหว่างนี้ เราจะเริ่มกระบวนการหามาตราคว่ำบาตรทางกฎหมายในต่างประเทศเพื่อลงโทษการก่อกบฏโดยมิชอบด้วยกฎหมายของผู้นำกองทัพไทย ดังนั้น พลเอกประยุทธ์และเครือข่ายมาเฟียของเขาควรรับทราบไว้ด้วยว่า – พวกคุณจะต้องได้รับผลจากการกระทำในครั้งนี้

24
พ.ค.

แถลงการณ์: ทนายไม่รับอนุญาติให้เข้าพบผู้ถูกคุมตัวจากเหตุการณ์รัฐประหารโดยกองทัพ

ทนายไม่รับอนุญาติให้เข้าพบผู้ถูกคุมตัวจากเหตุการณ์รัฐประหารโดยกองทัพ

24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 –  การที่ประชาชนไทยกว่า 150 คน ถูกกองทัพไทยจับกุมและไม่สามารถติดต่อกับทนาความได้แสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายคนเสื้อแดง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าว

“เราไม่ทราบว่าพวกเขาถูกคุมขังที่ไหน เราไม่ทราบว่าเขาได้รับการปฏบัติที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ และพวกเราไม่ได้รับอนุญาติให้ติดต่อกับผู้ที่ถูกคุมขัง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวในนามของกลุ่มทนายความแกนนำเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง “ข้อเท็จจริงคือ เป็นเวลาเกือบ 72 ชั่วโมงแล้วที่คณะรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์จับประชาชนเป็นตัวประกันโดยมิให้สิทธิ์ในการติดต่อทนาย ซึ่เป็นการส่งสัญญาณคุกคาม และนี่คือการกระทำที่ละเมิดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ”

มีการข่มเหงทนายของกลุ่มผู้ถูกคุมขัง  นายธิติพงษ์ ศรีแสนถูกกักตัวไว้ 5 ชั่วโมงก่อนจะถูกปล่อยตัวไป และนอกจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกคนยังถูกจับกุมไปด้วยในขณะที่ผู้นำคณะรัฐประหารตัดสินใจยุบวุฒิสภา และยึดอำนาจทั้งหมดในประเทศวันนี้

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวว่าทีมกฎหมายกำลังทำงานติดต่อใกล้ชิดกับองค์กรสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเพื่อพยายามหาทางปกป้องทั้งประชาชนและผู้ที่ถูกคุมขัง การกระทำอย่างต่อเนื่องของกองทัพ ซึ่งรวมถึงการตรวจค้นบ้านพักส่วนตัวในยามวิกาล และการเรียกอดีตบุคคลซึ่งถูกคุมขังข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่ได้รับการอภัยโทษแล้วมารายงานตัว เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในสังคมไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

“หากพิจารณาถึงการปราบปรามรุนแรงอย่างอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าประยุทธ์ไม่สนใจที่จะรักษาความสงบ แต่กลับปฏิบัติตามหนังสือยุทธศาสตร์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “แรงสนับสนุนอันน้อยนิดของเขากำลังสลายตัวลงไปอย่างรวดเร็ว และเรากังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของสาธารณชน”

ในอาทิตย์นี้ นายอัมสเตอร์ดัมประกาศว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประเทศไทยอาจจะพิจารณาจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น การทำงานเพื่อเก็บข้อมูลการกระทำของผู้เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารจะดำเนินต่อไปเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเมื่อหลักนิติธรรมได้รับการฟื้นฟู

23
พ.ค.

แถลงการณ์: เรื่องการพิจารณาการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นแห่งประเทศไทย

เรื่องการพิจารณาการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นแห่งประเทศไทย

ลอนดอน, 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 – หลังจากมีการประกาศทำรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยกองทัพไทยเมื่อวันพฤหัสบดี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยคน “เสื้อแดง” มีการพิจารณาอย่างจริงจังถึงเรื่องการตั้งรัฐพลัดถิ่นหลังจากมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชายึดอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 นายอัมสเตอร์ดัมขอกล่าวอีกครั้งว่าการกระทำของคณะทหารไทยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยที่มีอำนาจในการบริหารประเทศตามกฎหมายและตามความต้องการของประชาชน เนื่องมากจากชัยชนะอันชัดเจนในการเลือกตั้งทั่วไปอันสมบรูณ์ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“การทำรัฐประหารซึ่งกระทำโดยกองทัพไทยเป็นสิ่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย และกองทัพไทยยังไม่มีอำนาจปกครองประเทศซึ่งได้รับความยินยอมจากประชาชน ในขณะนี้ ผู้ที่มีอำนาจในการปกครองประเทศซึ่งได้รับความยินยอมจากประชาชนผ่านทางการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมกำลังพิจารณาจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวยังได้ตั้งคำถามกับการคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของนักกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งถูกจับกุมโดยคณะทหารว่า “ผมขอประณามการคุมขังแกนนำทางการเมืองที่มิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย “มื่อพิจารณาถึงประวัติของกองทัพกรณีสิทธิมนุษยชนแล้ว เรามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักโทษทางการเมือง และเราขอกระตุ้นให้ประชาคมโลกรักษาระดับการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไว้ในระดับสูง”

นายอัมสเตอร์ดัมยังกล่าวอีกว่ามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหลายคนได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นเจ้าบ้านให้กับรัฐบาลพัดถิ่นภายใต้กฎเกณฑ์และการปฏิบัติระหว่างประเทศ

นายอัมสเตอร์ดัมย้ำว่ากองทัพไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะบริหารประเทศ และได้ละเมิดทั้งกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศ

“เราต้องไม่หลงประเด็นครับ นี่คือการทำรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยกองทัพ และการกระทำนี้จะต้องถูกลงโทษด้วยมาตราการทางการทูตและการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เป็นไปเพื่อรับรองความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนชาวไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

22
พ.ค.

ข้อเรียกร้องให้กองทัพไทยแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่าแกนนำเสื้อแดงปลอดภัย

ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของกลุ่มคนเสื้อแดงนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเรียกร้องให้ประชาคมโลกแสดงท่าทีต่อ

การทำรัฐประหารโดยมิชอบด้วยกฎหมายของกองทัพ

ลอนดอน, 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 – หลังจากการประการทำรัฐประหารโดยกองทัพบกแห่งประเทศไทยในวันพฤหัสบดี ที่ปรึกษากฎหมายกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดงเรียกร้องให้มีการแสดงหลักฐานว่านักกิจกรรมที่ถูกจับกุมตัวไปยังปลอดภัยดีและไม่ถูกซ้อมทรมาน หรือคุมขังอยู่ในเรือนจำที่มีสภาพอันทารุณโหดร้าย

“เราขอเรียกร้องให้กองทัพแสดงหลักฐานทันทีว่าแกนนำเสื้อแดงและบุคคนอื่นๆที่ถูกกักขังไว้ยังปลอดภัยดีและไม่ถูกทำร้ายหลังจากถูกคณะทหารจับกุมตัว” นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของกลุ่มคนเสื้อแดงเตือนว่ากลุ่มหัวหน้าคณะรัฐประหารจะต้องรับผิดต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หลังจากมีการประการทำรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการประกาศกฎอัยการศึกเพียงไม่กี่วัน ทหารได้เข้าจับกุมคุมขังทั้งนักกิจกรรมเสื้อแดงและบุคคลในคณะรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน มีรายงานว่าทหารได้คุมขัง จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ธิดา ถาวรเศรษฐ, วีระกานต์ มุสิกพงษ์, ก่อแก้ว พิกุลทอง และเหวง โตจิราการ (ยังไม่ยืนยัน)

และยังมีรายงานว่ากองทัพได้คุมขังรมว.ยุติธรรม ชัยเกษม นิติสิริ, รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วราเทพ รัตนากร, รมช.ศึกษาธิการ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช, รมว.คมนาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, รมช.คลัง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย หัวหน้าคณะรัฐประหารยังได้คุมขังสมาชิกพรรคเพื่อไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งรวมถึง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์, ภูมิธรรม เวชยชัย, ชูศักดิ์ ศิรินิล, วันมูหะมัดนอร์ มะทา และพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

นายอัมสเตอร์ดัมย้ำว่ากองทัพไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะบริหารประเทศ และได้ละเมิดทั้งกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศ

“เราต้องไม่หลงประเด็นครับ นี่คือการทำรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยกองทัพ และการกระทำนี้จะต้องถูกลงโทษด้วยมาตราการทางการทูตและการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เป็นไปเพื่อรับรองความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนชาวไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เมื่อพิจารณาถึงประวัติของกองทัพกรณีสิทธิมนุษยชนแล้ว เรามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักโทษทางการเมือง และเราขอกระตุ้นให้ประชาคมโลกรักษาระดับการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไว้ในระดับสูง”

21
พ.ค.

คำแถลงการณ์เรื่องการประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพไทย

ลอนดอน, 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 – ประชาคมโลกควรจะแสดงความกังวลอย่างมากต่อกรณีการประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพไทย ซึ่งเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการทำรัฐประหารโดยกองทัพคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของกลุมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดงกล่าว

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวว่าคนเสื้อแดงได้มอบหมายในสำนักงานกฎหมายของเขาทำหน้าที่ในการใช้ช่องทางต่างประเทศทุกช่องทางเพื่อลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการล้มล้างรัฐบาลพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยเป็นรายบุคคลอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะที่กำลังก้าวเข้าไปสู่การทำรัฐประหาร ผู้บัญชาการกองทัพไทย พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาไม่ได้กระทำการดังกล่าวเพื่อยับยั้งความรุนแรง แต่เพื่อขัดขวางการเลือกตั้ง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เรามีความกังวลใจอย่างยิ่งต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของประชาชนไทยหลายล้านคนท่ามกลางการยึดอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยผู้ที่ก่ออาชญากรรมการสังหารประชาชนที่กรุงเทพฯ ปี 2553”

การประกาศกฎอัยการศึกของกองทัพไทย ซึ่งให้อำนาจอันกว้างขวางต่อกองทัพในการกักขังประชาชนโดยไม่มีการตั้งข้อหา ห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะ และปิดกั้นข่าวสารสื่อมวลชนเกิดขึ้นในเช้าตรู่ของวันอังคารเมื่อทหารได้เข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง พลเอกประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขาตั้งใจที่จะทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ระหว่างเสื้อแดงและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อย่างไรก็ตามเขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการทำรัฐประหารหรือกรณีที่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงอยู่หรือไม่

มติชนรายงานว่าเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ระบุที่ประชุมว่า “ส่วนเรื่องการเลือกตั้งถ้าจัดการเลือกตั้งไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือก ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วเสียเลือดเนื้อก็ไม่ต้องจัด”

ผู้บัญชาการกองทัพไทยยังออกแถลงการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว ข่มขู่ว่าจะจับกุมและดำเนินคดีกับใครก็ตามที่เผยแพร่ข้อมูล “ปลุกระดม” ทางโซเซี่ยลมีเดีย

พลเอกประยุทธ์เป็นที่รู้จักดีเพราะมีประวัติในเข้าร่วมกิจกรรมที่เต็มไปด้วยอคติทางการเมือง ในปี 2554 เขาแจ้งความเอาผิดแกนนำเสื้อแดง จตุพร พรหมพันธุ์ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องมาจากคำปราศรัยของนายจตุพรเกี่ยวกับการสังหารหมู่ผู้ชุมนุมอเปล่ากว่า 90 รายในปี 2553 และกลับเจรจาต่อรองกับกลุ่มคนอีกฝั่งหนึ่งคืออดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาสังหารผู้ชุมนุม

“การประกาศกฎอัยการศึกแสดงให้ห็นถึงการบิดเบือนการใช้อำนาจอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคามที่กำลังประเทศไทย ประชาคมโลกเข้าใจกลเกมเหล่านี้แล้ว และมันถึงเวลาที่เราจะต้องยุติระบอบการทำผิดแล้วลอยนวลของกลุ่มอำมาตย์ไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “ไม่มีใครลงคะแนนเสียงเลือกกองทัพ พวกเขาควรกลับเข้ากรมกองซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาควรอยู่ เราต้องทำให้พวกเขาเข้าใจว่า พวกจะได้ผลตอบของการกระทำอย่างใหญ่หลวง  หากมีการล้มล้างประชาธิปไตยอีกครั้งในประเทศไทย”

8
เม.ย.

คำแถลงการณ์ตอบโต้แกนนำตาลีบันไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

หลังจากที่ปรึกษากฎหมายคนเสื้อแดง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมปราศรัยในที่ชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557 สื่อมวลชนได้รายงานว่าอดีตสมาชิดพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำการชุมนุมต่อต้านประชาธิปไตย นายสุเทพ เทือกสุรรณได้กล่าวโจมตีนายอัมสเตอร์ดัมอย่างรุนแรง

“มันเป็นฝรั่ง เป็นชาวต่างประเทศมายุ่งอะไรกับเรื่องของประเทศไทย” นายสุเทพกล่าว แต่ยังเรียกนายอัมสเตอร์ดัมว่า “ไอ้” หลายครั้ง เนื่องจากนายอัมสเตอร์กล่าวว่าสมาชิกของเครือข่ายต่อต้านประชาธิปไตยสมควรถูกประชาคมโลกลงโทษ “มันกำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ของมันว่าจะเอาโลกล้อมประเทศไทย คือ ให้ทั้งโลกเข้าข้างมันและบีบมาว่าจะต้องยอมรับความเห็นของทั้งโลก แล้วโลกรู้อะไรด้วยกับเรื่องของประเทศไทย”

นายอัมเตอร์ดัมได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้นายสุเทพดังนี้

“เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมากว่านี่คือรูปแบบของการพูดคุยของคนในกปปส. ภายใต้การนำของนายสุเทพ กปปส.คุกคามและทำร้ายผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงซึ่งไม่ต่างจากตาลีบันไทยโดยอ้างคำว่า “ปฏิรูป เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ เช่นสว. ผู้พิพากษาและข้าราชการกำลังสุมหัวคบคิดหาทางลิดรอนสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนไทยหลายล้านคนโดยหาทางการถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมิชอบด้วยกฎหมายอีกครั้ง”

“ชัดเจนว่านายสุเทพรู้สึกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับข้อมูลล่าสุดที่สหภาพรัฐสภาสากล (ไอพียู) กำลังศึกษาเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เข้ามาแทรกแซงการทำงานของรัฐสภาโดยการพิจารณาตัดสิทธิ์ทางการเมืองของสว.และอดีตสส. จำนวน 308 คนที่สนุบสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาคมโลกควรย้ำเตือนเครือข่ายอำมาตย์ต่อต้านรัฐบาลอย่างเสมอว่า การทำรัฐประหารโดยตุลาการอีกครั้งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

23
มี.ค.

สมุดปกขาว: ประเทศไทย-แผนการล้มล้างประชาธิปไตย

วันนี้ เราออกคำแถลงการณ์เพื่อเผยแพร่สมุดปกขาวฉบับล่าสุด “ประเทศไทย: แผนการล้มล้างประชาธิปไตย”

ผู้อ่านสามารถอ่านสมุดปกขาวฉบับเต็มออนไลน์หรือดาวโหลดได้ที่นี่

สมุดปกขาวจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือนประชาคมโลกให้เห็นถึงการทำลายประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องของกลุ่มแนวร่วมซึ่งรวมถึงกองทัพ ศาล กลุ่มข้าราชการรัฐ บริษัทเอกชน พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มฝ่ายขวาจัดกลุ่มอื่นๆ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่กลายพันธ์มาเป็นกปปส. นอกจากนี้ ยังต้องการเรียกร้องให้ประชาคมโลกสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างเต็มที่ช่วยเหลือการทำงานของรัฐบาลในการปกป้องคุ้มครองประชาชนชาวไทยไม่ให้ถูกลิดรอนสิทธิในการเลือกชะตาชีวิตของตนเอง และป้องกันความเป็นไปได้ของความรุนแรงที่อาจจะกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศไทยอีกด้วย

ตามที่ระบุในรายงาน การบังคับใช้กฎหมายตามอำเภอใจและเลือกปฏิบัติของตุลาการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการต่อต้านประชาธิปไตยคือศูนย์กลางของปัญหาความไร้เสถียรภาพการเมืองไทย

การล่มสลายของหลักนิติธรรมที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเกิดจากการฉีก “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ปี 2540 และการบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” ปี 2550 ซึ่งแช่แข็งการจำกัดการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยให้อำนาจตุลาการและข้าราชการในการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยอิสระ และแทรกแซงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

ความเป็นไปได้ในการถอดถอนนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรโดยสว. ศาลหรือกองทัพตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบังคับใช้กฎหมายในทางที่ผิดหรือการละเมืดกฎหมาย และเป็นที่เกือบจะแน่นอนว่าหลังจากนั้นจะมีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนเกิดขึ้น อีกประกาศหนึ่งคือ หากพิจารณาจากการประพฤติตนและคำพูดของกปปส. ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแผนการปฏิรูปของพวกเขาจำเป็นต้องมีการปราบปรามผู้สนับสนุนรัฐบาลและคนเสื้อแดง จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและจังหวัดอื่นที่รัฐบาลได้รับความนิยมตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกสังหาร ถุกจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ และถูกซ้อมทรมาน ซึ่งกปปส.ได้กระทำการเช่นนี้หลายครั้งและเป็นเวลานาน

ในระยะยาว ความหวังที่ประเทศไทยจะมีความสงบสุขอันถาวรขึ้นอยู่กับการเลิกใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” ปี 2550 และการนำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ปี 2540 หรือไม่ก็ต้องมีการ่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สอดคล้องกระบวนการพื้นฐานและข้อกำหนดที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ในระยะสั้น ประชาคมโลกจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องประชาธิปไตยไทยที่กำลังย่ำแย่ตามที่บัญญัติไว้ในบรรทัดฐานว่าด้วยหน้าที่ในการคุ้มครอง (The Responsibility to Protect) รัฐเหล่านี้มีพันธกรณีต่อประชาคมโลกในการกระตุ้นหรือช่วยเหลือรัฐต่างๆในทำตามหน้าที่เหล่านี้ นอกจากนี้หากรัฐใดล้มเหลวต่อหน้าที่ดังกล่าว แนวความคิดของหลักการของบรรทัดฐานว่าด้วยหน้าที่ในการคุ้มครองคือการเรียกร้องให้ประชาคมโลกกระทำการร่วมกันภายใต้แนวทางของกฎบัตรสหประชาชาติ

การคุ้มครองประชานผู้บริสุทธิ์จากการสังหารอันทารุณมิใช่สิ่งที่ง่ายดายในประเทศไทย เพราะการทำเช่นนั้นจำเป็นต้องทำลายวงจรการก่อรัฐประหารที่มิชอบด้วยกฎหมายและการสังหารประชาชนที่มีมาหลานทศวรรษ และปัจจุบัน คนกลุ่มเดิมที่ต้องรับผิดต่อวงจรการทำผิดแล้วลอยนวลนี้กำลังใช้ทุกวิธีการที่เป็นไปได้ถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดปัจจุบันและทำลายประชาธิปไตย ประชาคมโลกจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องชีวิตและเสรีภาพของประชาชนไทยจากอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น ประชาคมโลกสามารถทำได้ด้วยการช่วยเหลือและนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหมือนที่พวกเขาปกป้องแนวร่วมที่ละเมิดกฎหมายโดยมิต้องรับผิดมาอย่างยาวนานจนคนกลุ่มเหล่านี้มืดบอดต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวพันกับหลักนิติธรรม