Skip to content

Posts from the ‘นปช’ Category

28
เม.ย.

ความเสื่อมโทรมของประชาธิปไตยไทย – การคุมขังนายก่อแก้ว พิกุลทอง

เป็นอีกหนึ่งอาทิตย์ที่แย่ของประชาธิปไตยไทย เมื่อตุลาการของประเทศส่งนักโทษทางการเมืองอีกหนึ่งคนกลับเข้าคุก เขาคือสส.ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยสังกัดพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง นายก่อแก้ว พิกุลทอง

ในครั้งนี้ การคุมขังมิได้มีมูลเหตุมาจากการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดทางอาญาหรือถูกตัดสินว่ามีความผิดอื่นใด การคุมขังนายก่อแก้วมาจากการที่ศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีที่หลายคนอาจจมองว่าเป็นประเด็นทางการเมืองโดยสิ้นเชิง โดยศาลสั่งถอนประกันหลังจากที่เขาบังอาจแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความเลวร้ายของศาลรัฐธรรมนูญไทย

ข้อหาดั้งเดิมของนายก่อแก้วมาจากการที่รัฐบาลอันมิชอบด้วยกฎหมายของนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจด้วยเหตุผลทางการเมืองเพื่อใช้กฎหมายข่มขู่แกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดง ในปี 2553 หลังจากคนเสื้อแดง 100 รายถูกยิงสังหารบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ก็แจ้งข้อหาก่อการร้ายต่อนายก่อแก้วและแกนนำอีก 23 คน ซึ่งข้อหาเหล่านี้เป็นเรื่องเท็จ และแน่นอนว่ามีเพียงนายอภิสิทธิ์เท่านั้นที่มีความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงในหลักนิติธรรม เนื่องจากเขาสร้างข้อหาก่อการร้ายต่อการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอันชอบด้วยกฎหมายอย่างสิ้นเชิงและส่วนใหญ่เป็นไปโดยสงบ อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายในระยะยาวของข้อหาเหล่านี้ไม่จำเป็นเพราะต้องการให้มีการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดจริง ในทางตรงข้ามกลับเป็นไปเพื่อสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวที่ว่าแกนนำเสื้อแดงอาจถูกส่งเข้าคุกได้ทุกเวลาหากมีความจำเป็น

นอกจากนี้ เป็นเรื่องชัดเจนแน่แท้ว่า การคุมขังและการถอนประกันนายก่อแก้วเป็นไปเพื่อเหตุผลสองประการ ประการแรกคือปิดปากคนที่ต้องการวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญและมีความพยายาม โจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเสนอโดยตัวแทนปวงชนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ประการที่สอง การคุมขังนายก่อแก้วยังส่งสัญญาณว่า “กลุ่มมือที่มองไม่เห็น” ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของไทยมีความเต็มใจและความสามารถใช้ตุลาการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย

เพื่อที่จะทำความเข้าใจถึงลักษณะทางการเมืองของการถอนประกันนายก่อแก้ว เราต้องพิจารณาถึงการปฏิบัติของศาลต่อสส.พรรคประชาธิปัตย์นายครรชิต ทับสุวรรณ ซึ่งถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายอย่างโหดเหี้ยม โดยกล้องวงจรปิดได้จับภาพที่เขากำลังสั่นกระสุนใส่ศีรษะของเหยื่อหลายนัด เป็นเหตุให้เหยื่อเสียชีวิตในทันที ตำรวจไม่ได้มองหาผู้ต้องสงสัยอื่นใดในคดีนี้และนายครรชิตได้รับการประกันตัว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผมที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักการที่ว่าเหตุใดการชุมนุมประท้วงถึงถูกมองว่าเป็น “การก่อการร้าย” และการฆ่าคนตายถึงถูกมองว่าเป็นการกระทำผิดที่เบากว่าและมีโอกาสได้รับการประกันตัวมองกว่า แน่นอนว่า เราควรสังเกตว่านายครรชิตเป็นสส.พรรคประชาธิปัคย์ ดังนั้นเขาจึงไม่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรมเดียวกันกับที่ใช้อย่างเป็นประจำและไร้ความปราณีต่อใครก็ตามที่บังอาจเป็นคนเสื้อแดง

กลุ่มนักวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันของประเทศไทยไม่ควรเข้าใจผิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำเช่นการคุมขังนายก่อแก้วและการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันฉาวโฉ่เป็นคนละเรื่องกัน ในการตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญควรจะมีการเปิดให้ถูกตรวจสอบ อภิปรายและคัดค้านอย่างเต็มที่ การตัดสินและการบังคับใช้กฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องกลายมาเป็นบทสนทนาประจำวันของประชาชนหากต้องการให้ประชาธิปไตยแบ่งบาน เป็นสิ่งชัดเจนว่าการคุมขังนายก่อแก้วเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพทางการแสดงออกของเขา นายก่อแก้วจะต้องได้รับการปล่อยตัวโดยปราศจากเงื่อนไข และมีการออกกฎหมายที่บัญญัติห้ามมิให้ศาลรัฐธรรมนูญข่มขู่กลุ่มคนที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ศาล

9
เม.ย.

ทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตที่แยกคอกวัว

นายเทอดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์มีอายุเพียง 29 ปี เมื่อเขาถูกสังหารด้วยกระสุนพลซุ่มยิง ในวันนี้เมื่อ 3 ปีก่อน ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 เขาล้มลงบนพื้นถนนอันแข็งกระด้างในกรุงเทพฯ และบาดเจ็บสาหัส กองกำลังที่ใช้จัดการกับนายเทอดศักดิ์เป็นกองกำลังที่มีเป้าหมายสังหารและผู้สั่งก็จงใจให้เป็นเช่นนั้นแม้ว่าคนที่ลั่นกระสุนจะเห็นชัดเจนว่าเหยื่อของเขาไม่มีอาวุธและมิได้เป็นภัยต่อผู้ใดแต่อย่างใดก็ตาม คำเดียวที่สามารถใช้อธิบายการกระทำเหล่านี้ได้คือการฆาตกรรมและสำนักงานกฎหมายของผมยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้

นอกจากนี้ หากพิจารณาในประเด็นต่างๆ ก็เป็นเรื่องชัดเจนว่ากองกำลังที่ใช้จัดการกับคนเสื้อแดงที่แยกคอกวัวในคืนอำมหิตเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ออกแบบมาเพื่อสังหารเพียงอย่างเดียว กองกำลังดังหล่าวได้สังหารคนเสื้อแดงทั้งหมด 21 ราย โดยทั้งหมดเสียชีวิตจากกระสุนซึ่งยิงจากปากกระบอกปืนที่มีนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นคนสั่งการ นอกจากนี้ยังมีทหารเสียชีวิตอีก 5 นาย โดยการจบชีวิตของพวกเขาเป็นไปในสถานการณ์ที่เป็นปริศนา ในขณะที่การสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนักข่าวช่างภาพญี่ปุ่น นายฮิโร มูราโมโตยังคงดำเนินต่อไป การกระทำทั้งหมดนี้ทำให้มีภรรยาม่ายและมารดาหลายคนที่ต้องเศร้าสลดกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่เบื้องหลัง

หากปราศจากความยุติธรรมสำหรับเหยื่อทุกคน โศกนาถกรรมของเดือนเมษยน พ.ศ. 2553 ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยยังไม่มีความสงบสุขแท้จริงนับตั้งแต่คืนที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตถูกปล่อยให้จมอยู่กับคำถามที่ยังตอบไม่ได้มากมาย

และหากต้องการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกอันลึกซึ้งในกรณีการสังหารหมู่ที่คอกวัวในวันที่ 10 เมษายน คุณไม่จำเป็นต้องมองหาที่ไหนอื่นไกลไปกว่าหนังสือภาษาไทยอันน่าทึ่ง ชื่อว่า “คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต”  ซึ่งตีพิมพ์โดยมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย หนังสือเล่มนี้ให้พื้นที่เหยื่อจากเหตุการณ์เดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ได้ร่ำไห้ถึงสิ่งที่ทุกคนควรฟังหากต้องการให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าเพื่อความสมานฉันท์

อย่างกรณีมารดาของนายเทอดศักดิ์ นางสุวิมล ซึ่งบอกเล่าให้กลุ่มผู้เขียนของหลังสืออันยอดเยี่ยมนี้ฟังว่า

“จริงๆลึกๆแล้วยังอยากต่อสู้เพื่อลูก เพราะเขาตายไป เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายไปโดยไม่สมควร ไม่สมควรมาทำเขา เรารู้สึกว่าเราทำอะไรไม่ได้ เราแค่เป็นประชาชนคนเล็กๆธรรมดา ขอแค่มีส่วนร่วมไปเดินบ้างอะไรบ้างก็โอเค แต่ยังไงก็ไม่ลืม”

เราควรตรึกครองถึงคำพูดของนางสุวิมลในขณะที่เราร่วมรำลึกถึงวันครบรอบเหตุการณ์ความสูญเสียในเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 – “ฉันยังต้องการจะต่อสู้เพื่อลูก” มารดาคนเสื้อแดงผู้เสียชีวิตไม่สามารถ “ลืม” เรื่องการสูญเสียบุตรหลานแบบนี้ได้อย่างง่ายดายซึ่ง ต่างจากผู้วิจารณ์ นักการเมือง หรือผมกล้าพูดได้เลยว่า แม้แต่นักกฎหมาย เราทำได้แค่เพียงเสนอความช่วยเหลือและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อสู้เพื่อสู้เพื่อความยุติธรรมกับบุคคลที่ตกอยู่ในชะตากรรมแบบเดียวกับนางสุวิมล

เหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่คอกวัวอีกรายคือช่างเย็บผ้า นายวสันต์ ภู่ทอง (อายุ 39 ปี) น้องสาวของเขา น้ำทิพย์เล่าเรื่องผ่านทางหนังสือ “คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต” ว่า

“ตอนนี้ก็ยังคิดถึง เพราะทำงานอยู่ด้วยกันมานานมาก หันไปก็ต้องเจอ เพราะอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ……มันทำใจยาก”

คำพูดของน้ำทิพย์สะท้อนให้เห็นถึงการเสียชีวิตของน้องชายเธอซึ่งถูกสังหารในสถานการณ์อังน่าขยะแขยงได้เป็นอย่างดี การปราศจากความยุติธรรมที่แน่ชัดจะยังคงทำให้เหยื่อจากเหตุการณ์คอกวัวยากที่จะทำใจ “ยอมรับเรื่องแบบนี้”

วันนี้ทีมงานผมได้รับเกียรติพูดคุยกับพี่เขยของวสันต์ นายกลิ่น และเราขอทิ้งท้ายคำพูดของเขาไว้ในบทความนี้ คำพูดเหล่านี้ควรเป็นคำขวัญของเรา ในขณะที่เราร่วมรำลึกถึงวันครบรอบอีกหนึ่งปีที่บุคคลอันเป็นที่รักของเราถูกพรากไป

“ตอนนี้ยังไม่มีความยุติธรรม เพราะคนผิดยังไม่ถูกลงโทษ เราจะยังคงต่อสู้ต่อไปเพื่อความยุติธรรม”

3
เม.ย.

องค์กรรัฐสภาสากลออกคำสั่งประวัติศาสตร์กรณีประเทศไทย

หลังจากเป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกว่า 90 รายถูกสังหารโดยกองกำลังของรัฐบาลบนท้องถนนในกรุงเทพฯ กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่จากองค์การพหุภาคีที่สำคัญ ซึ่งได้ฉายแสงให้เห็นถึงความอยุติธรรมอันแผ่ซ่านในระบบการเมืองไทย

หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดในประเทศเอกัวดอร์ องค์กรรัฐสภาสากล (ไอพียู) -ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรในยูเอ็น และได้รับการยอมรับจากยูเอ็นว่าเป็นองค์กรชั้นนำในด้านรัฐสภา ได้ออกมติแห่งประวัติศาสตร์ประณามการตัดสิทธิ์อันมิชอบด้วยกฎหมายของสมาชิกรัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์

เมื่อแกนนำเสื้อแดงคนสำคัญในรัฐสภา นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นสส.โดยคำสั่งผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2555 อันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 25553 ของเขา ซึ่งหลังจากนั้นได้นำไปสู่การคุมขังและทำให้นายจตุพรไม่สามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้

มติของไอพียูคงไว้ซึ่งหลักการที่ว่า การที่นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์ถือ “เป็นการละเมิดพันธกรณีของประเทศไทยที่มีต่อสิทธิมนุษยชนโดยตรง” ในขณะเดียวก็ย้ำถึงความกังวลเรื่องการจับกุมนายจตุพรทซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การใช้อำนาจฉุกเฉินอันมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลที่แล้ว รวมถึงข้อหาก่อการร้ายซึ่งมีเหตุจูงใจจากเรื่องทางการเมือง

ตามมติ TH/183 ของไอพียู ซึ่งยื่นในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556 ที่นั่งในรัฐสภาของนายจตุพรถูกเพิกถอนในเวลาที่ “มิได้มีการพิสูจน์ว่าเขากระทความผิดใด” และรายละเอียดคำปราศรัยปรากฎว่า “เป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก” มติยังระบุว่าการกระทำซึ่งยับยั้งมิให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหาทางอาญาจากสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งถือ “เป็นข้อจำกัดอันมิสมเหตุสมผล” โดยเฉพาะตามบทบัญญัติของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทางอาญาในการให้ถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์เป็นอย่างอื่น

ไอพียูกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับหลักสำคัญทางกฎหมายและเหตุผลเบื้องหลังการถอนประกันและคุมขังนายจตุพร โดยร้องขอสำเนารายละเอียดข้อหาของนายจตุพร ในขณะเดียวกันก็ร้องขอให้สำนักงานเลขาธิการใหญ่ “เดินทางไปเยือนประเทศไทยเพื่อหยิบยกประเด็นดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รัฐสภา รัฐบาลและตุลาการผู้มีประสิทธิภาพ รวมถึงมองหาถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว”

ท่านใดที่สนในสามารถดาวน์โหลดมติของไอพียูได้ที่นี่

ข้างล่างคือคำแปลภาษาไทยบางส่วนของคำสั่งไอพียู

โปรดระลึกว่านายจตุพรถูกตัดสินลงโทษในวันที่ 10 กรกฎาคม และ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 ในคดีอาญาสองกระทง โดยถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน (รอลงอาญา 2 ปี) และปรับ 50,000 บาท ตามลำดับในข้อหาหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนี้ทั้งสองคดีอยู่ในระหว่างการอุทรณ์; โปรดระลึกว่าผู้ตรวจการพิเศษองค์การสหประชาชาติส่งเสริมและปกป้องสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ซึ่งเน้นย้ำในรายงาน (A/HRC/17/27 ของวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554) โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศยกเลิกโทษทางอาญาในคดีหมิ่นประมาท

โปรดระลึกว่าประเทศไทยลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ดังนั้นจึงมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิที่รับรองไว้ในกติกาดังกล่าว

เมื่อพิจารณาว่า ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเริ่มอภิปรายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อรายละเอียดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและการยุบพรรค; โปรดระลึกว่า ที่มาของความหวาดกลัวว่าการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนายจตุพรอาจถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามใช้โต้เถียงว่าพรรคผู้นำรัฐบาลเพื่อไทย “ส่งนายจุตพรลงสมัครเลือกตั้งในสส.ระบบบัญชีรายชื่อโดยมิชอบ”จึงเป็นเหตุให้การเลือกตั้งเป็นไปในลักษณะที่ “ไม่ซื่อสัตย์และยุติธรรม” ดังนั้นพรรคการเมืองที่เขาสังกัดควรถูกยุบ

1.ไอพียูขอขอบคุณสำนักงานเลขาธิการใหญ่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับจดหมายและความร่วมมือ

2.ไอพียูยืนยันว่าจดหมายดังกล่าวมิได้ทำให้ไอพียูคลายความกังวลใจกรณีที่นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์ด้วยเหตุผลซึ่งขัดต่อพัธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อมาตราฐานสิทธิมนุษยชนสากลโดยตรง

3.เมื่อพิจารณาว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยจะบัญญัติไว้โดยเฉพาะถึงเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของบุคคลที่ “ถูกคุมขังโดยคำสั่งทางกฎหมาย” ในวันเลือกตั้ง โดยยับยั้งมิให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ในมาตรา 25 ที่รับรองสิทธิในการ “เข้าร่วมทำกิจกรรมสาธารณะ” รวมถึงการ “ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้ง” โดยปราศจากการ “ข้อจำกัดอันไม่สมเหตุสมผล”

4.เมื่อพิจารณาในแง่ดังกล่าว การปฎิเสธมิให้สส.ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำเพื่อไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตั้งจึงเป็น “ข้อจำกัดอันไม่สมเหตุสมผล” โดยเฉพาะในบทบัญญัติของกติกาที่รับรองว่าบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาให้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ (มาตรา 14) และ ให้ได้รับ “การปฎิบัติที่แตกต่างจากบุคคลผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว” (มาตรา 10 (2)(a) ); ไอพียูระบุว่าการตัดสิทธิ์ของนายจุตพรยังปรากฎว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทยมาตรา 102(4) ซึ่งบัญญัติว่าผู้ที่ถูกตัดสินว่าว่ากระทำความผิดทางอาญาเท่านั้น ที่จะสูญเสียสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่รวมผู้ถูกกล่าวหาทางอาญา

5.ซึ่งไม่ต่างจากกรณีที่ความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของนายจตุพรถูกเพิกถอนในเวลาที่ยังมิได้มีการระบุว่าเขากระทำความผิดใด และในกรณีของคำปราศรัยอันปรากฎว่าเป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ได้ย้ำเตือนถึงความกังวลว่า ศาลสามารถตัดสินกรณีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลระหว่างนายจตุพรและพรรคการเมืองนั้นโดยอันที่จริงก็มิได้มีข้อพิพาทใดระหว่างนายจตุพรและพรรคการเมืองนั้นเลย

6.จากข้อเท็จจริงข้างบน ไอพียูจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อพิจารณาการตัดสิทธิของนายจตุพรอีกครั้งและรับรองว่าบทบัญญัติกฎหมายในปัจจุบันจะมีความสอดคล้องกับมาตราฐานสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง ทางไอพียูประสงค์ที่จะได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้

7.ทางไอพียูยังคงกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทางกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งอ้างอิงอันเกี่ยวกับข้อหาของนายจตุพร และความเป็นไปได้ที่ศาลอาจสั่งถอนประกันนายจตุพร; ดังนั้นไอพียูจึงประสงค์ที่จะขอสำเนาซึ่งเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และพิจารณาว่า ในกรณีนี้อาจเป็นเป็นประโยชน์ที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดีในศาล และร้องขอให้เลขานุการใหญ่จัดการการนัดหมายที่จำเป็น

8.ความกังวลของไอพียูต่อกรณีที่นายจตุพรถูกสั่งฟ้อง ตัดสินและลงโทษในความผิดหมิ่นประมาท; ในกรณีนี้ ความเห็นของผู้ตรวจการพิเศษขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ความผิดหมิ่นประมาทมิควรที่จะเป็ความผิดทางอาญา ดังนั้น ไอพียูจึงประสงค์ที่จะเห็นเจ้าหน้าที่รัฐไทยพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และประสงค์ที่จะได้รับสำเนาเกี่ยวกับการพิจารณาดังกล่าว รวมถึงได้รับแจ้งถึงขั้นตอนการอุทรณ์ในคดีดังกล่าว

9.ทางไอพียูพิจารณาว่า คดีในปัจจุบันมีการแตกกิ่งการสาขานอกเหนือจากกรณีของนายจตุพร และยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางรัฐธรรมนูญและระบบระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและศาล; ทางไอพียูจึงร้องขอให้เลขาธิการใหญ่เดินทางไปเยือนประเทศไทยเพื่อหยิบยกประเด็นดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รัฐสภา รัฐบาลและตุลาการที่ทรงประสิทธิภาพ รวมถึงค้นหาถึงความเป็นไปได้ว่าทางไอพียูจะสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้างในกรณีดังกล่าว

10.ทางไอพียูร้องขอให้เลขาธิการใหญ่ส่งมตินี้ไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่ทรงประสิทธิภาพและผู้ให้ข้อมูล

11.ทางไอพียูร้องขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบคดีนี้อย่างต่อเนื่อง และรายงานให้ทางไอพียูทราบต่อไปในระบะเวลาที่เหมาะสม

11
ธ.ค.

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์ (พร้อมหลักฐานคำสั่งศอฉ.)

บทเพิ่มเติมที่ยื่นต่อไอซีซีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555 โดยอธิบายถึงความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์ โดยทางเราได้เผยแพร่เอกสารชุดนี้ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน แต่ไม่ได้แนบคำสั่งศอฉ.ที่ส่งไปถึงไอซีซีแต่อย่างใด เนื่องจากนายอภิสิทธิ์พยายามปัดความรับผิดชอบของเขาในระหว่างการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซี ลอนดอนเมื่อวานนี้ ทางเราจึงได้แนบหลักฐานยืนยันถึงความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์ (พร้อมหลักฐานคำสั่งศอฉ.)

5
พ.ย.

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิด ทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธ ิ์ยื่นต่อไอซีซีวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์

7
ส.ค.

คำร้องเพิ่มเติมเพื่อร้องขอให้สำนักงานอัยการเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปี พ.ศ. 2553

คำร้องเพิ่มเติมเพื่อร้องขอให้สำนักงานอัยการเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในปร…

27
ก.พ.

คำร้องเพิ่มเติมยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งที่สาม

บทเพิ่มเติมคำร้องเพื่อขอให้ทำการสอบสวนสถานการณ์ในราชอาณาจักรไทย อันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
ICC Addendum – Thai Language Version

30
ก.ค.

ปล่อยตัวจตุพร

เป็นเวลากว่าสามอาทิตย์ที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งโหวตให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะอย่างโปร่งใสในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา ในที่สุด คณะกรรมการการเลือกตั้งประเทศไทยได้ประการรับรองจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเพียงพอที่จะเปิดประชุมสภาในต้นเดือนสิงหาคม แต่ยังไม่มีการตัดสินการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งสามเขต ทั้งนี้เพราะกกต.สั่งให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใหม่ (ในจังหวัดสุโขทัยและหนองคาย) หรือสั่งให้นับคะแนนเสียงใหม่ (ในจังหวัดยะลา) กกต.ยังเลื่อนการประกาศรับรองแกนนำเสื้อแดงนายจตุพร พรมพันธุ์ ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย โดยการพิจารณากรณีของนายจตุพรครั้งสุดท้ายจะมีขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

เป็นที่ชัดเจนว่า สาเหตุของการเลื่อนการรับรองนายจตุพรมาจากกรณีที่ว่า เขามีคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ นายจตุพรถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 ด้วยข้อหาก่อการร้ายที่มาจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างรุนแรงในปีพ.ศ. 2553 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายจตุพรได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างรอการพิจารณาคดีของศาล และไม่ต้องถูกคุมขังเพราะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มกันจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยหลายวันหลังจากการยุบสภาเพื่อเตรียมการเลือกตั้งใหม่ ศาลได้ถอนประกันนายจตุพร ข้ออ้างเรื่องการละเมิดเงื่อนไขการประกันตัวเกิดขึ้นในงานวันครบรอบการสลายการชุมนุมของรัฐบาลในวันที่ 10 เมษายน โดยนายจตุพรได้กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำอันทรงพลัง โดยประณามกองทัพไทยที่มักใช้ข้ออ้างในการปกป้องสถาบันเพื่อสังหารกลุ่มผู้ชุมนุม ตัวแทนจากกองทัพได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อนายจตุพรทันทีตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากนั้น ศาลได้ตัดสินว่าคำปราศรัยของนายจตุพรละเมิดเงื่อนไขการประกันตัว เพราะคำพูดของเขาเป็นไปเพื่อการ “ปลุกระดม” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทนายความของนายจตุพรได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้นายจตุพรได้มีโอกาสออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม การที่ศาลปฏิเสธคำร้องในแต่ละครั้งส่งผลทำให้นายจตุพรไม่ได้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง

ตามบทบัญญัติมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ระบุว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะเสียสิทธิ์การลงสมัครรับเลือกตั้งนอกจากบุคคลดังกล่าวแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากนายจตุพรได้แจ้งเหตุตามที่ระบุ ตามมาตรา  26 การรับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขาจึงถูกแขวนอยู่บนกรณีที่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งจะตัดสินว่าคำชี้แจงของเขา “สมควรแก่เหตุหรือไม่”

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับการคุมขังของนายจตุพรหรือไม่ แต่ตามมาตรฐานที่สมเหตุสมผลแล้ว การที่เขาไม่สามารถไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้แม้จะพยายามจนสุดแล้วก็ตามที สามารถมองได้ว่าเป็นเรื่องสมควรแก่เหตุ แม้ว่าศาลจะไม่มีพันธกรณีทางกฎหมายที่จะต้องอนุญาตให้ปล่อยตัวนายจตุพรชั่วคราวก็ตาม นอกจากนี้ ตามบทบัญญัติในมาตรา 100(3) ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุว่าบุคคลที่ถูกต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลในวันเลือกตั้งจะเป็น “เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง” โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของศาลโดยการใช้ดุลพินิจของศาลเองทั้งหมดในการคุมขังนายจตุพรในวันเลือกตั้ง และส่งผลทำให้เขาเสียสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแทบจะไม่สามารถพิจารณาได้เลยว่า เป็นเหตุผลที่สลักสำคัญของการที่ไม่สามารถไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าศาลจะใช้สิทธิ์ของศาลในการสั่งคุมขังนายจตุพรต่อไป แต่การไม่สามารถไปลงคะแนนเสียงของนายจตุพรตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “เหตุสุดวิสัย” หรือเหตุที่อยู่เหนือการควบคุมของเขานั้นเอง

ตามข้อโต้ของทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ที่กล่าวว่านายจตุพรขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะถูกคุมขัง ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก ในช่วงเวลาที่นายจตุพรลงสมัครรับเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้สงว่านายจตุพรอาจได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ตามมาตรา 100(3) ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุข้างต้นว่า เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ถ้าหากไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดจริง บุคคลดังกล่าวไม่เสียสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงหลังจากช่วงเวลาที่เขาถูกควบคุมตัว ซึ่งหมายความว่า หากศาลอนุญาตปล่อยตัวนายจตุพร แม้เพียงไม่กี่นาที เขาจะสามารถลงคะแนนเสียงได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ประการที่สอง ตามบทบัญญัติในมาตรา 40 และ 45 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องพิจารณาว่าบุคคลใดขาดคุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ไม่ใช่หลังจากนั้น ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถตัดสิทธิ์นายจตุพรจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราขาดคุณสมบัติตามบทบัญญัติในมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 หากพบว่า เป็นความผิดของนายจตุพรที่ไม่สามารถไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ แม้ว่าข้อเท็จจริงปรากฎเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เรื่องแปลกๆมักจะเกิดขึ้นในประเทศไทยเสมอ แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกเกินไป หากพิจารณาตามมาตรฐานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็ตาม

นอกจากจะไม่มีเหตุทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับรองนายจตุพรแล้ว มันยังเป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามว่าการพิสูจน์หลักฐานอย่างทารุณของกรณีนายจตุพรมีลักษณะที่เรียกว่า Kafkian (เอามาชื่อของผู้แต่งหนังสือเรื่อง The Trial ที่ชื่อว่า Kafkaโดยเป็นเรื่องของชายที่ถูกจับกุมและฟ้องร้องโดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของคดี) ข้อหา “ก่อการร้าย” ซึ่งเป็นข้อหาเก่าของนายจตุพร เริ่มมาจากเหตุการณ์ลอบวางเพลิงในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยตั้งแต่นายจตุพรถูกควบคุมตัว ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ระบุว่านายจตุพรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่สั่งฆ่าประชาชน 92 รายในเวลาดังกล่าวยังคงเสวยสุขกับภูมิคุ้มกันที่ไม่ต้องรับผิดใดๆอย่างเต็มที่ และด้วยข้อหาอันจอมปลอมนี่นี้เองที่ทำให้หลังจากนั้น นายจตุพรถูกลิดรอนเสรีภาพส่วนตัว รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิ์อันชอบด้วยกฎหมายของเขาในสิทธิของการมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และในตอนนี้ กรณีนี้ยังเป็นเรื่องที่ดียิ่งขึ้นไปอีก [สำหรับอำมาตย์] เพราะองค์กรฝ่ายบริหาร คณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงข้าราชการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารอาจใช้กรณีที่นายจตุพรถูกระรานทางกฎหมาย เพื่อถอดถอนสิทธิในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขา ถึงแม้ว่าประชาชนจะลงคะแนนเสียงเลือกเขามาก็ตาม

คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ความยุติธรมอย่างจอมปลอม โดยบิดเบือนการใช้เหตุผลทางกฎหมายเพื่อวัตถุประสงค์เดียว นั้นคือใช้ปิดปากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มอำมาตย์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง (และยังได้รับความนิยม)  ตอนนี้ประชาชนไทยได้ตัดสินเลือกอย่างชัดเจนแล้ว กลุ่มอำมาตย์ควรถอยออกไป และปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยทำงาน

9
มี.ค.

สุเทพระบุผู้ชุมนุมวิ่งเข้าใส่กระสุนปืนเอง

ลอนดอน วันที่ 9 มีนาคม 2554เอเอสทีวีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 5 มีนาคมว่า รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวถึงการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนเมษายนและพฤษภาคมเมื่อปี 2553 โดยมีใจความว่า “เราไม่คิดเข่นฆ่าประชาชน ไม่เคยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเข้าสลายการชุมนุม แต่ที่ตาย เพราะวิ่งเข้ามาใส่”

และนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ตอบโต้นายสุเทพว่า

“เราขอแสดงจุดยืนที่ชัดเจนตรงนี้ว่า ข้อเท็จจริงคือประชาชนไทยทั้ง 91 ไม่ได้วิ่งเข้ามาใส่ลูกกระสุนที่สังหารพวกเขา แต่กระสุนเหล่านั้นต่างหากที่ถูกกองทัพและตำรวจใช้ระดมยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธและไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะหลบหนีเข้าไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เมื่อรัฐเห็นว่าการเรียกร้องสิทธิประชาธิปไตยเป็นการกระทำที่ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย แล้วอย่างนี้ ผู้ถูกกระทำจะคาดหวังความยุติธรรมจากศาลของพวกเขาอย่างไร?” เวลานี้การไต่สวนที่อิสระในเหตุการณ์สังหารหมู่กรุงเทพมหานครเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน อย่างไม่ต้องสงสัยเลย โดยเฉพาะหลังจากที่คำกล่าวที่ไม่น่าให้อภัยและน่าชิงชังของรองนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยถูกเผยแพร่

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวต่อว่า “หลังจากเหตุการณ์การสังหารประชาชนจำนวนมากผ่านมาเกือบปี แต่รัฐบาลยังคงไม่ทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จ หรือนำตัวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมารับผิด แต่กลับเลื่อนตำแหน่งให้เหล่าสถาปนิกผู้สร้างความรุนแรง มันถึงเวลาแล้วที่นายสุเทพจะเลิกอ่านตำราของกัดดาฟี่เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเริ่มตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่มีมานานแล้ว

รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ซึ่งมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยภายในประเทศและนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่จะถูกพรรคฝ่ายค้านลงติไม่ไว้วางใจในสภา การอภิปรายจะมีขึ้นในอาทิตย์นี้ และจะมีการอภิปรายถึงข้อกล่าวหาที่ระบุในคำร้องของคนเสื้อแดงต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่ยื่นในวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาด้วย

ท่านใดที่สนใจ สามารถอ่านคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศได้ที่

http://robertamsterdam.com/thai/?p=683

13
ก.พ.

จดหมายเปิดผนึกจากโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมถึงพี่น้องเสื้อแดง

เรียน สหายที่รักทุกท่าน

ตั้งแต่การแถลงข่าวของผมที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการถกเถียงอภิปรายคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง หลายคนกล่าวหาว่า เหตุผลที่ผมยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะผมจงใจทำลายประเทศไทย บ้างก็หาว่าผมต้องการเอาใจนายจ้าง หรือไม่ก็หาว่าผมเห็นแก่เงิน

ผมยื่นคำร้องดังกล่าวด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก คือ ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในกรุงเทพเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงตั้งใจที่จะบันทึกเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว โดยผมเชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาการบันทึกรายละเอียดของความอยุติธรรมจะช่วยหยุดยั้งความอยุติธรรมในที่สุด ในการทำงานของผมในรัสเซีย ผมต้องสูญเสียกลุ่มเพื่อนและทนดูคนทำผิดลอยนวล ซึ่งในความจริงแล้ว มันยากสำหรับผมที่จะมองดูคนทำผิดลอยนวล เมื่อก่อน ผมเข้าใจว่าการยื่นคำร้องนี้เป็นเรื่องยากมาก เพราะศาลอาญาระหว่างประเทศมักเลือกรับคดีที่มีคนตายเป็นจำนวนหลายล้านคน

แต่หลังจากที่ศาลอาญาระหว่างประเทศตัดสินใจรับคดีของเคนย่าเมื่อเดือนมีนาคมที่แล้ว ทำให้เราพอมีหวัง

เพราะคดีของเคนย่าไม่ใช่เหตุการณ์สงคราม แต่เป็นเรื่องความวุ่นวายที่เกิดจากความรุนแรงหลังการเลือกตั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 1200 ราย และระยะเวลาของเหตุการณ์กินเวลานานเป็นอาทิตย์ไม่ใช่เป็นเดือน และผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ยังได้เดินทางเยือนมากรุงเทพเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

กรณีของเคนย่าทำให้คำร้องของเรามีโอกาสในระดับหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยไม่ได้ลงนามในศาลอาญาระหว่างประเทศ ตอนที่ผมคุยกับกลุ่มคนไทยและมีคนหนึ่งถามผมว่าจะช่วยอะไรมากไหมหากนายมาร์คเป็นคนอังกฤษ ปัจจุบันประเด็นดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง ณ วันนี้ นายมาร์ค อภิสิทธิ์ล้มเหลวที่จะแสดงเอกสารว่าเขาได้สละสัญชาติอังกฤษแล้ว เป็นการย้ำว่าประเด็นที่นายมาร์คเป็นและยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง ดังนั้นเขาจึงตกอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะยกเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศและประเด็นการรับพิจารณาคดีเหตุการณ์ในประเทศไทย แต่โอกาสที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดียังคงมีน้อย แต่หาก หากศาลไม่รับฟ้อง เราสามารถแสดงหลักฐานเพิ่มเติมและยื่นคำร้องได้ใหม่ได้อีกครั้ง และนั้นเป็นสิ่งที่เราจะทำอย่างแน่นอน

ไม่ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับหรือไม่รับพิจารณาคดีก็ตาม เราจะเดินหน้าหาหนทางจะทำให้ประเพณีการละเว้นโทษสิ้นสุดลง เพื่อนำความเป็นมาให้แก่เหยื่อความรุนแรงของรัฐ ประเทศไทยจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อเมื่อเกิดหลักนิติรัฐ ไม่ว่าวิธีการที่จะได้มาซึ่งหลักนิติรัฐจะยากและเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม เพราะหากมีการละเว้นโทษแก่เจ้าหน้ารัฐในนามของการ “ปรองดองสมานฉันท์” และ “การให้อภัย” แล้วย่อมเป็นเครื่องยืนยันโศกนาถกรรมแบบเดิมจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสงบสุขและความสมานฉันท์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการพูดความจริงเท่านั้น

ประการที่สองคือ ผมเป็นตัวแทนของแกนนำเสื้อแดงทั้ง 19คนที่ถูกคุมขังในข้อหาก่อการร้ายในขณะนี้ พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ได้กระทำกระทำผิดตามข้อกล่าวที่ไร้สาระดังกล่าว พวกเขาถูกลิดรอนสิทธิในการพิจารณาคดีในศาล และเพื่อที่จะรักษาชีวิตของพวกเขา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะบันทึกว่าใครคือผู้ก่อการร้ายที่แท้จริง ผู้ก่อการร้ายที่แท้จริงคือบุคคลที่สั่งฆ่าพลเรือนอย่างเลือดเย็น และเรารู้ว่าพวกเขาเป็นใครและอยู่ที่ไหน

ประการที่สามคือ เราจัดทำเวปไซต์ว่าด้วยเรื่องความรับผิด http://www.thaiaccountability.org/ ทั้งนี้เพื่อจะย้ำให้เห็นถึงประเพณีการละเว้นโทษ ไม่นานมานี้ ผมเดินทางไปยังกรุงเจนีวาเพื่อเป็นที่ปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับคดีที่ดร.วิบูลย์ แช่มชื้นยื่นต่อสหพันธ์รัฐสภาสากล (Inter-Parliamentary Union) ดร.วิบูลย์ทำงานอย่างดีในการนำเสนอให้เห็นถึงการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการลิดรอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองทั้ง 215 คน เป็นเวลา 5ปี และการสั่งยุบพรรคการด้วยการใช้หลักความรับผิดร่วมตามมาตรา 237 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยรัฐบาลทหาร ผมรู้สึกยินดีที่จะประกาศว่า ในวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับแจ้งจากสหพันธ์รัฐสภาสากลว่า ทางสหพันธ์รัฐสภาสากลจะเข้ามาสอบสวนกรณีที่ดร.วิบูลย์ได้ร้องเรียนไป

ประการที่สี่ ในอาทิตย์นี้ เราจะเริ่มดำเนินการขับพรรคประชาธิปัตย์ออกจากสหพันธรัฐพรรคการเมืองเสรีนิยม ไม่ใช่เพียงแค่เพราะพรรคประชาธิปัตย์สั่งปิดเวปไซต์ หรือผลักเรือของผู้ลี้ภัยโรฮิงย่าออกไปยังน่านน้ำสากล แต่ยังเป็นเพราะพวกเขาพยายามปกปิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอีกด้วย
การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการต่อต้านคนไทยหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ แต่เป็นการกระทำที่ต่อต้านนายมาร์ค ประยุทธ์ และประเพณีการละเว้นโทษ ผู้นำทางการเมืองทุกคนต่อสู้เพื่อให้คงประเพณีนี้ โดยใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ ยุทธศาสตร์นี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่รู้จักกันทั่วไป มีชื่อว่ายุทธศาสตร์ห่อหุ้มตนเองด้วยธงชาติ หรือบางประเทศใช้สงครามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาทางการเมืองที่แท้จริง ดูตัวอย่างจากภาพยนตร์ที่ชื่อว่า wag the
dog ซึ่งนำแสดงโดยดัสติน ฮอฟแมน ผมเชื่อว่าเราน่าจะส่งวิดีโอการปะทะที่ชายแดนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปให้เขาดู
ส่วนเรื่องการโจมตีผมด้วยเรื่องส่วนตัวนั้น เป็นเรื่องจริง เพราะผมได้รับค่าจ้างจากการทำงานนี้ คำถามคือ จำเป็นไหมที่ผมจะต้องหาเงินจากการทำงานให้คนเสื้อแดงและทักษิณ ด้วยความเคารพ ผมเลือกงานนี้เพราะนอกจากจะได้รับเงินค่าจ้างแล้ว ผมยังเชื่อในอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง นายมาร์ครู้ดีว่าเงินไม่ใช่สิ่งจูงใจผม เพราะผมทำงานให้กับดร.ฉีซูนจวน ผู้นำพรรคประชาธิปไตยในสิงคโปร์ พรรคการเมืองน้องของพรรคนายมาร์คเป็นเวลา 5ปี ผมทำงานนี้เพื่อประชาธิปไตยและไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ นายมาร์คและหนังสือพิมพ์บางกอกโพสรู้ดี แต่พวกเขาเลือกที่จะเพิกเฉยกับข้อมูลนี้ เพราะพวกเขามุ่งที่จะโจมตีผมด้วยเรื่องส่วนตัว และเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเนื้อหางานที่ผมทำในนามของพวกท่าน เพราะพวกเขาไม่สามารถโจมตีเนื้อหางานผมได้ เป็นเวลาหลายเดือน ที่เราจัดทำเอกสารหลายร้อยหน้าและรวบรวมหลักฐานที่ต่อต้านการกระทำของรัฐบาลในสมุดปกขาว คำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศสองฉบับ คำร้องต่อสหพันธ์รัฐสภาสากล คำร้องต่อสหพันธรัฐพรรคการเมืองเสรีนิยม และบทความหลายบทความในบล็อกของเรา จนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลหรือกลุ่มอำมาตย์ล้มเหลวที่จะโต้แย้งข้อเท็จจริงที่อยู่ในเอกสารเหล่านี้

เมื่อไม่นานมานี้ มีการพูดคุยถึงเรื่องการปฏิรูปและ “ปรองดองสมานฉันท์” บ่อยครั้งในประเทศไทย ในฐานะนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในหลายประเทศที่ระบบนิติรัฐอ่อนแอ ผมขอเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปที่อาจช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ความสงบสุขและความเป็นประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

สิ่งสำคัญอย่างแรกที่จะสร้างความ“ปรองดองสมานฉันท์” คืออำนาจของพลเรือนต้องเข้มแข็งเหนืออำนาจของกลุ่มทหารและอำมาตย์ โดยการปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ ก) กองกำลังติดอาวุธต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน ข) เสริมสร้างและพัฒนาประชาธิปไตย และสถาบันของรัฐ และ ค) ขยายช่องทางในการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญในประเทศไทยทุกฉบับให้อำนาจสูงสุดแก่ประชาชน แต่ในทางปฎิบัติแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย อำนาจสูงสดจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเมื่อ ก) ปฏิรูปหรือปรับปรุงให้องค์กรรัฐบาลทั้งสามองค์กรมีความทันสมัย ข) องค์ดังกล่าวมีความเป็นอิสระและแยกออกจากกัน และ ค) ปลดอำนาจและอิทธิพลของกองทัพ ข้าราชการ และผลประโยชน์ทางการเงินออกจากองค์กรทั้งสาม

องค์กรของรัฐทั้งสามต้องทำหน้าที่เพื่อจะการันตีว่าประชาชนไทยจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีเสรีภาพ ได้รับความเป็นธรรม มีความปลอดภัย และมีสิทธิในการพัฒนาความเป็นปัจเจกชนของพวกเขา และแนวความคิดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจะต้องมีการยกเลิกหลักการปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของคนกลุ่มน้อย
ประการแรก อำนาจในการตรากฎหมายจะต้องเป็นของรัฐสภา และสภาทั้งสองจะต้องประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุกที่และเป็นการลงคะแนนเลือกตั้งลับ รัฐสภาต้องนำเสนอความต้องการที่หลากหลายในสังคมไทย อาทิ ความต้องการจะต้องมีสอดคล้อง ไม่ใช่มาจากความรู้สึกจอมปลอมของคำว่า “ความเป็นหนึ่งเดียว” ที่ถูกบังคับใช้จากเบื้องบน แต่ควรจะมาจากการแข่งขันทางความหลากหลาย การถกเถียงที่มีเนื้อหาโครงสร้าง และการประนีประนอม

ประการที่สอง หนึ่งในความอ่อนแอของโครงสร้างหลักของรัฐไทยคือ ความผิดพลาดและการเลือกปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม การปฏิบัติที่โบราณคร่ำครึ กระบวนการพิจารณาคดีที่ล่าช้า ขาดความทันสมัยในการบริหารจัดการสำนักงาน และไม่มีการตรวจสอบการโกงกินและความไร้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ องค์กรยังเต็มไปด้วยการแทรกแซงทางการเมือง ความสองมาตรฐานในการดำเนินคดี รวมถึงคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปและปรับปรุงองค์กรยุติธรรมให้ทันสมัยควรจะเริ่มจากการหยุดยั้งการปกปิดประเพณีการละเว้นโทษและการโกงกินอย่างเป็นระบบ รวมถึงการันตีความยติธรรมธรรมและเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย
ประการที่สาม ฝ่ายบริหารต้องนิยามคำว่า “ความมั่นคง ใหม่” กองทัพควรมีหน้าที่ปกป้องภัยอันตรายจากภายนอกเท่านั้น ส่วนหน้าที่ในการป้องกันภัยต่อพลเรือนและความมั่นคงภายในควรเป็นเรื่องของตำรวจ ความมั่นคงของประชาชนและรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการลิดรอนสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของพลเรือน ความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจ ความยากจน การเลือกปฏิบัติทางการเมืองและสังคม และการโกงกินต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและภัยโดยตรงต่อระบอบประชาธิปไตย ความสงบสุขทางสังคม และหลักการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ

การที่จะการันตีประชาชนว่าจะมีความปลอดภัยทางเศรษฐกิจสังคม และส่งเสริมศักยภาพชุมนุมและปัจเจกชน ประเทศไทยตรากฎหมายสิทธิทางสังคมและวัฒนธรรม – เช่น สิทธิที่จะได้รับการศึกษา สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรมในการทำงานอย่างเป็นธรรม สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สิทธิในการพักผ่อนหย่อนใจ สิทธิในการสร้างและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน และสิทธิที่จะได้รับความมั่นคงในชีวิตเมื่อว่างงาน เจ็บป่วย พิการ เป็นหม้าย ชราภาพ หรือไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติในสถานการณ์ที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ ตามคำประการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ระบุว่า“มารดาและเด็ก” จะต้องได้รับความดูแลเป็นพิเศษ สตรีจะต้องได้รับสิทธิที่หลากหลายในการมีบุตร

รัฐบาลจะต้องทำทุกอย่างภายใต้อำนาจที่ตนมีเพื่อจะการันตีประสิทธิภาพของสิทธิเหล่านี้ และสมาชิกทุกคนในสังคมให้มีสิทธิเท่าเทียม ไม่ว่าจะเขาจะมีเพศ เชื้อชาติ หรือภาษาวัฒนธรรมใดก็ตาม สรุปคือ จะต้องมีการก่อตั้งรัฐสวัสดิการเพื่อเอื้อให้ประชาชนไทยได้มีสิทธิทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยใช้รายได้จากการเก็บภาษีก้าวหน้า ซึ่งคนรวยต้องจ่ายมากที่สุด

ในกรณีของของความมั่นคงส่วนรวม จะต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนรวมเพื่อสร้างความมั่นคงต่อสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมืองของพลเรือน กล่าวคือพรบ. ความมั่นคงภายใน ปี 2551จะต้องถูกยกเลิกและร่างใหม่ ต้องมีกาปฎิรูปพรบ.ฉุกเฉินปี 2548 อย่างครอบคลุม ตามหลักสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง ซึ่งจำกัดการลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญต่อเมื่อมีภัยคุกคามชีวิตของประชาชนส่วนรวมเท่านั้น จะต้องมีการร่างข้อกำหนดใหม่เพื่อไม่ให้กองทัพมีโอกาสใช้ปืนยิงประชาชนอีก และต้องมีการปรับปรุงสำนักงานตำรวจให้ทันสมัยและเป็นกองกำลังมืออาชีพ มีการฝึกอย่างเหมาะสมในการควบคุมฝูงชน โดยมีมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชน และได้รับการเคารพจากประชาชนที่พวกเขามีหน้าที่ “ปกป้องและรับใช้”

การสร้างความเข้มแข็งให้กับอำนาจพลเรือนนั้นจะต้องมีการเพิ่มความสามารถของพลเรือนในการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมของพลเรือน และสร้างความสามารถในการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าเขาจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคมแบบไหนก็ตาม

การให้ประชาชนไทยได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงทุกมุมเกี่ยวกับสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และยังต้องมีการยกเลิกการจำกัดเสรีภาพในการพูดที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งหมด

นอกจากนี้การปฏิรูปที่เน้นย้ำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างครอบคลุม อาทิ เป้าหมายแรกไม่ควรจะเน้นแนวคิดความเป็นหนึ่งเดียว แต่ควรจะเน้นการพัฒนาความสามารถ ความเป็นปัจเจกชน และความมีประสิทธิภาพทางการเมืองของพลเรือน

การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น จะต้องมีการปฏิรูปโดยการกระจายอำนาจรัฐ เพื่อที่ทำให้อำนาจรัฐสร้างประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด และสิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชนให้ดีขึ้น ไม่เพียงแต่องค์กรรัฐในระดับจังหวัดและเทศมนมนตรีเท่านั้นที่ควรจะมีอำนาจอย่างเต็มที่ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ควรจะถูกแต่งตั้งจากกระทรวงกลาโหมอีกต่อไป แต่ควรจะมาจาการเลือกตั้งโดยประชาชนที่พวกเขาต้องรับใช้

ท้ายที่สุดแล้ว ความสงบสุขที่ถาวรเกิดจากรากฐานของความยุติธรรม—
“การรับผิดและความยุติธรรม จะเพื่อปกป้องและป้องกันสิทธิ และหยุดยั้งและเตรียมพร้อมไม่ให้เกิดการกระทำผิดอีก” องค์กรสหประชาชาติกล่าวไว้ในหลักปฏิบัติว่าด้วยการละเว้นโทษ และนอกจาจะจัดตั้งสิทธิในการรับรู้ส่วนบุคคล ของสังคม และ สิทธิในการรู้ข้อมูลของผู้ถูกกระทำแล้ว ยังพูดมีการถึงเรื่อง สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรม ซึ่งรัฐจะต้องการันตีว่า “บุคคลที่มีส่วนรับผิดในอาชญากรรมรุนแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะถูกดำเนินคดี พิจารณาคดี และลงโทษ”
ประเทศไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ การจัดการกับอดีตและการดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมต่อเหยื่อการทำร้ายอย่างเป็นระบบเป็นพื้นฐานเดียวจะจะสร้างอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองและสงบสุขให้กับสังคม ควรจะมีการตั้ง “คณะกรรมมาการค้นหาความจริงและปรองดองสมานฉันท์” อย่างแท้จริง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสมานฉันท์ปรองดอง โดยอาจใช้รูปแบบของประเทศแอฟริกาใต้ จุดมุ่งหมายของคณะกรรมการไม่ควรจะตรวจสอบแต่เหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุด แต่ควรตรวจสอบเหตุการณ์ฆ่าหมู่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในปี 2516 1519 และ 2535 ด้วย

เราไม่ควรปล่อยให้พวกอำมาตย์ลอยนวลจากอาชญากรรมสังหารประชาชนอีกครั้ง เราต้องช่วยกันหยุดยั้งประเพณีการละเว้นโทษ เราจะต้องไม่ให้ประยุทธ์และกองทัพควบคุมอนาคตประเทศไทย อนาคตอยู่ในกำมือของพวกท่าน

ผมอยากกล่าวอีกครั้งว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากแค่ไหนทีได้เป็นตัวแทนเสื้อแดง ผมรู้สึกท่วมท้นในศรัทธาที่พวกคุณมีต่อหลักนิติรัฐที่จะช่วยปรับปรุงระบบกฎหมาย ความจริงใจของพวกคุณที่ต้องการจะสร้างความปรองดองและเป็นธรรมมันช่างต่างจากการที่กองทัพและรัฐบาลพยายามจะทำลายการเคลื่อนไหวนี้และกำจัดแกนนำของพวกท่านโดยกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงของผู้ก่อการร้าย

มุมมองที่สำคัญของคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศคือมันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเราหยิบยกแผนการของรัฐบาลอัปยศที่ต้องการลอบสังหารแกนนำของพวกท่านและพยายามปกปิดหลักฐานเพื่อไม่ให้อภิสิทธิ์และกองทัพต้องรับผิดขึ้นมาพดถึง และวิธีการหนึ่งที่จะโจมตีประเพณีการละเว้นโทษคือการรณรงค์เขียนจดหมายถึงสถานทูตสหรัฐว่า “We Count TOO”เพราะรัฐบาลสหรัฐไม่สามารถสนับสนุนผู้ชุมนุมที่จัตุรัสทาฮีร์ แต่ยังคงสนับสนุนรัฐบาลทหารฆาตกรในไทยได้