อำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีกับกรณีการถือสองสัญชาติของผู้นำทหารอิสราเอล
แปลจากบทความ Fighting Dirty In Israel โดย Dan Ephron จากนิตยสารนิวส์วีค ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551
หัวหน้าอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ นาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ (Luis Moreno-Ocampo) พยายามหลีกเลี่ยงทำคดีที่เป็นที่โต้แย้ง โดยเขาหวังว่าจะหยุดความกลัวของอเมริการที่มองว่าศาลไอซีซีจะถูกใช้เป็นเครื่องมื่อทางการเมืองเพื่อแก้แค้นกันของฝ่ายต่างๆ นั้นคือสาเหตุว่าเหตุใดถึงจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ขณะนี้นาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ จะพิจารณาทำการสอบสวนพันโทสำรอง เดวิด เบนจามิน นายทหารจากกองทัพอิสราเอลว่าได้กระทำผิดอาชญากรรมสงครามในระหว่างแคมเปญกาซ่าเมื่อต้นปีนี้หรือไม่ ประเทศอิสราเอลมิได้ลงสัตยาบรรณต่อสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ดังนั้นคดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของนาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ แต่ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย อัยการบอกนิวส์วีคว่า เขาเชื่อว่า เขามีอำนาจเพียงพอในการดำเนินการสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากเบนจามินถือสองสัญชาติ คือสัญชาติอิสราเอลและแอฟฟริกาใต้ โดยประเทศหลังได้ลงนามในสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ซึ่งทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว
อาจเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์รายละเอียดคดี เบนจามินบอกนิวส์วีคว่าเขาอยู่นอกประเทศในระหว่างการปฏิบัติการกาซ่าเกือบทั้งหมดและไม่ได้มีบทบาทในการวางแผนแต่อย่างใด แต่ประเด็นเรื่องสองสัญชาติอาจถือเป็นบรรทัดฐานที่เป็นภัยต่อทั้งประเทศอิสราเอลและประเทศสหรัฐอเมริกา สองประเทศไม่ยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของศาลไอซีซีได้ หากศาลสามารถสอบสวนคนอิสราเอลเพราะการถือสัญชาติแอฟฟริกาใต้ได้ แล้วทำไมจะไม่สามารถสอบสวนคนอเมริกันที่ถือสัญญาติเม็กซิโกได้? “การสัณนิษฐานดังกล่าวต่อกรณีของประเทศสหรัฐอาจมีเกิดปัญหาได้” นายไมเคิล นิวตัน ศาสตราจารย์กฎหมายระหว่าประเทศจากมหาวิทยาลัย Vanderbilt กล่าว แต่จนถึงขณะนี้ดูจะเป็นปัญหาต่อศาลที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวมากกว่า ในการต่อสู้เพื่อจัดตั้งความชอบด้วยกฎหมายในกรณีดังกล่าว
ฟรีดอมเฮาส์และนักข่าวไร้พรหมแดนระบุสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้น
รายงานล่าสุดขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังเป็นสาเหตุทำให้รายงานสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมกราคมจากองค์กรระหว่างประเทศองค์กรใหญ่ไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย รายงาน “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์และรายงาน“การจัดลำดับเสรีภาพสื่อ”ของนักข่าวไร้พรหมแดนทำให้เห็นทิศทางที่ค่อนข้างแตกต่างเกี่ยวกับประเทศไทยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์อ้างอย่างไร้สาระว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลใดๆต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
นักข่าวไร้พรหมแดนจัดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยให้อยู่ในลำดับที่ 137 ในความเป็นจริง การได้รับลำดับอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงเป็นเวลาอีกนานก่อนที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศเสรี หรือกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ในอีกแง่หนึ่ง นักข่าวไร้พรหมแดนได้ยืนยันว่ามีเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 153 จากการสำรวจทุกประเทศในโลก และลำดับที่ลดลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551 ได้หยุดนิ่งลง
และยังพบว่าประเทศไทยมีการพัฒนาในรูปแบบเดียวกันจากการจัดลำดับ “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ที่เน้นในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางพลเรือนอย่างกว้าง ในปีที่แล้ว (และปีก่อนหน้านี้) ประเทศไทยได้รับ 5 คะแนนในด้าน “สิทธิทางการเมือง” และได้รับ 4 คะแนนด้าน “สิทธิพลเรือน” ( โดยมีเกณฑ์การวัดที่คะแนนสูงสุดคือ 1 และอย่ที่สุดคือ 7) และโดยรวมแล้วประเทศไทยถูดจัดให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” ในรายงานฉบับนี้ แต่คะแนนด้านสิทธิทางการเมืองดีขึ้น โดยได้ 4คะแนน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้ฟื้นฟูสถานภาพของ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” อีกครั้ง ซึ่งหายไปนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ปฏิเสธที่จะจัดให้ประเทศไทยมีสถานะ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” หลังจากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าไม่ “เป็นอิสระและยุติธรรม” แม้ว่าจะมีการปกครองโดยพลเรือนก็ตาม
การจัดลำดับของนักข่าวไร้พรหมแดนและองค์กรฟรีดอมเฮาส์แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกขัดขวางก็ตาม การพัฒนาเพียงเล็กน้อยการสำรวจจากสององค์กรจึงไม่ถือว่าน่าพึงพอใจหรือควรจะเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด รายงานทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกแต่งระหว่างรัฐบาลที่เลือกโดยทหารและรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชน ความแตกต่างนั้นคือ ประเทศไทยที่ถอยหลังลงคลองหรือประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้า
เรเชล เจคอบส์: ประชาธิปไตยและอุทกภัยในประเทศไทย
แปลจากบทความ Democracy and the Deluge in Thailand
แม้ในที่สุดมวลน้ำที่มากับลมมรสุมในประเทศไทยจะไหลลงกลับสู่แม่น้ำ และในปีนี้มีการประกาศให้พื้นที่ทั่วประเทศเป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยปกตินัก แต่พื้นที่ทางการเมืองยังคงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ วิกฤตการณ์ที่ยาวนานหลายเดือน และการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับจุดอ่อนของรัฐบาลไทย รายงานหลายฉบับบ้างก็ได้กล่าวโทษตัวบุคคล หรือไม่ก็เน้นไปถึงเรื่องปัญหาการคอร์รัปชั่นหรือการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไป แต่ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมคือ สถานภาพที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของกองทัพ ความกำกวมของบทบาทตามรัฐธรรมนูญของกองทัพ ทำให้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับชีวิตทางการเมืองมาทุกด้านมาอย่างช้านาน รวมถึงการทำรัฐประหารอย่างน้อย 20 ครั้งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา
ประเทศไทยต้องต่อสู้เพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยตั้งแต่การรัฐประหารกองทัพในปี 2549 และการใช้การช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นเครื่องมือทางการเมืองในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มคนที่ยังคงต้องการทำลายกระบวนการนี้ ในการประเมินสถานการณ์การเมืองการปกครองในประเทศไทยของฟรีดอมเฮาส์ครั้งล่าสุดปรากฎว่า ระดับความรับผิดของกองทัพที่มีต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนเทียบเท่ากับกองทัพจากประเทศจีน และสูงกว่ากองทัพจากประเทศเวเนซูเอล่าและจากประเทศที่เพิ่งจะมีการปฏิวัติประชาชนไปไม่นานอย่างตูนีเซียนิดหน่อย สัญญาณที่สื่อให้เห็นถึงอิทธิพลของกองทัพคือ สื่อภายในประเทศที่รายงานเรื่องน้ำท่วมยกย่องว่ากองทัพเป็นวีรบุรุษในภัยพิบัติน้ำท่วมและมีบทบาทของกองทัพในการปกป้องประเทศ บทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ช่วงวิกฤตน้ำท่วมอ้างว่า “มีเพียงกองทัพเท่านั้นที่เป็นห่วง” คนไทย ในขณะที่ “เอกสารที่รั่วไหลออกมา” ระบุว่านายทหารระดับสูงโทษว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกิดจากการที่นายกยิ่งลักษณ์ไม่มีความเด็ดขาดในการบริหาร
ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลให้คะแนนความนิยมของยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค จากผลการสำรวจล่าสุดของมหาวิยาลัยกรุงเทพระบุว่าประชาชนพึงพอใจการบริหารของยิ่งลักษณ์โดยรวม 4.98 จากคะแนนเต็ม 10 ในขณะที่เวลาเดียวกันในปีที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและเป็นคู่แข่งทางการเมืองได้คะแนน 5.17 ความพอใจในการบริหารของพรรคเพื่อไทยโดยรวมได้ 4.84 จากคะแนนเต็ม10 สูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้ 4.26 คะแนน
แม้ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างเรียบง่ายในช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม ซึ่งพรรคของยิ่งลักษณ์สามารถเอาชนะพรรคการเมืองที่นิยมทหารของนายอภิสิทธิ์ได้ แต่ดูเหมือนว่ากองทัพจะยังคงใช้วิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาสในการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การพุ่งความสนใจไปที่การอุทิศตนของกองทัพต่อเหยื่อน้ำท่วมยังเป็นการหันเหความสนใจไปจากการกระทำของกองทัพในอดีต เพื่อที่จะทำให้กลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีการสอบสวนการสังหารผู้ประท้วง 90 รายในปี 2553 ก่อนหน้านี้เปลี่ยนใจและหันมาสนับสนุนกองทัพ
ตลอดการการตอบโต้ กลุ่มนักข่าวหัวอนุรักษ์นิยมเขียนสนับสนุนความคิดที่ว่ากองทัพไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นผู้พิทักษ์อิสระที่เป็นหนี้บุญคุณต่อสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ข้ออ้างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากองทัพมีความจงรักภักดีกัยสถาบันกษัตริย์เป็นลำดับแรก และมักไม่สนใจการเลือกตั้งหรือสถาบันพลเรือน พวกเขาเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมือง โดยการละเมิดกฎหมาย ทำลาย หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแทนที่ฉบับเก่าโดยทหาร
การปกป้องและส่งเสริมสถาบันกษัตริย์ และโดยการกระทำดังกล่าว ทำให้แนวคิดที่ต่อต้านประชาธิปไตยของรัฐไทยที่ทหารสนับสนุนเพิ่มระดับไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา การลงโทษคนด้วยอาชญากรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นและหนักขึ้น คดีที่ได้รับความสนใจคือ คดีของชายสัญชาติอเมริกัน นายโจ กอร์ดอน ซึ่งถูกลงโทษจำคุกสองปีครึ่งในวันที่ 8 ธันวาคม เนื่องจากโพสต์คำแปลของหนังสือเรื่อง “The King Never Smiles” บนอินเตอร์เน็ตในขณะที่เขาอยู่ในอเมริกา หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยเนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นกษัตริย์ และอีกคดีคือ คดีที่ชายชราวัย 61 ปีถูกลงโทษจำคุก 20 ปี เพราะถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางมือถือที่มีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันสี่ข้อความ ไม่กี่วันหลังจากการพิจารณาคดี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือไซเบอร์ และประกาศว่าจะตามจับ “อาชญากรไซเบอร์” ที่ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์บนอินเตอร์เน็ตหนักขึ้น รัฐมนตรีกล่าวว่า “การเทิดทูนและปกป้องสถาบันกษัตริย์คือหน้าที่สำคัญของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงที่จะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์” การจัดวางความความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไว้เหนือสิทธิส่วนบุคคลไม่เพียงแต่ทำลายการพัฒนาทางประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการคุมขังคนอย่างไม่ยุติธรรม และสังหารคนโดยใช้ระบบศาลเตี้ยได้รับการละเว้นโทษ
การทำให้กองทัพต้องรับผิดต่อเจ้าหน้าที่พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นก้าวสำคัญที่จะต่อสู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นวงกว้าง และยกเลิกนโยบายรัฐที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยเอาเป็นเอาตาย เราไม่สงสัยเลยว่ามีทหารหลายนายในกองทัพที่ช่วยเหยื่อน้ำท่วมอย่างกล้าหาญ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเป็นกำแพงขวางกั้นความยุติธรรม เสรีภาพทางการแสดงออก หรืออำนาจทางการเมืองของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และผู้แทนที่พวกเขาเลือกมา
การแทรกแซงของกองทัพครั้งแล้วครั้งเล่าไม้ได้ทำให้เกิดการแก้ไขจุดบกพร่องของสถาบันประชาธิปไตย แต่กลับป้องกันสถาบันเหล่านั้นจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยับยั้งการจัดตั้งแบบแผนทั่วไปอย่างระบบการตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ไขตนเองอันจะทำให้รัฐบาลพัฒนาปรับปรุงตนเองตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ตราบใดที่กองทัพยังอ้างสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนหรือขับไล่เจ้าหน้าพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในนามของXXXXX มันจึงเรื่องเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพและสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสถานะที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ซึ่งหมายความว่า การยอมรับอำนาจพลเรือนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกองทัพในการป้องกันไม่ให้เกิดหายนะขึ้นอีกครั้ง
ประชาไท: ศาลสูงแคนาดาตัดสิน “การแปะลิงก์ไม่ใช่อาชญากรรม”
ที่มา: ประชาไท อ่านคำพิพากษาเต็มได้ที่นี่
ศาลสูงแคนาดาตัดสินว่า การแปะลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทไม่นับเป็นการสร้างเนื้อหาขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุ้มครองผู้แชร์ข้อมูลจากความรับผิด หากว่าเขาโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่ตั้งใจ
คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้มีสาเหตุจากการฟ้องร้องคดีของ เวย์น ครุกส์ เจ้าของบริษัทธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กล่าวหา จอน นิวตัน บล็อกเกอร์รายหนึ่งว่า ในโพสต์ของเขา มีลิงก์ซึ่งโยงไปสู่ข้อมูลหมิ่นประมาทครุกส์และพรรคกรีนของแคนาดา
ศาลลงความเห็นว่า การลิงก์หรืออ้างถึงข้อมูลหมิ่นประมาทนั้นไม่ได้หมายความว่าลิงก์หรือการอ้างอิงนั้นเป็นการหมิ่นประมาทในตัวมันเอง
“การสื่อสารบางสิ่งบางอย่างแตกต่างอย่างมากจากการเพียงสื่อสารว่าบางสิ่งมีอยู่จริงหรือที่ไหนที่มันอยู่” คำตัดสินยาว 72 หน้าระบุ “ อย่างแรกเกี่ยวกับการกระจายเนื้อหา และควบคุมทั้งเนื้อหา รวมถึงการเข้าถึงของผู้รับสาร ขณะที่อย่างหลังไม่ใช่ แม้ว่าจุดมุ่งหมายของผู้ที่อ้างอิงไปยังเนื้อหาหมิ่นประมาทจะคือการขยายวงผู้รับสาร แต่การมีส่วนร่วมของพวกเขาหรือเธอก็เป็นเพียงส่วนประกอบของผู้เริ่มเผยแพร่ ไม่ว่าจะอ้างถึงหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่ อ้างว่ามีเนื้อหาหมิ่นประมาทก็ถูกทำให้สาธารณะเข้าถึงได้ โดยผู้เผยแพร่คนแรกหรือการกระทำของผู้เผยแพร่อยู่แล้ว”
ศาลระบุว่า ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหาซึ่งผู้ที่โพสต์ลิงก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อหานั้นๆ ซึ่งในสหรัฐฯ กรณีเช่นนี้ เขาจะถูกกันออกจากความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น
“ข้อเท็จจริงที่ว่าการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นผ่านไฮเปอร์ลิงก์นั้นรวดเร็วกว่าเชิงอรรถ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ไฮเปอร์ลิงก์โดยตัวมันเองมีความเป็นกลางทางเนื้อหา มันไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ และไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือเนื้อหาที่มันอ้างถึง” คำตัดสินระบุ
ผู้พิพากษาตัดสินว่าไฮเปอร์ลิงก์ถูกใช้อย่างแพร่หลายและเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ต ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือ “การคุ้มครองไฮเปอร์ลิงก์และปกป้องคุณค่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในอินเทอร์เน็ต” (Protecting Hyperlinks and Preserving First Amendment Values on the Internet) ซึ่งเขียนโดยแอนจาลี ดาลัล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล
จากการอธิบายของดาลัล ศาลตัดสินว่า การจำกัดการใช้ไฮเปอร์ลิงก์จะสร้างความเสียหายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงออก
“โดยสรุป อินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถเอื้อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูล โดยปราศจากไฮเปอร์ลิงก์ การจำกัด คุณประโยชน์ของมัน โดย การทำตามกฎของสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม จะก่อให้เกิดการจำกัดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามมา” คำตัดสินระบุ ” ความน่ากลัวที่เป็นไปได้ของการทำหน้าที่ของอินเตอร์เน็ตอาจเป็นเรื่องที่เลวร้ายทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนบทความดั้งเดิม คงไม่อยากจะเสี่ยงในการรับผิดในการลิงก์เนื้อหาไปยังอีกบทความหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อาจควบคุมเนื้อหาที่สามารถเปลี่ยนไปมาได้”
ศาลตัดสินว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดสำหรับโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทคือ การค้นหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบกับการสร้างและควบคุมการกระทำที่ถูกกล่าวหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องผู้ที่เพียงแค่ลิงก์ไปที่เนื้อหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์คณะตุลาการจะเห็นตรงกันให้ยกฟ้องคดี แต่ตุลาการบางรายได้เสนอมุมมองที่ต่างออกไปว่าการไฮเปอร์ลิงก์อาจเป็นการทำซ้ำข้อมูลหมิ่นประมาท
หัวหน้าตุลาการ บีเวอร์ลีย์ แมคลาชลิน และตุลาการ มอร์ริช ฟิช ตัดสินว่า ไฮเปอร์ลิงก์อาจจะเป็นการหมิ่นประมาทได้ในบางคดี
“การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทผ่านไฮเปอร์ลิงก์ควรมีการลงความเห็นว่า ข้อความที่ระบุไปที่ลิงก์ดังกล่าวเลือกใช้หรือเห็นด้วยกับเนื้อหาที่ลิงก์ไปหรือไม่ ถ้าข้อความแสดงถึงความเห็นด้วยกับข้อความที่ลิงก์ไป เมื่อนั้น ผู้ที่แปะลิงก์ควรต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหมิ่นประมาทนั้น” คำตัดสินระบุ (ตัวเน้นตามต้นฉบับ) “จำเลยต้องเลือกใช้หรือเห็นชอบกับถ้อยคำหรือข้อความหมิ่นประมาท แค่การอ้างอิงไปที่เว็บนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น การลิงก์ของจำเลยซึ่งพิสูจน์แล้วว่าลิงก์ไปยังเว็บที่ไม่มีความผิด แต่ต่อมา มีเนื้อหาหมิ่นประมาท จึงไม่ต้องรับผิด”
ผู้สังเกตการณ์ในคดีนี้ประกอบด้วยสมาคมสิทธิเสรีภาพพลเมืองแคนาดา สหภาพนักเขียน องค์กรด้านสิทธิ องค์กรสื่อ และองค์กรด้านกฎหมายสื่อในแคนาดา
เมื่อบริษัทต่างชาติช่วยกัดดาฟี่กดขี่เสรีภาพของประชาชนชาวลิเบีย
บทย่อแปลจากบทความใน The Wall Street Journal
รายงานของนักข่าวจาก The Wall Street Journal นาย Alan Zibel เปิดเผยว่ารัฐบาลลิเบียได้นำเข้าเทคโนโลยีจากบริษัทในต่างชาติเพื่อสอดแนมกิจกรรมทางโลกอินเตอร์เน็ตของพลเรือน โดยการสอดแนมดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการปฏิวัติในโลกอาหรับที่เกิดขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อต้นปีนี้ เจ้าหน้าที่รัฐลิเบียได้พูดคุยกับบริษัท amesys และอีกหลายบริษัทรวมถึงบริษัทBoeing Co.’s Narus เพื่อเจรจาขอซื้อเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเพื่อสอดส่องกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตของลิเบีย
จากการเข้าตรวจสอบห้องปฏิบัติการสอนแนมที่ถูกปล่อยร้างของรัฐบาลโดย The Wall Street Journal ทำให้เห็นหลักฐานที่กระข่างชัดถึงความร่วมมือของบริษัทในต่างชาติในการช่วยกดขี่และคุกคามเสรีภาพของประชาชนชาวนลิเบียภายใต้การปกครองของพันเอกกัดดาฟี่ที่ยาวนานถึง 42 ปี ในห้องชั้นเก็บของใต้ดิน มีเอกสารเบิยเรียงรายกันเป็นชั้นๆ โดยเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตของประชาชนชาวลิเบีย นักกิจกรรมที่ต่อต้านกัดดาฟี่สองราย โดยรายแรกอาศัยอยู่ในลิเบีย อีกรายอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เวปไซต์ต่อต้านกัดดาฟี่ที่เป็นที่รู้จักกันดี รวมถึงบทสนทนาทางอีเมลล์ของนักกิจกรรมทั้งสองคนที่พูดคุยเรื่องหัวข้อที่นำไปอภิปรายบนเวปไซต์ดังกล่าว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามควบคุมกิจกรรมทางการสนทนาผ่านทางโปรมแกรมต่างๆเช่น Skype, Yahoo, Hotmail , Gmail การส่งข้อความทางอีเมลล์ เซ็นเซอร์วิดีโอทาง YouTube รวมถึงป้องกันไม่ให้ประชาชนใช้โปรแกรม proxy ในการพรางตัวทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
ศูนย์กลางการสอดส่องกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตเป็นองค์กรหลักองค์หนึ่งซึ่งเป็นเครื่องมือในการตรวจตราความปลอดภัย โดยกัดดาฟี่ตั้งขึ้นเพื่อใช้สอดส่องศัตรูของเขา ในปี 2552 บริษัท Amesys ได้ติดตั้งเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจจับข้อมูลขั้นสูง โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ลุกล้ำใช้ในการสอดแนมกิจกรรมทางโลกอินเตอร์เน็ตขั้นสูง
บริษัทเทคโนโลยีการสื่อวารของจีนที่ชื่อว่า ZTE Corp ได้ติดตั้งเทคโนโลยีในการสอดส่องกิจกรรมกรมทางอินเตอร์เน็ตให้รัฐบาลลิเบียด้วยเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ระบุว่า บริษัท Amesys และ ZTE เจรจาทำธุรกิจกับหน่วยรักษาความปลอดภัยหลายหน่วยของกัดดาฟี่ อย่างไรก็ตามโฆษกของบริษัท ZTE ได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในกรณีดังกล่าว
นอกจากนี้บริษัทขนาดเล็กในประเทศแอฟฟริกาใต้ที่ชื่อว่า VASTech SA Pty Ltd ยังได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อดักฟังกิจกรรมทางโทรศัพท์จากต่างประเทศที่โทรเข้าออกภายในประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ตามคำให้การของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวและThe Wall Street Journal บริษัท VASTech ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าวเนื่องจากเป็นความลับทางสัญญา
ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในศูนย์สอดแนมกิจรรมทางอินเตอร์เน็ตกี่รายหรือปฏิบัติการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเป็นระยะเวลานานเท่าใด
ดังกล่าวได้สร้างความหวาดกลัวภายในประเทศ เมื่อสงครามกลางเมืองปะทุขึ้นในต้นปีนี้ กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านกัดดาฟี่บนท้องถนนต่างหวาดระแวงว่าพวกเขาจะถูกสอดแนมหรือจับกุมโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย เพราะทุกคนทราบดีว่ารัฐบาลมักดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ ในช่วงแรกของการรวมตัวประท้วงมักทำผ่านทางการใช้โปรมแกรม Skype ซึ่งนักกิจกรรมมองว่าปลอดภัยกว่าโปรมแกรมสนทนาทางอินเตอร์เน็ต แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังรู้สึกหวาดกลัว
“เราอาจหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยหากไม่ระวังตัว” นักศึกษาอายุ 22 ปี ที่ช่วยจัดการชุมนุมขนาดใหญ่ที่สุดใกล้เมืองทริโอลี่กล่าวกับนักข่าวต่างชาติผ่านทาง Skype ก่อนจะลี้ภัยไปยังประเทศอียิปต์ และหลังจากนั้น ในวันที่ 1 มีนาคม ญาติของเพื่อนเขาระบุว่า เพื่อนของเขาถูกจับสี่ชั่วโมงหลังจากโทรหานักข่าวต่างชาติจากโทรศัพท์มือถือที่มีเครือข่ายในเมืองทริโปลี และไม่มีผู้ใดทราบแนชัดว่าหน่วยงานรักษาความมั่นคงหน่วยใดจับกุมเขาไป และยังไม่ทราบว่าชะตากรรมว่าตอนนี้เพื่อนของเขายังถูกคุมขังอยู่หรือไม่
ยิ่งลักษณ์สามารถสร้างความปรองดองในประเทศไทยได้ด้วย “ความจริง”
โดยเดวิด สตรัคฟัสส์ แปลจากบทความใน Wall Street Journal
หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในวันที่ 3 กรกฎาคม ว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้สร้างความประหลาดใจให้กับประเทศด้วยการสัญญาว่าจะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นี่คือกลยุทธ์ทางการเมืองอันอัจฉริยะที่ช่วยคลายความขุ่นข้องหมองใจของฝ่ายตรงข้าม และเพิ่มโอกาสของเสถียรภาพทางการเมือง
ผู้สนับสนุนนางสาวยิ่งลักษณ์มองคณะกรรมการชุดนี้อย่างเคลือบแคลง ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจนัก เพราะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งทั่วไป เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม ปี 2553 โดยให้เวลาสองปีในการทำหน้าที่สอบสวนและรายงานข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังของรัฐบาลและผู้สนับสนุนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีที่แล้ว โดยการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของรัฐบาลทำให้มีผู้เสียชีวิต 92 ราย และบาดเจ็บอีก 2,000 ราย
ทั้งคนเสื้อแดง นักวิชาการ และนักกิจกรรมหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า คณะกรรมการอาจจะไม่มีความเป็นกลางและจะปกปิดถึงสาเหตุที่แท้จริงของความรุนแรง พวกเขาเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งทหารให้ใช้กำลังอย่างรุนแรงต่อผู้ชุมนุมมือเปล่าจำนวนมาก ความกลัวนี้ดูเหมือนว่าจะถูกตอกย้ำเมื่อนายคณิต ณ นคร ประธานคอป.ซึ่งแต่งตั้งขึ้นมาได้ไม่นาน กล่าวเมื่อปีที่แล้วว่าเป้าหมายแรกของคณะกรรมการคือการให้อภัยมากกว่าการค้นหาความจริง นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักวิชาการได้ตั้งข้อสงสัยในช่วงนั้นว่า “ความจริงโดยปราศจากความยุติธรรมจะเพียงพอต่อการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองหรือไม่”
การทำงานของคอป.คือส่วนหนึ่งส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อันบกพรองอย่างลึกซึ้งในเรื่อง “การปรองดอง”ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ คนเสื้อแดงนับร้อยคนต้องทนทรมานอยู่ในคุกอย่างยาวนานหลายเดือน และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ คนเสื้อแดงและนักกิจกรรมมากกว่า 60 รายยังคงถูกคุมขังโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว
คนเสื้อแดงได้วางหลักการอย่างรวดเร็วว่า ประเทศไทยจะไม่สามารถกลับมาปรองดองได้จนกว่าเหยื่อจากเหตุการณ์ปีที่แล้วจะได้รับความเป็นธรรม โดยในการชุมนุมมีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องว่า “ไม่มีการปรองดองสมานฉันท์ใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความยุติธรรม”
ตอนนี้ คำถามคือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับการปรองดองจะประสบความสำเร็จมากกว่าหรือไม่ พรรคเพื่อไทยของนางสาวยิ่งลักษณ์ในความสำคัญในประเด็นเรื่องความปรองดองไม่กี่อาทิตย์สุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และคำพูดโน้มน้าวดังกล่าวทำให้พรรคชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าต้องมีการปรองดองที่สามารถทุกฝ่ายที่มีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันสามารถยอมรับ หรืออย่างน้อยต้องสามารถอดทนอดกลั้น [ต่อการปรองดอง] ได้
คำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุนการทำงานของคอป.ของนางสาวยิ่งลักษณ์ เกิดขึ้นพร้อมกับความกลัวของหลายคนว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยอาจส่งผลให้รัฐบาลใหม่นิรโทษกรรมให้กับทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่ชายของนางสาวยิ่งลักษณ์และอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกถอดถอนโดยรัฐประหารในปี 2549 แต่นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “ดิฉันต้องการเห็นคณะกรรมการทำงานอย่างอิสระเต็มที่” และยืนยันว่ารายงานคำแนะนำของคอป.ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องนิรโทษกรรม
คำพูดของยิ่งลักษณ์เบี่ยงเบนความสนใจเรื่องการปรองดองโดยการนิรโทษกรรมไปสู่การค้นหาความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องจริงที่การปรองดองไม่อาจเกิดได้ หากปราศจากความยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกันความยุติธรรมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความจริง อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยความจริงฟังดูเหมือนจะง่ายในประเทศไทย ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเดือนตุลาคม ปี 2519 หรือการตายของประชาชนในการสลายการชุมนุมนองเลือดของทหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 ไม่เคยได้รับการเปิดเผย
การปกปิดความจริงทางประวัติศาสตร์ทำให้วัฒนธรรมที่ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดกลายเป็นอมตะ ไม่มีหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ก่อการสำเร็จคนไหนถูกดำเนินคดีในศาลในข้อหาล้มล้างรัฐบาลหรือยิงผู้ชุมนุม ดังนั้น หลังจากรัฐประหารปี 2549 รัฐบาลจึงสามารถใช้กฎอัยการศึกและอำนาจฉุกเฉินอย่างมัวเมา ซึ่งกัดกร่อนหลักนิติรัฐ
ตามมาด้วยการขัดขวางเสรีภาพการแสดงออก ตามการจัดลำดับเสรีภาพสื่อของนักข่าวไร้พรมแดน ประเทศไทยถูกเลื่อนจากอันดับ 54 ในปี 2547 ให้อยู่ในลำดับที่ 153 จาก 178 ประทศทั่วโลกในปี 2553 สิทธิมนุษยชนในประเทศถูกทำลายในหลายปีที่ผ่านมา
แล้วเช่นนั้นพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ในเรื่องการปรองดอง? ประการแรกและที่สำคัญที่สุดคือ นางสาวยิ่งลักษณ์จะต้องหาทางที่จะส่งเสริมความพยายามของคอป.โดยไม่กำหนดวาระการทำงานของคอป. รัฐบาลใหม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยให้อำนาจคอป.มากขึ้น เช่น อำนาจที่จะเรียกเจ้าหน้าที่รัฐและทหารมาให้ปากคำ
คณะกรรมการได้ทำงานเพื่อปล่อยคนเสื้อแดงที่ยังคงถูกคุมขังแล้ว และยังระบุในเอกสารชั่วคราวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ถ้าหากคอป.ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สามารถคร่ำครวญอย่างน่ารังเกียจได้เลย เพราะพวกเขาเป็นคนจัดตั้งคอป.ตั้งแต่แรก
ประการที่สองคือ พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องหยุดพูดถึงเรื่องนิรโทษก่อนจนกว่า คอป.จะตีพิมพ์รายงานสุดท้ายในเดือนกรกฎาคมปีหน้า การถอดประเด็นเรื่องนิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของคอป.อย่างชาญฉลาด นางสาวยิ่งลักษณ์อาจจะทำลายความน่าเชื่อถือการตัดสินใจดังกล่าว โดยจัดตั้งกระบวนการพิจารณาประเด็นนิรโทษกรรมแยกต่างหาก โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมพี่ชายของเธอ การพูดคุยเรื่องดังกล่าวจะทำให้ความพยายามขององค์กรอื่นหยุดชะงักและขาดความชอบธรรม อาทิเช่น ศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ดำเนินการค้นหาความจริงจากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว
ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยจำเป็นที่จะต้องอดทนต่อความอยากแก้แค้น แทนที่จะดำเนินตามรูปแบบเดิมที่ เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มใหม่ขึ้นสู่อำนาจก็มักจะจะปิดสื่อที่พิพากษ์วิจารณ์ตนเองอย่างรุนแรง นางสาวยิ่งลักษณ์จำเป็นที่จะต้องทำงานกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเสรีภาพสื่อ
ประการสุดท้าย รัฐบาลใหม่ควรจะกำหนดวาระของพันธกรณีที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม สร้างความแข็งแกร่งให้กับสิทธิทางรัฐธรรมนูญ รวมถึงทำงานร่วมกับสหประชาชาติเพื่อให้หลักการเหล่านี้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานนานาชาติ ในขณะที่รัฐบาลใหม่สัญญาที่จะสร้างโครงการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ รัฐบาลจำเป็นต้องประกันว่าสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนั้นได้รับการเคารพ
รัฐบาลใหม่สามารถฟื้นฟูภาพลักษณ์ในเวทีโลกโดยการการปกป้องสนับสนุนสิทธิมนุษยชนนั้น พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงเปิดเผยความอ่อนแอและลดความขุ่นข้องหมองใจในกลุ่มนักวิพากษ์วิจารณ์ ผลักดันการปรองดอง และเริ่มนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่เต็มใบ
อัมสเตอร์ดัม: จุดยืนขององค์กรนิรโทษกรรมสากลต่อเหตุการณ์ในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าละอาย” และ “น่าสะอิดสะเอียน”
หลายวันหลังจากการวิพากษ์วิจารณ์และตอบโต้ถ้อยคำแถลงการณ์ของนายแบนจามิน ซาแวคกี้ นักวิจัยจากสำนักงานเลขานุการ องค์กรนิรโทษกรรม เรื่องที่องค์กรยกเลิกงานเสวนาอย่างกะทันหันเป็นจำนวนมาก ซึ่งงานเสวนาดังกล่าวจัดโดยองค์กรนิรโทษกรรมสากล ประเทศมาเลเซีย และได้เชิญนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมมาพูดคุยเรื่องคำร้องที่ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในนามของเหยื่อจากการสังหารหมู่ผู้ชุมนุมในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 และในเช้าตรู่วันนี้ในออสเตรเลีย นายอัมสเตอร์ดัมให้สัมภาษณ์นาย Liam Cochrane จากสถานีวิทยุข่าวเอบีซี ออสเตรเลียเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว
ในย่อหน้าถัดไป เราได้ถอดความบทสัมภาษณ์บางส่วน โดยความเข้าใจผิดที่สำคัญคือ นิทานโกหกที่องค์กรนิรโทษกรรมตัดสินในบนหลักของความเป็นกลาง ซึ่งถูกกุขึ้นโดยหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์อย่างเห็นได้ชัด (เป็นเรื่องที่แน่อยู่แล้ว) เรื่องจริงคือ พวกเขา[องค์กรนิรโทษกรรมสากล]ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของรัฐอย่างชัดเจน โดยทำงานเพื่อปกป้องบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบการสังหารจากการเสวนาถกเถียงเรื่องที่พวกเขาอาจต้องรับผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ มันไม่ใช่การ “ยืนดูอยู่ห่างๆ” เมื่อองค์กรนิรโทษกรรมทำงานอย่างหนักเพื่อยกการเสวนาที่พวกเขาเห็นว่าไม่น่าพอใจ แต่เป็นการกระทำที่รัฐบาลอยากให้องค์กรนิรโทษกรรมทำต่างหาก ตามที่นายอัมสเตอร์ดัมได้พูดอย่างชัดเจนข้างล่างว่า การจัดงานเสวนานั้นห่างไกลจาก “การสนับสนุน” หรือเป็น“แถลงการณ์ที่เอื้อประโยชน์” ต่อจุดยืนของคนเสื้อแดงในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงเล็กน้อยที่ว่า องค์กรนิรโทษกรรมใช้เวลารับฟังว่าเหยื่อจะพูดอะไรบ้าง พิจารณาหลักฐาน ข้อเท็จจริงและคำให้การที่ถูกรวบรวม (ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ให้การที่กล้าหาญต้องเสียงภัยต่อชีวิตส่วนตัว) ห่างไกลจากการที่องค์กรตัดสินใจแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ในอดีต เราทำงานในหลายประเทศ และรู้ว่ามันอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี ในการประชุม พูดคุย เสวนา และการถกเถียงร่วมกันหลายครั้งกับองค์กรนิรโทษกรรม และองค์กรเอ็นจีโอที่สำคัญอื่นๆ ก่อนจะมีการเผยแพร่แถลงการณ์อิสระขององค์กรนั้น แต่ตามที่เราเห็นข้างล่าง ปัญหาที่เกิดในประเทศไทยไม่ใช่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในมาเลเชีย แต่เป็นเรื่องของความน่าผิดหวังในท่าทีขององค์กรที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
จากเอบีซี:
“ผมขอพูดอย่างชัดเจนว่า ผมไม่ได้กล่าวหาอะไรเลย พวกเขายกเลิกการเสวนา และหลังจากนั้นก็ออกแถลงการณ์ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับคำร้อง[คำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ]และชัดเจนว่าคนที่ยกเลิกการเสวนาไม่ได้แม้แต่จะอ่านคำร้องเลย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวกับเอเบีซี “ดังนั้นผมขอบอกคุณตรงๆว่า การที่องค์กรสิทธิมนุษยชนชนยกเลิกการเสวนา ซึ่งไม่ใช่การเสวนาที่แสดงการสนับสนุนนะ เป็นแค่การเสวนาเฉยๆ ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ทุเรศ ไม่ใช่เพราะเรื่องของผมนะ แต่ผมมองว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนควรสนับสนุนเสรีภาพทางการพูดและการเสวนา ผมคิดว่าเหตุผลที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยคือ การที่องค์กรนิรโทษกรรมไม่พูดต่อต้านอย่างจริงจังเกี่ยวกับการที่รัฐบาลใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง และผมคิดว่านี่คือ สาเหตุที่ทำให้เป็นปัญหาในไทย ผมไม่คิดว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งเกิดขึ้นในมาเลเซียมากนัก”
“ข้ออ้างที่องค์กรนิรโทษกรรมยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างจอมปลอมและไม่สมเหตุสมผล” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวกับเอบีซีหลังจากนั้น “ผมคิดว่าหากมีนักโทษทางการเมือง คุณควรจะต้องพูดอะไรซักอย่างถ้าคุณเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน ไม่อย่างนั้นคุณก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และผมคิดว่าปัญหาของนายเบน ซาแวคกี้ในไทยคือเขากลายเป็นผู้สมรู้ร่วมในประเด็นเรื่องกฎหมายมาตรา 112 โดยมีสองประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ เมื่อคุณทำงานกับองค์กรสิทธิมนุษยชน คุณต้องต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนไม่ว่าคุณจะอยู่ที่นิวยอร์ค หรือมอสโคว์ หรือปักกิ่ง จุดยืนของนายซาแวคกี้ เรื่องมาตรา 112 เป็นเรื่องที่น่าอับอาย”
“พูดตรงๆเลยนะ หากคุณมองข้ามประเด็นเรื่องเสื้อแดงและเสื้อเหลือง” นายอัมสเตอร์กล่าวต่อว่า “เมื่อคุณพูดถึงการดำเนินคดีมาตรา112 คุณพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานมากๆ ที่รับรองเอาในไอซีซีพี่อาร์ ขององค์การสหประชาชาติ และเป็นสิทธิไม่มีใครสามารถพรากเอาไปได้ นั้นคือหากคุณเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน และร่วมลงนามในหลักการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ คุณมีพันธะทางกฎหมายที่จะต้องสนับสนุนหลักการดังกล่าวไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ดังนั้นหากองค์กรนิรโทษกรรมเพิกเฉยต่อหลักการดังกล่าว ก็ไม่สมควรจะเรียกตัวเองว่าองค์กรสิทธิมนุษยชน”
ทนายแดงชี้ภัยรัฐประหารยุคใหม่
ทนายแดงชี้ภัยรัฐประหารยุคใหม่
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
หมายเหตุ: นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายเสื้อแดง เขียนบทความ “ภัยรัฐประหารยุคใหม่” ระบุถึงสถานการณ์ในไทยขณะที่กำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
![]() |
ช่วง ที่จอภาพโทรทัศน์ทั่วประเทศไทยต้องดับวูบลงเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2554 ด้วยสาเหตุที่ดูเหมือนเป็นความขัดข้องทางเทคนิคที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของ ดาวเทียมไทยคม ตอนนั้นมีชาวไทยนับล้านคนพากันคิดถึงภาพรถถังที่เคลื่อนเข้าคุมกำลังใน กรุงเทพฯ เสียงปืน และเสียงเพลงปลุกใจรักชาติ
จากนั้น เกิดการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา มีผู้เสียชีวิตสองฝ่าย ในเวลาเดียวกับที่รัฐบาลเคลื่อนไหวปิดสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง 13 สถานี
ทุกสัญญาณนี้ทำให้มองได้ว่ารัฐบาลอาจเตรียมการแทรกแซงการเลือกตั้ง
ข่าวลือเรื่องรัฐประหาร ที่กำลังครอบงำกระบวนการทางการเมืองในกรุงเทพฯไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่ประชาชนกลับมีความเคยชินต่อกระแสข่าวลือเช่นว่านั้น
หลังจากที่ไทยต้องเผชิญกับการทำรัฐประหารไม่น้อยกว่า 18 ครั้ง ในช่วงเจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยจึงปรับสภาพตัวเองจนเคยชินกับการทำรัฐประหาร และยอมรับการรัฐประหารซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ประจำวัน แทนที่จะมองว่าการกระทำรัฐประหารเป็นกระบวนการทำลายล้างประเทศ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในประเทศโลกที่สาม
โรเบิร์ตเตือนโลกจับตามองกองทัพไทย
อัมสเตอร์ดัมดักคอปฏิวัติ
ด้าน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ให้สัมภาษณ์ว่า จากข่าวลือเรื่องการปฏิวัติที่สะพัดไปทั่วนั้น ตนภาวนาว่าจะไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทย และต้องการจะบอกกับผู้ที่คิดจะทำเรื่องนี้ว่าอย่าได้คิดว่าการรัฐประหารจะ ทำให้เกิดการนิรโทษกรรมใดๆ ได้ เพราะมีแต่จะกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมบานปลายออกไปอีก เศรษฐกิจของประเทศจะเสียหายใหญ่หลวง และขอย้ำว่า “โลกกำลังจับตามองอยู่” จึงขอเรียกร้องให้ผู้นำทหารหยุดพูดในเรื่องที่ข่มเหงประชาชน
รอยเตอร์และนักข่าวไร้พรมแดนประนามรัฐบาลไทยกรณีการสอบสวนคดีนักข่าวญี่ปุ่น
นายฮิโร มูราโมโต นักข่าวช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น วัย 43 ปี ถูกส่งไปทำข่าวคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครปี 2553 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ดังกล่าวจบลงด้วยเหตุการณ์นองเลือดสังหารหมู่โดยการใช้กำลังของรัฐบาล ไม่นานก่อนเวลา 9:00 นาฬิกา ของวันที่ 10 เมษายน 2553 วันแรกของการสังหารหมู่ผู้ชุมนุม นายมูราโมโตถ่ายภาพวิดีโออยู่ฝั่งทหารบนถนนดินก่อนที่จะย้ายไปฝั่งคนเสื้อแดงเพื่อจะบันทึกภาพการปะทะ นายมูราโมโตถูกยิงด้วยกระสุนปืนซึ่งคาดว่าเป็นของพลซุ่มยิงเข้าที่รักแร้ซ้ายทะลุผ่านหลัง เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที แต่เสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดเป็นจำนวนมากจากบาดแผลกระสุนปืน ต้นฉบับรายงานการสอบสวนการเสียชีวิตของรอยเตอร์ระบุว่า “[มูราโมโต] ถูกยิงจากระดับถนน ด้วยกระสุนความเร็วสูง และถูกยิงในขณะที่ยืนอยู่ระหว่างฝั่งทหารและกลุ่มคนเสื้อแดง” หากพิจารณาการสอบสวนของเราและคำให้การของผู้เชี่ยวชาญและพยานจากกองทัพในคำร้องที่ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อขอให้เริ่มการไต่สวนเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่ามีมูลเหตุที่สำคัญทำให้เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยอาจจะมีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหารนี้
หลายคนวิจารณ์และชี้ว่าผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐไทยเป็นการเย้ยหยันที่เลวร้ายต่อกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการทำการสอบสวนอย่างรวดเร็ว การนำเสนอข้อมูลเท็จ เจตนาทำให้การสอบสวนล่าช้า และจงใจสร้างกระบวนการเพื่อการันตีว่าจะไม่ต้องมีผู้ใดรับผิดต่อการเสียชีวิตของนายมูราโมโต ต้นเดือนมีนาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษไทยประกาศโดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า พวกเขาเปลี่ยนข้อสรุปในผลการสอบสวนก่อนหน้านี้เรื่องการเสียชีวิตของนายมูราโมโต โดยระบุว่ากระสุนที่สังหารมูราโมโตอาจมาจากฝั่งทหาร แต่หลังจากนั้น เมื่อวานนี้ อธิบดีดีเอสไอ นายธาริจ เพ็งดิษฐ์ ประกาศข้อสรุปที่ไม่เป็นระเบียบและหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “เราจะเป็นต้องสรุปในตอนนี้ว่ากองกำลังของรัฐบาลไม่ได้สังหารนายมูราโมโต จนกว่ามีหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น”
มีบทเรียนสำคัญสองประการจากท่าทีที่ไม่น่าเชื่อถือของดีเอสในคดีมูราโมโต ประการแรก หากพิจารณาถึงน้ำหนักความสำคัญทางการทูตที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแบกรับในกรณีที่พลเมืองของตนถูกสังหาร และการที่ญี่ปุ่นลงทุนทางธุรกิจอย่างมหาศาลในประเทศไทยแล้ว คนทั่วไปอาจทึกทักว่าคดีนี้น่าจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษและถูกพิจารณาอย่างเร่งด่วน แต่ตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่รัฐไทยกลับพยายามปัดความรับผิดชอบและล้มเหลวที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวน แล้วอย่างนี้ เราคิดว่ารัฐบาลไทยจะสอบสวนคดีการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงธรรมดาคนอื่นอย่างไร? ประการที่สอง การกระทำของดีเอสไอที่ชี้นำการสอบสวนแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เหยื่อจากการกระทำรุนแรงอันน่าสยดสยองไม่สามารถคาดหวังได้ตามสมควรต่อกระบวนการตุลาการภายใต้การบริหารงานที่ไม่ความเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมาร์ค อภิสิทธิ์ ที่จะสอบสวนอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเป็นธรรมและเป็นอิสระ ความจำเป็นที่องค์กรตุลาการระหว่างประเทศจะเข้ามาทำการสอบสวนเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถโต้แย้งได้ในจุดนี้
สื่อญี่ปุ่นอ้างคำกล่าวของนายสตีเฟน เจ แอดเลอร์ บรรณาธิการใหญ่ของสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่ตอบโต้คำแถลงการณ์ที่ขี้ขลาดของนายธาริต ด้วยท่าทีที่ไม่เชื่อ รังเกลียด และเจ็บแค้นต่อคำแถลงดังกล่าวว่า “เมื่อไม่มีข้อสรุปการสอบสวน จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่าเดิมที่จะต้องมีความโปร่งใสในกระบวนการสอบสวนนี้ ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนทำการสอบสวนอย่างละเอียด เป็นธรรม และพิถีพิถัน” เขากล่าวเพิ่มว่า “ครอบครัวของนายมูราโมโตและเพื่อนร่วมงานที่รอยเตอร์มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าโศกนาถกรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครอยู่เบื้องหลัง”
นอกจากนี้ กลุ่มพิทักษ์เสรีภาพสื่อ นักข่าวไร้พรมแดนยังเรียกคำแถลงการณ์ครั้งล่าสุดว่า “ไม่น่าพอใจเป็นอย่างมาก”
นักข่าวไร้พรมแดนระบุว่ากรณีการสอบสวนของทางการเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักข่าวช่างภาพฮิโร มูราโมโตรที่เกิดขึ้นในระหว่างการปะทะระหว่างรัฐบาลและกลุ่มต่อต้านรัฐบาล “คนเสื้อแดง” ในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ว่า “ไม่น่าพอใจเป็นอย่างมาก”
หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์ ข้อสรุปเบื้องต้นที่ระบุว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้ยิงลูกกระสุนที่สังหารนายมูราโมโต นักข่าวรอยเตอร์ แสดงให้เห็นถึงความไม่เต็มใจที่จะสอบสวนเหตุการณ์การเสียชีวิตและระบุตัวบุคคลที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของมูราโมโต นักข่าวไร้พรมแดนกล่าว
มีการพลิกผลการสอบสวนหลายครั้ง ครั้งแรกมีการสรุปว่า ทหารอาจเป็นผู้ยิงกระสุนดังกล่าว แต่ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ถูกกันออกไป
คำแถลงการณ์ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์เมื่อวานนี้ ที่ระบุว่า “เราจะเป็นต้องสรุปในตอนนี้ว่ากองกำลังของรัฐบาลไม่ได้สังหารนายมูราโมโต จนกว่ามีหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น” นั้นห่างไกลจากข้อสรุป เป็นเพียงคำสัญญาที่จะรับพิจารณาหลักฐานใหม่เท่านั้น นอกจากนี้ การเดินหน้าค้นหาฆาตกรที่สังหารมูราโมโตนั้นยังห่างไกลจากความเป็นจริง
นักข่าวไร้พรมแดนเห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐพยายามยับยั้งการสอบสวนอย่างช้าๆและทำให้การสอบสวนดูซับซ้อน แม้ว่าก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจะยืนยันว่าคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงมีความเป็นอิสระก็ตาม
“ไม่ว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นเช่นไร รัฐบาลจะยังคงต้องรับผิดชอบต่อผลดังกล่าว” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ นายธานี ทองภักดีบอกนักข่าวไร้พรมแดนในเดือนมิถุนายน 2010 (ดูรายงาน “ประเทศไทย: ใบอนุญาตสังหาร”: http://en.rsf.org/thailand-report-o… <http://en.rsf.org/thailand-report-on-violence-against-media-08-07-2010,37905.html> ).
เหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างกองทัพและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม ปี2553 “คนเสื้อแดง” กลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 2549 หลายพันคนบุกยึดกรุงเทพมหานครและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะลาออกและจัดการเลือกตั้งใหม่
นักข่างไร้พรมแดนสรุปในรายงานพฤติกรรมของกองทัพและคนเสื้อแดงกลุ่มหัวรุนแรงว่า ทั้งสองฝ่ายละเมิดพันธกรณีที่จะปกป้องนักข่าวในพื้นที่สงคราม ตามคำประกาศแมดเดยิน ของยูเนสโก
นายฟาบิโอ โปแลงกี นักข่าวช่างภาพชาวอิตาลีเป็นนักข่าวอีกรายที่ถูกสังหาร ระหว่างเหตุการณ์ปะทะในวันที่ 19พฤษภาคม 2553 และไม่มีการระบุแน่ชัดถึงสาเหตุการเสียชีวิตของเขาเช่นกัน รวมกันแล้วมีประชาชนราว 90 รายเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553



