Skip to content

Posts from the ‘สิทธิมนุษยชน’ Category

28
ก.พ.

ความรุนแรงหน้ารามคำแหง พยานปากที่ 5-6

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ได้ส่งทีมงานเข้าไปสัมภาษณ์และรวมรวมพยานจากเหตุการณ์ความรุนแรงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยมีการสอบพยาน 30 ปากด้วยกัน โดยข้อมูลทั้งหมดจะทยอยนำออกมาเผยแพร่และจะถูกส่งไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทางสำนักงานจะไม่เปิดเผยชื่อจริงของพยานเนื่องจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของพยาน

พยานปากที่ 5

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานปากที่ 5 เล่าให้ฟังว่าในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 เวลาประมาณ 20.40น. ตนได้โดยสารรถเมล์สาย115 จากคลองเตยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ที่สนามกีฬาราชมังฯย่านรามคำแหง

พอถึงจุดเกิดเหตุบริเวณแยกเสรี (ปากซอยรามคำแหง 24) ได้มีกลุ่มวัยรุ่น 2คนมีสัญลักษณ์นกหวีดห้อยคอขึ้นมาบนรถเมล์ที่ตนโดยสารมาจากนั้นได้ดึงตัวตนลงจากรถแล้วรุมทำร้ายร่างกายจนหมดสติ หลังจากนั้นมีรถของมูลนิธิฯนำส่งโรงพยาบาลราชวิถีแล้วมาฟื้นในวันที่ 1ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 14.00น. จากนั้นรพ.ราชวิถีก็นำตนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิศสิน(ประกันสังคม)เพื่อรักษาต่อ

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลาประมาณ 20.40น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณแยกเสรี (ปากซอยรามคำแหง 24)

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น)

ไม่มี

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

-แก้มแตก

-ขอบตาเขียวช้ำ

-หยุดงาน 1สัปดาห์

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

-หยุดงาน 1สัปดาห์(แต่ไม่มีผลกระทบเรื่องเงินหรืองาน)

พยานปากที่ 6

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานปากที่ 6 เล่าว่าเขาขี่มอเตอร์ไซค์มาจากทางพระโขนงเพื่อมาร่วมชุมนุมที่สนามราชมังคลาฯ ตามปกติ โดยลงอุโมงค์มาจากพัฒนาการ พอมาถึงตรงปั๊มเซลล์ในซอยรามคำแหง 24 เวลาประมาณ 20.00 น. เขาเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงหลายร้อยคนรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณปั๊มและเห็นกลุ่ม นศ.รามคำแหงหลายร้อยคนยืนปิดถนนบริเวณประตูหลังมหาวิทยาลัย เขาจึงหยุดและจอดรถไว้ในปั๊ม หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่และชุดป้องกันตัวประมาณ 10 นาย พยายามเข้าไปเจรจาเพื่อขอให้กลุ่มนักศึกษาเปิดทางให้ โดยมีคนเสื้อแดงเดินตามหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วย การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ มีการตะโกนต่อว่าด่าทอกัน มีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

“ตำรวจนำไปเจรจาขอเข้าสนาม แต่เขาไม่ยอม ก็ด่าอย่างเดียว พวกเราก็เลยสวนว่าสุเทพจ้างมาเท่าไร พวกเขาเลยขึ้นใหญ่ ปาค้อนปาหินใส่ตำรวจ พอตำรวจวิ่ง พวกเราก็แตก เขาก็กรูมา จากนั้นสถานการณ์เลยเดือด มีเสียงปืน เสียงประทัดยักษ์ ตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง จนประมาณ 4 ทุ่ม ต่างคนต่างหลบ ต่างคนต่างหนีตาย ห้องน้ำปั๊ม ซอกตึก มุดไปทั่ว ผมก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร คนที่เจ็บก็นอนให้มันเหยียบอยู่ ไม่มีใครช่วยใครได้แล้ว แล้วแต่เวรแต่กรรม มีแต่ปอเต๊กตึ๊งที่วิ่งเข้ามาช่วย ช่วยทีละคนๆ” พยานกล่าว

พยานเล่าว่า เขาถอยมาจนถึงปั๊มเชลล์ เลยปั๊มมาทางปากซอยรามคำแหง 24 ด้วยความเป็นห่วงผู้หญิงและเด็กที่อยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้ระวังตัว ก้อนอิฐตัวหนอนหักครึ่งปามาจากในอาคารหอพักโดนที่บริเวณขมับด้านซ้ายใกล้เบ้าตา หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้สึกตัว

พยานอยู่รักษาตัวในห้องไอซียู 5 วัน จากอาการกระโหลกร้าว (เกิดจากก้อนหิน)  ฟันร้าว,กรามร้าว,ดั้งหัก,เลือดคั่งในช่องท้อง,มีบาดแผลคล้ายถูกฟันที่ท้อง

พยานระบุว่าหากอาการตามัวไม่สามารถรักษาหายได้จะส่งผลกระทบถึงอาชีพขับรถบรรทุกน้ำมันที่เขาทำอยู่

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลา 22.20น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณปั๊มเชลล์ ซอยรามคำแหง 24

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น) ….ไม่มี….

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

- ได้รับบาดเจ็บอาการกระโหลกร้าว (เกิดจากก้อนหิน)  ฟันร้าว,กรามร้าว,ดั้งหัก,เลือดคั่งในช่องท้อง,มีบาดแผลคล้ายถูกฟันที่ท้อง มีผลกระทบต่อเนื่องจากอาการตามัว

-พระเครื่อง “หลวงพ่อคูณรุ่นปี 17 หน้าสมเด็จ” (ราคาหลักแสน)

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

- ขาดรายได้เนื่องจากเป็นกำลังหลักของครอบครัว

-อาการตามัวอาจทำให้ต้องตกงาน

11
ม.ค.

ฟูมฟักความหวาดกลัว – วิธีการที่กองทัพจัดการกับผู้วิจารณ์

การตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดของพลเอกประยุทธ์และกองทัพไทยต่อบทความล่าสุดของผม “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” คือทัศนคติตัวอย่างที่ไม่ยอมรับแนวคิดเรื่องการรับผิดหรือการอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตย เช่นนั้น เขาจึงพลาดที่จะเห็นถึงถ้อยคำถากถางอันชัดเจน โดยพยายามปฎิเสธว่าแทรกแซงการทำงานรัฐบาล พลเรือน แต่ขณะเดียวกันก็ข่มขู่ว่าจะขัดขวางไม่ให้ผู้วิจารณ์เข้าประเทศ ซึ่งย้ำถึงภาพลักษณ์ของประยุทธ์ในการปฎิบัติตนเหนือการควบคุมของระบบกฎหมายธรรมดาที่ชอบธรรม ดูเหมือนว่าการพูดความจริงกับกองทัพไทยมักจะนำมาซึ่งคำข่มขู่และสร้างความเคียดแค้นให้พวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยวิธีการแบบนี้ ผนวกกับการขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยได้ดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเกลียดชังในประเทศไทย

จากเหตุการ์ล่าสุด การเพาะปลูกความหวาดกลัวอย่างปราณีตนี้สร้างขึ้นบนซากศพของประชาชนมือเปล่าที่เสียชีวิตระหว่างการสังหารหมู่ปี 2553 ได้ไต่ไปถึงระดับของการข่มขวัญที่เหลือผู้วิจารณ์ไม่กี่คนที่กลัาเผชิญหน้ากับการกระทำผิดของกองทัพอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ประชาคมโลกและคณะทูตแทบจะเงียบเฉยเมื่อกองทัพสร้างเหตุการณ์ความตึงเครียดในกรุงเทพฯ ท่าทีอันเงียบเฉยคือสิ่งที่น่าสังเกต หากพิจารณาถึงความกระหายอยากที่จะทำรัฐประหารของกองทัพไทย เหมือนว่ากลุ่มเอ็นจีโอที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับและหลายองค์กรซึ่งมีสำนักงานภูมิภาคในกรุงเทพฯ ตั้งใจที่จะเงียบเฉยเมื่อประยุทธ์ขนรถถังเข้ามาในกรุงเทพฯและพูดตักเตือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

แม้สื่อต่างชาติและสำนักงานสื่อในกรุงเทพฯ หลายสำนักจะแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกองทัพเป็นการส่วนตัว แต่แทบจะไม่มีสื่อสำนักไหนเลยที่กล้าแสดงความเห็นต่อต้านกองทัพอย่างเปิดเผย พวกเขากลับเลือกเป้าหมายที่ไม่ได้มีอำนาจหรือพละกำลังที่คล้ายกัน หากเรานึกย้อนถึง 80 ปีของประวัติศาสตร์ไทยและศึกษาบทบาทกองทัพในการสร้างความไร้เสถียรภาพของประชาธิปไตย ตามที่กล่าวในบทความ “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” กองทัพของประยุทธ์ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมักเลือกที่อยู่ข้างคนที่เห็นคนไทยทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตนเอง

หากพิจารณาถึงท่าทีที่เงียบเฉยของกระบอกเสียงประชาคมโลก อย่าง กลุ่มเอ็นจีโอ สื่อ ไปจนถึงคณะทูตในกรุงเทพฯ ต่อการกระทำของกองทัพล่าสุดทำให้เห็นตัวอย่างของการยอมก้มหัวให้กองทัพ องค์กรนิรโทษกรรม ฮิวแมนไรท์วอซซ์ และองค์กรอื่นๆหายไปไหน? กลุ่มผู้แสวงหาความจริงสื่อต่างชาติที่มุ่งมั่นจะนำผู้มีอำนาจมารับผิดอยู่ที่ไหน? แม้จะมีหลักฐานพลาดพิงถึงกองทัพอย่างท่วมท้น ข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งคือพวกเขาไม่ถูกประยุทธ์หมายหัว แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของพวกเขา ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกมาทำอะไรบ้าง

13
มี.ค.

อำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีกับกรณีการถือสองสัญชาติของผู้นำทหารอิสราเอล

แปลจากบทความ Fighting Dirty In Israel โดย Dan Ephron จากนิตยสารนิวส์วีค ตีพิมพ์เมื่อวันที่  28 กันยายน พ.ศ. 2551

หัวหน้าอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ นาย
 ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ (Luis Moreno-Ocampo)  พยายามหลีกเลี่ยงทำคดีที่เป็นที่โต้แย้ง โดยเขาหวังว่าจะหยุดความกลัวของอเมริการที่มองว่าศาลไอซีซีจะถูกใช้เป็นเครื่องมื่อทางการเมืองเพื่อแก้แค้นกันของฝ่ายต่างๆ นั้นคือสาเหตุว่าเหตุใดถึงจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ขณะนี้นาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ  จะพิจารณาทำการสอบสวนพันโทสำรอง เดวิด เบนจามิน นายทหารจากกองทัพอิสราเอลว่าได้กระทำผิดอาชญากรรมสงครามในระหว่างแคมเปญกาซ่าเมื่อต้นปีนี้หรือไม่ ประเทศอิสราเอลมิได้ลงสัตยาบรรณต่อสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ดังนั้นคดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของนาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ แต่ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย อัยการบอกนิวส์วีคว่า เขาเชื่อว่า เขามีอำนาจเพียงพอในการดำเนินการสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากเบนจามินถือสองสัญชาติ คือสัญชาติอิสราเอลและแอฟฟริกาใต้ โดยประเทศหลังได้ลงนามในสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ซึ่งทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว

อาจเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์รายละเอียดคดี เบนจามินบอกนิวส์วีคว่าเขาอยู่นอกประเทศในระหว่างการปฏิบัติการกาซ่าเกือบทั้งหมดและไม่ได้มีบทบาทในการวางแผนแต่อย่างใด แต่ประเด็นเรื่องสองสัญชาติอาจถือเป็นบรรทัดฐานที่เป็นภัยต่อทั้งประเทศอิสราเอลและประเทศสหรัฐอเมริกา สองประเทศไม่ยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของศาลไอซีซีได้ หากศาลสามารถสอบสวนคนอิสราเอลเพราะการถือสัญชาติแอฟฟริกาใต้ได้ แล้วทำไมจะไม่สามารถสอบสวนคนอเมริกันที่ถือสัญญาติเม็กซิโกได้? “การสัณนิษฐานดังกล่าวต่อกรณีของประเทศสหรัฐอาจมีเกิดปัญหาได้” นายไมเคิล นิวตัน ศาสตราจารย์กฎหมายระหว่าประเทศจากมหาวิทยาลัย Vanderbilt กล่าว แต่จนถึงขณะนี้ดูจะเป็นปัญหาต่อศาลที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวมากกว่า ในการต่อสู้เพื่อจัดตั้งความชอบด้วยกฎหมายในกรณีดังกล่าว

2
ก.พ.

ฟรีดอมเฮาส์และนักข่าวไร้พรหมแดนระบุสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้น

รายงานล่าสุดขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังเป็นสาเหตุทำให้รายงานสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมกราคมจากองค์กรระหว่างประเทศองค์กรใหญ่ไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย รายงาน “เสรีภาพในโลกปี  2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์และรายงาน“การจัดลำดับเสรีภาพสื่อ”ของนักข่าวไร้พรหมแดนทำให้เห็นทิศทางที่ค่อนข้างแตกต่างเกี่ยวกับประเทศไทยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์อ้างอย่างไร้สาระว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลใดๆต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

นักข่าวไร้พรหมแดนจัดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยให้อยู่ในลำดับที่ 137 ในความเป็นจริง การได้รับลำดับอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงเป็นเวลาอีกนานก่อนที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศเสรี หรือกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ในอีกแง่หนึ่ง  นักข่าวไร้พรหมแดนได้ยืนยันว่ามีเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 153 จากการสำรวจทุกประเทศในโลก และลำดับที่ลดลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551  ได้หยุดนิ่งลง

และยังพบว่าประเทศไทยมีการพัฒนาในรูปแบบเดียวกันจากการจัดลำดับ “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ที่เน้นในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางพลเรือนอย่างกว้าง ในปีที่แล้ว (และปีก่อนหน้านี้) ประเทศไทยได้รับ 5 คะแนนในด้าน “สิทธิทางการเมือง” และได้รับ 4 คะแนนด้าน “สิทธิพลเรือน” ( โดยมีเกณฑ์การวัดที่คะแนนสูงสุดคือ 1 และอย่ที่สุดคือ 7) และโดยรวมแล้วประเทศไทยถูดจัดให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” ในรายงานฉบับนี้ แต่คะแนนด้านสิทธิทางการเมืองดีขึ้น โดยได้ 4คะแนน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้ฟื้นฟูสถานภาพของ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” อีกครั้ง ซึ่งหายไปนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ปฏิเสธที่จะจัดให้ประเทศไทยมีสถานะ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” หลังจากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าไม่ “เป็นอิสระและยุติธรรม” แม้ว่าจะมีการปกครองโดยพลเรือนก็ตาม

การจัดลำดับของนักข่าวไร้พรหมแดนและองค์กรฟรีดอมเฮาส์แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกขัดขวางก็ตาม การพัฒนาเพียงเล็กน้อยการสำรวจจากสององค์กรจึงไม่ถือว่าน่าพึงพอใจหรือควรจะเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด รายงานทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกแต่งระหว่างรัฐบาลที่เลือกโดยทหารและรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชน ความแตกต่างนั้นคือ ประเทศไทยที่ถอยหลังลงคลองหรือประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้า

24
ธ.ค.

เรเชล เจคอบส์: ประชาธิปไตยและอุทกภัยในประเทศไทย

แปลจากบทความ Democracy and the Deluge in Thailand

แม้ในที่สุดมวลน้ำที่มากับลมมรสุมในประเทศไทยจะไหลลงกลับสู่แม่น้ำ และในปีนี้มีการประกาศให้พื้นที่ทั่วประเทศเป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยปกตินัก  แต่พื้นที่ทางการเมืองยังคงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ วิกฤตการณ์ที่ยาวนานหลายเดือน และการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับจุดอ่อนของรัฐบาลไทย รายงานหลายฉบับบ้างก็ได้กล่าวโทษตัวบุคคล หรือไม่ก็เน้นไปถึงเรื่องปัญหาการคอร์รัปชั่นหรือการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไป แต่ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมคือ สถานภาพที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของกองทัพ ความกำกวมของบทบาทตามรัฐธรรมนูญของกองทัพ ทำให้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับชีวิตทางการเมืองมาทุกด้านมาอย่างช้านาน รวมถึงการทำรัฐประหารอย่างน้อย 20  ครั้งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา

ประเทศไทยต้องต่อสู้เพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยตั้งแต่การรัฐประหารกองทัพในปี  2549 และการใช้การช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นเครื่องมือทางการเมืองในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มคนที่ยังคงต้องการทำลายกระบวนการนี้  ในการประเมินสถานการณ์การเมืองการปกครองในประเทศไทยของฟรีดอมเฮาส์ครั้งล่าสุดปรากฎว่า ระดับความรับผิดของกองทัพที่มีต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนเทียบเท่ากับกองทัพจากประเทศจีน และสูงกว่ากองทัพจากประเทศเวเนซูเอล่าและจากประเทศที่เพิ่งจะมีการปฏิวัติประชาชนไปไม่นานอย่างตูนีเซียนิดหน่อย สัญญาณที่สื่อให้เห็นถึงอิทธิพลของกองทัพคือ สื่อภายในประเทศที่รายงานเรื่องน้ำท่วมยกย่องว่ากองทัพเป็นวีรบุรุษในภัยพิบัติน้ำท่วมและมีบทบาทของกองทัพในการปกป้องประเทศ บทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ช่วงวิกฤตน้ำท่วมอ้างว่า  “มีเพียงกองทัพเท่านั้นที่เป็นห่วง” คนไทย ในขณะที่ “เอกสารที่รั่วไหลออกมา” ระบุว่านายทหารระดับสูงโทษว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกิดจากการที่นายกยิ่งลักษณ์ไม่มีความเด็ดขาดในการบริหาร

ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลให้คะแนนความนิยมของยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค จากผลการสำรวจล่าสุดของมหาวิยาลัยกรุงเทพระบุว่าประชาชนพึงพอใจการบริหารของยิ่งลักษณ์โดยรวม 4.98 จากคะแนนเต็ม 10 ในขณะที่เวลาเดียวกันในปีที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและเป็นคู่แข่งทางการเมืองได้คะแนน 5.17 ความพอใจในการบริหารของพรรคเพื่อไทยโดยรวมได้ 4.84 จากคะแนนเต็ม10 สูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้    4.26 คะแนน

แม้ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างเรียบง่ายในช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม ซึ่งพรรคของยิ่งลักษณ์สามารถเอาชนะพรรคการเมืองที่นิยมทหารของนายอภิสิทธิ์ได้ แต่ดูเหมือนว่ากองทัพจะยังคงใช้วิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาสในการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การพุ่งความสนใจไปที่การอุทิศตนของกองทัพต่อเหยื่อน้ำท่วมยังเป็นการหันเหความสนใจไปจากการกระทำของกองทัพในอดีต เพื่อที่จะทำให้กลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีการสอบสวนการสังหารผู้ประท้วง 90 รายในปี 2553 ก่อนหน้านี้เปลี่ยนใจและหันมาสนับสนุนกองทัพ

ตลอดการการตอบโต้ กลุ่มนักข่าวหัวอนุรักษ์นิยมเขียนสนับสนุนความคิดที่ว่ากองทัพไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นผู้พิทักษ์อิสระที่เป็นหนี้บุญคุณต่อสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ข้ออ้างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากองทัพมีความจงรักภักดีกัยสถาบันกษัตริย์เป็นลำดับแรก และมักไม่สนใจการเลือกตั้งหรือสถาบันพลเรือน  พวกเขาเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมือง โดยการละเมิดกฎหมาย ทำลาย หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแทนที่ฉบับเก่าโดยทหาร

การปกป้องและส่งเสริมสถาบันกษัตริย์ และโดยการกระทำดังกล่าว ทำให้แนวคิดที่ต่อต้านประชาธิปไตยของรัฐไทยที่ทหารสนับสนุนเพิ่มระดับไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา การลงโทษคนด้วยอาชญากรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นและหนักขึ้น คดีที่ได้รับความสนใจคือ คดีของชายสัญชาติอเมริกัน นายโจ กอร์ดอน ซึ่งถูกลงโทษจำคุกสองปีครึ่งในวันที่ 8 ธันวาคม เนื่องจากโพสต์คำแปลของหนังสือเรื่อง “The King Never Smiles” บนอินเตอร์เน็ตในขณะที่เขาอยู่ในอเมริกา หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยเนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นกษัตริย์ และอีกคดีคือ คดีที่ชายชราวัย 61 ปีถูกลงโทษจำคุก 20 ปี เพราะถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางมือถือที่มีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันสี่ข้อความ ไม่กี่วันหลังจากการพิจารณาคดี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือไซเบอร์ และประกาศว่าจะตามจับ “อาชญากรไซเบอร์” ที่ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์บนอินเตอร์เน็ตหนักขึ้น รัฐมนตรีกล่าวว่า “การเทิดทูนและปกป้องสถาบันกษัตริย์คือหน้าที่สำคัญของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงที่จะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์” การจัดวางความความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไว้เหนือสิทธิส่วนบุคคลไม่เพียงแต่ทำลายการพัฒนาทางประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการคุมขังคนอย่างไม่ยุติธรรม และสังหารคนโดยใช้ระบบศาลเตี้ยได้รับการละเว้นโทษ

การทำให้กองทัพต้องรับผิดต่อเจ้าหน้าที่พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นก้าวสำคัญที่จะต่อสู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นวงกว้าง และยกเลิกนโยบายรัฐที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยเอาเป็นเอาตาย เราไม่สงสัยเลยว่ามีทหารหลายนายในกองทัพที่ช่วยเหยื่อน้ำท่วมอย่างกล้าหาญ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเป็นกำแพงขวางกั้นความยุติธรรม เสรีภาพทางการแสดงออก หรืออำนาจทางการเมืองของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และผู้แทนที่พวกเขาเลือกมา

การแทรกแซงของกองทัพครั้งแล้วครั้งเล่าไม้ได้ทำให้เกิดการแก้ไขจุดบกพร่องของสถาบันประชาธิปไตย แต่กลับป้องกันสถาบันเหล่านั้นจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยับยั้งการจัดตั้งแบบแผนทั่วไปอย่างระบบการตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ไขตนเองอันจะทำให้รัฐบาลพัฒนาปรับปรุงตนเองตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ตราบใดที่กองทัพยังอ้างสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนหรือขับไล่เจ้าหน้าพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในนามของXXXXX มันจึงเรื่องเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพและสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสถานะที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ซึ่งหมายความว่า การยอมรับอำนาจพลเรือนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกองทัพในการป้องกันไม่ให้เกิดหายนะขึ้นอีกครั้ง

27
ต.ค.

ประชาไท: ศาลสูงแคนาดาตัดสิน “การแปะลิงก์ไม่ใช่อาชญากรรม”

ที่มา:  ประชาไท อ่านคำพิพากษาเต็มได้ที่นี่

ศาลสูงแคนาดาตัดสินว่า การแปะลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทไม่นับเป็นการสร้างเนื้อหาขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุ้มครองผู้แชร์ข้อมูลจากความรับผิด หากว่าเขาโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่ตั้งใจ

คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้มีสาเหตุจากการฟ้องร้องคดีของ เวย์น ครุกส์ เจ้าของบริษัทธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กล่าวหา จอน นิวตัน บล็อกเกอร์รายหนึ่งว่า ในโพสต์ของเขา มีลิงก์ซึ่งโยงไปสู่ข้อมูลหมิ่นประมาทครุกส์และพรรคกรีนของแคนาดา

ศาลลงความเห็นว่า การลิงก์หรืออ้างถึงข้อมูลหมิ่นประมาทนั้นไม่ได้หมายความว่าลิงก์หรือการอ้างอิงนั้นเป็นการหมิ่นประมาทในตัวมันเอง

“การสื่อสารบางสิ่งบางอย่างแตกต่างอย่างมากจากการเพียงสื่อสารว่าบางสิ่งมีอยู่จริงหรือที่ไหนที่มันอยู่” คำตัดสินยาว 72 หน้าระบุ “ อย่างแรกเกี่ยวกับการกระจายเนื้อหา และควบคุมทั้งเนื้อหา รวมถึงการเข้าถึงของผู้รับสาร ขณะที่อย่างหลังไม่ใช่ แม้ว่าจุดมุ่งหมายของผู้ที่อ้างอิงไปยังเนื้อหาหมิ่นประมาทจะคือการขยายวงผู้รับสาร แต่การมีส่วนร่วมของพวกเขาหรือเธอก็เป็นเพียงส่วนประกอบของผู้เริ่มเผยแพร่ ไม่ว่าจะอ้างถึงหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่ อ้างว่ามีเนื้อหาหมิ่นประมาทก็ถูกทำให้สาธารณะเข้าถึงได้ โดยผู้เผยแพร่คนแรกหรือการกระทำของผู้เผยแพร่อยู่แล้ว”

ศาลระบุว่า ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหาซึ่งผู้ที่โพสต์ลิงก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อหานั้นๆ ซึ่งในสหรัฐฯ กรณีเช่นนี้ เขาจะถูกกันออกจากความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น

“ข้อเท็จจริงที่ว่าการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นผ่านไฮเปอร์ลิงก์นั้นรวดเร็วกว่าเชิงอรรถ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ไฮเปอร์ลิงก์โดยตัวมันเองมีความเป็นกลางทางเนื้อหา มันไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ และไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือเนื้อหาที่มันอ้างถึง” คำตัดสินระบุ

ผู้พิพากษาตัดสินว่าไฮเปอร์ลิงก์ถูกใช้อย่างแพร่หลายและเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ต ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือ “การคุ้มครองไฮเปอร์ลิงก์และปกป้องคุณค่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในอินเทอร์เน็ต” (Protecting Hyperlinks and Preserving First Amendment Values on the Internet) ซึ่งเขียนโดยแอนจาลี ดาลัล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล

จากการอธิบายของดาลัล ศาลตัดสินว่า การจำกัดการใช้ไฮเปอร์ลิงก์จะสร้างความเสียหายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงออก

“โดยสรุป อินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถเอื้อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูล โดยปราศจากไฮเปอร์ลิงก์ การจำกัด คุณประโยชน์ของมัน โดย การทำตามกฎของสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม จะก่อให้เกิดการจำกัดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามมา” คำตัดสินระบุ ” ความน่ากลัวที่เป็นไปได้ของการทำหน้าที่ของอินเตอร์เน็ตอาจเป็นเรื่องที่เลวร้ายทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนบทความดั้งเดิม คงไม่อยากจะเสี่ยงในการรับผิดในการลิงก์เนื้อหาไปยังอีกบทความหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อาจควบคุมเนื้อหาที่สามารถเปลี่ยนไปมาได้”

ศาลตัดสินว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดสำหรับโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทคือ การค้นหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบกับการสร้างและควบคุมการกระทำที่ถูกกล่าวหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องผู้ที่เพียงแค่ลิงก์ไปที่เนื้อหาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์คณะตุลาการจะเห็นตรงกันให้ยกฟ้องคดี แต่ตุลาการบางรายได้เสนอมุมมองที่ต่างออกไปว่าการไฮเปอร์ลิงก์อาจเป็นการทำซ้ำข้อมูลหมิ่นประมาท

หัวหน้าตุลาการ บีเวอร์ลีย์ แมคลาชลิน และตุลาการ มอร์ริช ฟิช ตัดสินว่า ไฮเปอร์ลิงก์อาจจะเป็นการหมิ่นประมาทได้ในบางคดี

“การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทผ่านไฮเปอร์ลิงก์ควรมีการลงความเห็นว่า ข้อความที่ระบุไปที่ลิงก์ดังกล่าวเลือกใช้หรือเห็นด้วยกับเนื้อหาที่ลิงก์ไปหรือไม่ ถ้าข้อความแสดงถึงความเห็นด้วยกับข้อความที่ลิงก์ไป เมื่อนั้น ผู้ที่แปะลิงก์ควรต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหมิ่นประมาทนั้น” คำตัดสินระบุ (ตัวเน้นตามต้นฉบับ) “จำเลยต้องเลือกใช้หรือเห็นชอบกับถ้อยคำหรือข้อความหมิ่นประมาท แค่การอ้างอิงไปที่เว็บนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น การลิงก์ของจำเลยซึ่งพิสูจน์แล้วว่าลิงก์ไปยังเว็บที่ไม่มีความผิด แต่ต่อมา มีเนื้อหาหมิ่นประมาท จึงไม่ต้องรับผิด”

ผู้สังเกตการณ์ในคดีนี้ประกอบด้วยสมาคมสิทธิเสรีภาพพลเมืองแคนาดา สหภาพนักเขียน องค์กรด้านสิทธิ องค์กรสื่อ และองค์กรด้านกฎหมายสื่อในแคนาดา

31
ส.ค.

เมื่อบริษัทต่างชาติช่วยกัดดาฟี่กดขี่เสรีภาพของประชาชนชาวลิเบีย

บทย่อแปลจากบทความใน The Wall Street Journal

รายงานของนักข่าวจาก The Wall Street Journal นาย Alan Zibel เปิดเผยว่ารัฐบาลลิเบียได้นำเข้าเทคโนโลยีจากบริษัทในต่างชาติเพื่อสอดแนมกิจกรรมทางโลกอินเตอร์เน็ตของพลเรือน  โดยการสอดแนมดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการปฏิวัติในโลกอาหรับที่เกิดขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อต้นปีนี้ เจ้าหน้าที่รัฐลิเบียได้พูดคุยกับบริษัท amesys และอีกหลายบริษัทรวมถึงบริษัทBoeing Co.’s Narus เพื่อเจรจาขอซื้อเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเพื่อสอดส่องกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตของลิเบีย

จากการเข้าตรวจสอบห้องปฏิบัติการสอนแนมที่ถูกปล่อยร้างของรัฐบาลโดย The Wall Street Journal  ทำให้เห็นหลักฐานที่กระข่างชัดถึงความร่วมมือของบริษัทในต่างชาติในการช่วยกดขี่และคุกคามเสรีภาพของประชาชนชาวนลิเบียภายใต้การปกครองของพันเอกกัดดาฟี่ที่ยาวนานถึง 42 ปี ในห้องชั้นเก็บของใต้ดิน มีเอกสารเบิยเรียงรายกันเป็นชั้นๆ โดยเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตของประชาชนชาวลิเบีย นักกิจกรรมที่ต่อต้านกัดดาฟี่สองราย โดยรายแรกอาศัยอยู่ในลิเบีย อีกรายอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เวปไซต์ต่อต้านกัดดาฟี่ที่เป็นที่รู้จักกันดี รวมถึงบทสนทนาทางอีเมลล์ของนักกิจกรรมทั้งสองคนที่พูดคุยเรื่องหัวข้อที่นำไปอภิปรายบนเวปไซต์ดังกล่าว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามควบคุมกิจกรรมทางการสนทนาผ่านทางโปรมแกรมต่างๆเช่น Skype, Yahoo, Hotmail , Gmail การส่งข้อความทางอีเมลล์ เซ็นเซอร์วิดีโอทาง YouTube รวมถึงป้องกันไม่ให้ประชาชนใช้โปรแกรม proxy ในการพรางตัวทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

ศูนย์กลางการสอดส่องกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตเป็นองค์กรหลักองค์หนึ่งซึ่งเป็นเครื่องมือในการตรวจตราความปลอดภัย โดยกัดดาฟี่ตั้งขึ้นเพื่อใช้สอดส่องศัตรูของเขา ในปี 2552 บริษัท Amesys ได้ติดตั้งเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจจับข้อมูลขั้นสูง โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ลุกล้ำใช้ในการสอดแนมกิจกรรมทางโลกอินเตอร์เน็ตขั้นสูง

บริษัทเทคโนโลยีการสื่อวารของจีนที่ชื่อว่า  ZTE Corp ได้ติดตั้งเทคโนโลยีในการสอดส่องกิจกรรมกรมทางอินเตอร์เน็ตให้รัฐบาลลิเบียด้วยเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ระบุว่า บริษัท Amesys และ ZTE เจรจาทำธุรกิจกับหน่วยรักษาความปลอดภัยหลายหน่วยของกัดดาฟี่ อย่างไรก็ตามโฆษกของบริษัท ZTE ได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้บริษัทขนาดเล็กในประเทศแอฟฟริกาใต้ที่ชื่อว่า VASTech SA Pty Ltd ยังได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อดักฟังกิจกรรมทางโทรศัพท์จากต่างประเทศที่โทรเข้าออกภายในประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ตามคำให้การของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวและThe  Wall Street Journal บริษัท VASTech ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าวเนื่องจากเป็นความลับทางสัญญา

ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในศูนย์สอดแนมกิจรรมทางอินเตอร์เน็ตกี่รายหรือปฏิบัติการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเป็นระยะเวลานานเท่าใด

ดังกล่าวได้สร้างความหวาดกลัวภายในประเทศ เมื่อสงครามกลางเมืองปะทุขึ้นในต้นปีนี้ กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านกัดดาฟี่บนท้องถนนต่างหวาดระแวงว่าพวกเขาจะถูกสอดแนมหรือจับกุมโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย เพราะทุกคนทราบดีว่ารัฐบาลมักดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ ในช่วงแรกของการรวมตัวประท้วงมักทำผ่านทางการใช้โปรมแกรม Skype ซึ่งนักกิจกรรมมองว่าปลอดภัยกว่าโปรมแกรมสนทนาทางอินเตอร์เน็ต แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังรู้สึกหวาดกลัว

“เราอาจหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยหากไม่ระวังตัว” นักศึกษาอายุ 22 ปี ที่ช่วยจัดการชุมนุมขนาดใหญ่ที่สุดใกล้เมืองทริโอลี่กล่าวกับนักข่าวต่างชาติผ่านทาง Skype ก่อนจะลี้ภัยไปยังประเทศอียิปต์ และหลังจากนั้น ในวันที่ 1 มีนาคม ญาติของเพื่อนเขาระบุว่า เพื่อนของเขาถูกจับสี่ชั่วโมงหลังจากโทรหานักข่าวต่างชาติจากโทรศัพท์มือถือที่มีเครือข่ายในเมืองทริโปลี และไม่มีผู้ใดทราบแนชัดว่าหน่วยงานรักษาความมั่นคงหน่วยใดจับกุมเขาไป และยังไม่ทราบว่าชะตากรรมว่าตอนนี้เพื่อนของเขายังถูกคุมขังอยู่หรือไม่

23
ก.ค.

ยิ่งลักษณ์สามารถสร้างความปรองดองในประเทศไทยได้ด้วย “ความจริง”

โดยเดวิด สตรัคฟัสส์ แปลจากบทความใน Wall Street Journal

หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในวันที่ 3 กรกฎาคม ว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้สร้างความประหลาดใจให้กับประเทศด้วยการสัญญาว่าจะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นี่คือกลยุทธ์ทางการเมืองอันอัจฉริยะที่ช่วยคลายความขุ่นข้องหมองใจของฝ่ายตรงข้าม และเพิ่มโอกาสของเสถียรภาพทางการเมือง

ผู้สนับสนุนนางสาวยิ่งลักษณ์มองคณะกรรมการชุดนี้อย่างเคลือบแคลง ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจนัก เพราะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งทั่วไป เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม ปี 2553 โดยให้เวลาสองปีในการทำหน้าที่สอบสวนและรายงานข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังของรัฐบาลและผู้สนับสนุนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีที่แล้ว โดยการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของรัฐบาลทำให้มีผู้เสียชีวิต 92 ราย และบาดเจ็บอีก 2,000 ราย

ทั้งคนเสื้อแดง นักวิชาการ และนักกิจกรรมหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า คณะกรรมการอาจจะไม่มีความเป็นกลางและจะปกปิดถึงสาเหตุที่แท้จริงของความรุนแรง พวกเขาเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งทหารให้ใช้กำลังอย่างรุนแรงต่อผู้ชุมนุมมือเปล่าจำนวนมาก ความกลัวนี้ดูเหมือนว่าจะถูกตอกย้ำเมื่อนายคณิต ณ นคร ประธานคอป.ซึ่งแต่งตั้งขึ้นมาได้ไม่นาน กล่าวเมื่อปีที่แล้วว่าเป้าหมายแรกของคณะกรรมการคือการให้อภัยมากกว่าการค้นหาความจริง นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักวิชาการได้ตั้งข้อสงสัยในช่วงนั้นว่า “ความจริงโดยปราศจากความยุติธรรมจะเพียงพอต่อการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองหรือไม่”

การทำงานของคอป.คือส่วนหนึ่งส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อันบกพรองอย่างลึกซึ้งในเรื่อง “การปรองดอง”ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ คนเสื้อแดงนับร้อยคนต้องทนทรมานอยู่ในคุกอย่างยาวนานหลายเดือน และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ คนเสื้อแดงและนักกิจกรรมมากกว่า 60 รายยังคงถูกคุมขังโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

คนเสื้อแดงได้วางหลักการอย่างรวดเร็วว่า ประเทศไทยจะไม่สามารถกลับมาปรองดองได้จนกว่าเหยื่อจากเหตุการณ์ปีที่แล้วจะได้รับความเป็นธรรม โดยในการชุมนุมมีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องว่า “ไม่มีการปรองดองสมานฉันท์ใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความยุติธรรม”

ตอนนี้ คำถามคือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับการปรองดองจะประสบความสำเร็จมากกว่าหรือไม่ พรรคเพื่อไทยของนางสาวยิ่งลักษณ์ในความสำคัญในประเด็นเรื่องความปรองดองไม่กี่อาทิตย์สุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และคำพูดโน้มน้าวดังกล่าวทำให้พรรคชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าต้องมีการปรองดองที่สามารถทุกฝ่ายที่มีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันสามารถยอมรับ หรืออย่างน้อยต้องสามารถอดทนอดกลั้น [ต่อการปรองดอง] ได้

คำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุนการทำงานของคอป.ของนางสาวยิ่งลักษณ์ เกิดขึ้นพร้อมกับความกลัวของหลายคนว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยอาจส่งผลให้รัฐบาลใหม่นิรโทษกรรมให้กับทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่ชายของนางสาวยิ่งลักษณ์และอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกถอดถอนโดยรัฐประหารในปี 2549 แต่นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “ดิฉันต้องการเห็นคณะกรรมการทำงานอย่างอิสระเต็มที่” และยืนยันว่ารายงานคำแนะนำของคอป.ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องนิรโทษกรรม

คำพูดของยิ่งลักษณ์เบี่ยงเบนความสนใจเรื่องการปรองดองโดยการนิรโทษกรรมไปสู่การค้นหาความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องจริงที่การปรองดองไม่อาจเกิดได้ หากปราศจากความยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกันความยุติธรรมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความจริง อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยความจริงฟังดูเหมือนจะง่ายในประเทศไทย ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเดือนตุลาคม ปี 2519 หรือการตายของประชาชนในการสลายการชุมนุมนองเลือดของทหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 ไม่เคยได้รับการเปิดเผย

การปกปิดความจริงทางประวัติศาสตร์ทำให้วัฒนธรรมที่ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดกลายเป็นอมตะ ไม่มีหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ก่อการสำเร็จคนไหนถูกดำเนินคดีในศาลในข้อหาล้มล้างรัฐบาลหรือยิงผู้ชุมนุม ดังนั้น หลังจากรัฐประหารปี 2549 รัฐบาลจึงสามารถใช้กฎอัยการศึกและอำนาจฉุกเฉินอย่างมัวเมา ซึ่งกัดกร่อนหลักนิติรัฐ

ตามมาด้วยการขัดขวางเสรีภาพการแสดงออก ตามการจัดลำดับเสรีภาพสื่อของนักข่าวไร้พรมแดน ประเทศไทยถูกเลื่อนจากอันดับ 54 ในปี 2547 ให้อยู่ในลำดับที่ 153 จาก 178 ประทศทั่วโลกในปี 2553 สิทธิมนุษยชนในประเทศถูกทำลายในหลายปีที่ผ่านมา

แล้วเช่นนั้นพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ในเรื่องการปรองดอง? ประการแรกและที่สำคัญที่สุดคือ นางสาวยิ่งลักษณ์จะต้องหาทางที่จะส่งเสริมความพยายามของคอป.โดยไม่กำหนดวาระการทำงานของคอป. รัฐบาลใหม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยให้อำนาจคอป.มากขึ้น เช่น อำนาจที่จะเรียกเจ้าหน้าที่รัฐและทหารมาให้ปากคำ

คณะกรรมการได้ทำงานเพื่อปล่อยคนเสื้อแดงที่ยังคงถูกคุมขังแล้ว และยังระบุในเอกสารชั่วคราวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ถ้าหากคอป.ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สามารถคร่ำครวญอย่างน่ารังเกียจได้เลย เพราะพวกเขาเป็นคนจัดตั้งคอป.ตั้งแต่แรก

ประการที่สองคือ พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องหยุดพูดถึงเรื่องนิรโทษก่อนจนกว่า คอป.จะตีพิมพ์รายงานสุดท้ายในเดือนกรกฎาคมปีหน้า การถอดประเด็นเรื่องนิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของคอป.อย่างชาญฉลาด นางสาวยิ่งลักษณ์อาจจะทำลายความน่าเชื่อถือการตัดสินใจดังกล่าว โดยจัดตั้งกระบวนการพิจารณาประเด็นนิรโทษกรรมแยกต่างหาก โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมพี่ชายของเธอ การพูดคุยเรื่องดังกล่าวจะทำให้ความพยายามขององค์กรอื่นหยุดชะงักและขาดความชอบธรรม อาทิเช่น ศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ดำเนินการค้นหาความจริงจากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว

ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยจำเป็นที่จะต้องอดทนต่อความอยากแก้แค้น แทนที่จะดำเนินตามรูปแบบเดิมที่ เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มใหม่ขึ้นสู่อำนาจก็มักจะจะปิดสื่อที่พิพากษ์วิจารณ์ตนเองอย่างรุนแรง นางสาวยิ่งลักษณ์จำเป็นที่จะต้องทำงานกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเสรีภาพสื่อ

ประการสุดท้าย รัฐบาลใหม่ควรจะกำหนดวาระของพันธกรณีที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม สร้างความแข็งแกร่งให้กับสิทธิทางรัฐธรรมนูญ รวมถึงทำงานร่วมกับสหประชาชาติเพื่อให้หลักการเหล่านี้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานนานาชาติ ในขณะที่รัฐบาลใหม่สัญญาที่จะสร้างโครงการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ รัฐบาลจำเป็นต้องประกันว่าสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนั้นได้รับการเคารพ

รัฐบาลใหม่สามารถฟื้นฟูภาพลักษณ์ในเวทีโลกโดยการการปกป้องสนับสนุนสิทธิมนุษยชนนั้น พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงเปิดเผยความอ่อนแอและลดความขุ่นข้องหมองใจในกลุ่มนักวิพากษ์วิจารณ์ ผลักดันการปรองดอง และเริ่มนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่เต็มใบ

4
พ.ค.

อัมสเตอร์ดัม: จุดยืนขององค์กรนิรโทษกรรมสากลต่อเหตุการณ์ในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าละอาย” และ “น่าสะอิดสะเอียน”

หลายวันหลังจากการวิพากษ์วิจารณ์และตอบโต้ถ้อยคำแถลงการณ์ของนายแบนจามิน ซาแวคกี้ นักวิจัยจากสำนักงานเลขานุการ องค์กรนิรโทษกรรม เรื่องที่องค์กรยกเลิกงานเสวนาอย่างกะทันหันเป็นจำนวนมาก ซึ่งงานเสวนาดังกล่าวจัดโดยองค์กรนิรโทษกรรมสากล ประเทศมาเลเซีย และได้เชิญนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมมาพูดคุยเรื่องคำร้องที่ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในนามของเหยื่อจากการสังหารหมู่ผู้ชุมนุมในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 และในเช้าตรู่วันนี้ในออสเตรเลีย นายอัมสเตอร์ดัมให้สัมภาษณ์นาย Liam Cochrane จากสถานีวิทยุข่าวเอบีซี ออสเตรเลียเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว

ในย่อหน้าถัดไป เราได้ถอดความบทสัมภาษณ์บางส่วน โดยความเข้าใจผิดที่สำคัญคือ นิทานโกหกที่องค์กรนิรโทษกรรมตัดสินในบนหลักของความเป็นกลาง ซึ่งถูกกุขึ้นโดยหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์อย่างเห็นได้ชัด (เป็นเรื่องที่แน่อยู่แล้ว) เรื่องจริงคือ พวกเขา[องค์กรนิรโทษกรรมสากล]ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของรัฐอย่างชัดเจน โดยทำงานเพื่อปกป้องบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบการสังหารจากการเสวนาถกเถียงเรื่องที่พวกเขาอาจต้องรับผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ มันไม่ใช่การ “ยืนดูอยู่ห่างๆ” เมื่อองค์กรนิรโทษกรรมทำงานอย่างหนักเพื่อยกการเสวนาที่พวกเขาเห็นว่าไม่น่าพอใจ แต่เป็นการกระทำที่รัฐบาลอยากให้องค์กรนิรโทษกรรมทำต่างหาก ตามที่นายอัมสเตอร์ดัมได้พูดอย่างชัดเจนข้างล่างว่า การจัดงานเสวนานั้นห่างไกลจาก “การสนับสนุน” หรือเป็น“แถลงการณ์ที่เอื้อประโยชน์” ต่อจุดยืนของคนเสื้อแดงในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงเล็กน้อยที่ว่า องค์กรนิรโทษกรรมใช้เวลารับฟังว่าเหยื่อจะพูดอะไรบ้าง พิจารณาหลักฐาน ข้อเท็จจริงและคำให้การที่ถูกรวบรวม (ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ให้การที่กล้าหาญต้องเสียงภัยต่อชีวิตส่วนตัว) ห่างไกลจากการที่องค์กรตัดสินใจแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ในอดีต เราทำงานในหลายประเทศ และรู้ว่ามันอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี ในการประชุม พูดคุย เสวนา และการถกเถียงร่วมกันหลายครั้งกับองค์กรนิรโทษกรรม และองค์กรเอ็นจีโอที่สำคัญอื่นๆ ก่อนจะมีการเผยแพร่แถลงการณ์อิสระขององค์กรนั้น แต่ตามที่เราเห็นข้างล่าง ปัญหาที่เกิดในประเทศไทยไม่ใช่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในมาเลเชีย แต่เป็นเรื่องของความน่าผิดหวังในท่าทีขององค์กรที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

จากเอบีซี:

“ผมขอพูดอย่างชัดเจนว่า ผมไม่ได้กล่าวหาอะไรเลย พวกเขายกเลิกการเสวนา และหลังจากนั้นก็ออกแถลงการณ์ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับคำร้อง[คำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ]และชัดเจนว่าคนที่ยกเลิกการเสวนาไม่ได้แม้แต่จะอ่านคำร้องเลย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวกับเอเบีซี “ดังนั้นผมขอบอกคุณตรงๆว่า การที่องค์กรสิทธิมนุษยชนชนยกเลิกการเสวนา ซึ่งไม่ใช่การเสวนาที่แสดงการสนับสนุนนะ เป็นแค่การเสวนาเฉยๆ ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ทุเรศ ไม่ใช่เพราะเรื่องของผมนะ แต่ผมมองว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนควรสนับสนุนเสรีภาพทางการพูดและการเสวนา ผมคิดว่าเหตุผลที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยคือ การที่องค์กรนิรโทษกรรมไม่พูดต่อต้านอย่างจริงจังเกี่ยวกับการที่รัฐบาลใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง และผมคิดว่านี่คือ สาเหตุที่ทำให้เป็นปัญหาในไทย ผมไม่คิดว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งเกิดขึ้นในมาเลเซียมากนัก”

“ข้ออ้างที่องค์กรนิรโทษกรรมยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างจอมปลอมและไม่สมเหตุสมผล” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวกับเอบีซีหลังจากนั้น “ผมคิดว่าหากมีนักโทษทางการเมือง คุณควรจะต้องพูดอะไรซักอย่างถ้าคุณเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน ไม่อย่างนั้นคุณก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และผมคิดว่าปัญหาของนายเบน ซาแวคกี้ในไทยคือเขากลายเป็นผู้สมรู้ร่วมในประเด็นเรื่องกฎหมายมาตรา 112 โดยมีสองประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ เมื่อคุณทำงานกับองค์กรสิทธิมนุษยชน คุณต้องต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนไม่ว่าคุณจะอยู่ที่นิวยอร์ค หรือมอสโคว์ หรือปักกิ่ง จุดยืนของนายซาแวคกี้ เรื่องมาตรา 112  เป็นเรื่องที่น่าอับอาย”

“พูดตรงๆเลยนะ หากคุณมองข้ามประเด็นเรื่องเสื้อแดงและเสื้อเหลือง” นายอัมสเตอร์กล่าวต่อว่า “เมื่อคุณพูดถึงการดำเนินคดีมาตรา112  คุณพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานมากๆ ที่รับรองเอาในไอซีซีพี่อาร์ ขององค์การสหประชาชาติ และเป็นสิทธิไม่มีใครสามารถพรากเอาไปได้ นั้นคือหากคุณเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน และร่วมลงนามในหลักการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ คุณมีพันธะทางกฎหมายที่จะต้องสนับสนุนหลักการดังกล่าวไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ดังนั้นหากองค์กรนิรโทษกรรมเพิกเฉยต่อหลักการดังกล่าว ก็ไม่สมควรจะเรียกตัวเองว่าองค์กรสิทธิมนุษยชน”

30
เม.ย.

ทนายแดงชี้ภัยรัฐประหารยุคใหม่

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNVE13TURRMU5BPT0%3D&sectionid=TURNd05BPT0%3D&day=TWpBeE1TMHdOQzB6TUE9PQ%3D%3D

ทนายแดงชี้ภัยรัฐประหารยุคใหม่

คอลัมน์ รายงานพิเศษ
หมายเหตุ: นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายเสื้อแดง เขียนบทความ “ภัยรัฐประหารยุคใหม่” ระบุถึงสถานการณ์ในไทยขณะที่กำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

ช่วง ที่จอภาพโทรทัศน์ทั่วประเทศไทยต้องดับวูบลงเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2554 ด้วยสาเหตุที่ดูเหมือนเป็นความขัดข้องทางเทคนิคที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของ ดาวเทียมไทยคม ตอนนั้นมีชาวไทยนับล้านคนพากันคิดถึงภาพรถถังที่เคลื่อนเข้าคุมกำลังใน กรุงเทพฯ เสียงปืน และเสียงเพลงปลุกใจรักชาติ

จากนั้น เกิดการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา มีผู้เสียชีวิตสองฝ่าย ในเวลาเดียวกับที่รัฐบาลเคลื่อนไหวปิดสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง 13 สถานี

ทุกสัญญาณนี้ทำให้มองได้ว่ารัฐบาลอาจเตรียมการแทรกแซงการเลือกตั้ง

ข่าวลือเรื่องรัฐประหาร ที่กำลังครอบงำกระบวนการทางการเมืองในกรุงเทพฯไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่ประชาชนกลับมีความเคยชินต่อกระแสข่าวลือเช่นว่านั้น

หลังจากที่ไทยต้องเผชิญกับการทำรัฐประหารไม่น้อยกว่า 18 ครั้ง ในช่วงเจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยจึงปรับสภาพตัวเองจนเคยชินกับการทำรัฐประหาร และยอมรับการรัฐประหารซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ประจำวัน แทนที่จะมองว่าการกระทำรัฐประหารเป็นกระบวนการทำลายล้างประเทศ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในประเทศโลกที่สาม

Read moreRead more