Skip to content

Posts from the ‘สิทธิมนุษยชน’ Category

11
พ.ค.

คำแถลงการณ์: เราจะไม่ลืมการสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ

วันที่ 19 พ.ศ. 2558 คือวันครบห้าปีการสังหารหมู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งพลเรือนมือเปล่าเกือบ 100 รายถูกกองทัพไทยสังหารบนท้องถนนในเมืองหลวงระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 ณ วัดปทุมวนาราม สถานที่อันถูกกำหนดให้เป็นที่ “พักพิงอันปลอดภัย” โดยรัฐบาลซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจากพรรค “ประชาธิปัตย์” และยังเป็นรัฐบาลที่ออกคำสังอันนำไปสู่การสังหารประชาชนด้วยเช่นกัน เหยื่อผู้ถูกสังหารในวัดปทุมฯ ประกอบไปด้วยอาสาพยาบาลและผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดยศาลไทยได้มีคำสังในเดือนสิงหาคม ปี 2556 ว่าการตาย “เกิดจากประสุนที่ยิงมาจากทิศทางของทหารไทย” แต่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีบุคคลใดถูกดำเนินคดีดังกล่าว

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลเผด็จการทหารชุดปัจจุบันพยายามอย่างหนักที่จะไม่ยอมรับรายละเอียดของการตายในวัดปทุมฯ และเขียนประวัติศาสตร์การสังหารหมู่กรุงเทพฯ  เหุตการณ์ที่คนไทยทั่วไปหลายหมื่นคนเป็นประจักษ์พยานด้วยตนเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ส ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในมหานครลอนดอนจะเผยแพร่เอกสารสำคัญทางกฎหมายหลายฉบับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้เผด็จการทหารไทยและพวกพ้องในพรรคประชาธิปัตย์ของพวกเขาดำเนินการปกปิดอาชญากรรมนี้ และเอกสารเหล่านี้จะเผยให้เห็นว่ากลุ่มคนที่กระทำการปกปิดอาญชากรรมนั้นมิเพียงแต่โกหกเท่านั้น แต่เกือบจะแน่นอนว่า เผด็จการทหารไทยยังให้ที่หลบซ่อนเหล่าเหล่าฆาตกรในนามของกองทัพ

ในคำแถลงการณ์ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ผู้นำที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สกล่าวว่า

“เราจะเผยแพร่เอกสารนี้ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถติดตั้งเครื่องมืออันจำเป็นในการลบล้างคำกล่าวอันเป็นเท็จของเผด็จการได้อย่างง่ายดาย และมันคือสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่บุคคลผู้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมในประเทศไทยจะอ่านเอกสารนี้และสรุปเหตุการณ์การสังหารหมู่ในวัดปทุมฯ และเหตุการณ์สังหารอื่นซึ่งเกิดขึ้นในเหตุการณ์สังหารหมู่กรุงเทพฯ ปี 2553 ด้วยตนเอง”

“นอกจากนี้ กองทัพไทยและพรรคประชาธิปัตย์ควรจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ประชาชนไทยจะนำตัวพวกเขามารับผิดต่อการกระทำ และคาดหวังว่าจะได้เห็นความจะยุติธรรม”

7
พ.ค.

“ผู้ที่ควบคุมปัจจุบัน ควบคุมอดีต และผู้ที่ควบคุมอดีต ควบคุมปัจจุบัน”

ในช่วงปลายค.ศ. 1960 และต้นค.ศ. 1970 กองทัพไทยเข้าร่วมการต่อสู้อันดุเดือนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เพื่อช่วงชิงการปกครองประเทศ พื้นที่ขนาดใหญ่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มพคท. และกองทัพไทยใช้กลยุทธ์อันโหดเหี้ยมในการแย่งชิงอำนาจปกครองกลับคืนมา

หนึ่งในการกระทำอันโหดเหี้ยมที่สุดของกองทัพไทยในระหว่างการต่อสู้กับพคท.คือการสังหารหมู่ที่รู้จักกันดีว่า “การเผาถังแดง” ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้นมากถึง 3,000 รายถูกสังหารด้วยวิธีการอันสยดสยองและน่าสะพรึงกลัวภายใต้ “คำลั่งปฏิบัติการปราบปรามคอมมิวนิสต์” ของกองทัพไทย

ในงานเขียนของ นาย Matthew Zipple หัวข้อ “Thailand’s Red Drum Murders Through an Analysis of Declassified Documents” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร the Southeast Review of Asian Studies (ฉบับที่ 36 2014, หน้า 91-111) กล่าวถึงความสยองขวัญของการสังหารหมู่นี้ว่า:

“แหล่งข่าว…..อธิบายถึงวิธีการสังหารหลายรูปแบบ บางรายระบุว่าชาวบ้านถูกจับไปนั่งในถังน้ำมันแดงและถูกราดน้ำมันแก๊สโซลีน ก่อนถูกเผาทั้งเป็น (อ้างอิง: Peagam 1975, 22; Dennis 1982, 130; Haberkorn 2013, 186) และวิธีการที่สองคือให้นักโทษนอนบนท่อนซุงและทหารจะเอาท่อนซุงวางทับบนร่างของนักโทษอีกหนึ่งชั้น จากนั้นก็จะเอาน้ำมันราดและเผาชาวบ้านทั้งเป็น ( อ้างอิง: Dennis 1982, 143) สุดท้ายคือ แหล่งข่าวอธิบายถึงวิธีการใช้เตาแดงสองชั้น ซึ่งวิธีการคือ จับเอาเหยื่อไปขังในเตาเปล่าๆด้านบน ด้านล่างของเตาจะถูกแทนที่ด้วยเตาย่างเหล็ก จากนั้นทหารจะเอาเตาที่สองซึ่งบรรจุแก๊สโซลีนมาวางด้านล่างเตาอันแรกและจุดไฟเผาเหยื่อทั้งเป็น แหล่งข่าวอื่นอธิบายถึงการสังหารด้วยวิธีการอื่น รวมถึงโยนเหยื่อลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ( อ้างอิง: Bangkok Post Special Publication 2003, 2) และการยิงสังหาร ( อ้างอิง: Peagam 1975, 22) อีกครั้งที่แหล่งข่าวเห็นตรงกันว่าทหารซ้อมทรมานพลเรือนและสังหารด้วยพวกเขาด้วยการเผาทั้งเป็นในถัง”

เนื่องจากการฟื้นฟูของระบบที่ดูคล้ายประชาธิปไตยในประเทศไทยปีพ.ศ. 2516 การสังหารหมู่เผาดังแดงจึงกลายเป็นประเด็นในการรวบตัวกันของกลุ่มคนที่มองหาความยุติธรรมการรับผิด ดังที่นาย Zipple อธิบาย มีกลุ่มคนพยายายามจะนำกลุ่มนายทหารมาลงโทษต่ออาชญกรรมอันโหดร้ายทารุณนี้ แต่ความพยายามดังกล่าวถูกกลุ่มอำมาตย์ไทยขัดขวางผ่านทางระบบตุลาการและราชการ

การมีระบอบประชาธิปไตยในระยะเวลาอันสั้นในไทยถูกบดขยี้มากไปยิ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่กองทัพสังหารหมู่นักศึกษษในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีพ.ศ. 2519 และมีการรื้อฟื้นการปกครองด้วยกองทัพขึ้นมาอีกครั้งผ่านการทำรัฐประหารในปีเดียวกัน การสังหารหมู่เผาถังแดงถูกลืมเลือนและเกือบถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีใครเคยถูกดำเนินคดี ไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือการพิจารณาการกระทำดังกล่าวในศาล พลเรือนไทยมากถึง 3,000 รายถูกกองทัพของตนเองสังหาร และหลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกลืมเลือน

ในปัจจุบัน ปีพ.ศ. 2558 ประวัติศาสตร์ได้เดินซ้ำรอยอีกครั้ง

วันครบรอบ 5 ปีการสังหารหมู่กรุงเทพฯในวันที่ 19 พฤษภาคมกำลังจะมาถึง วันที่พลเรือนร้อยรายถูกกองทัพไทยยิงสังหารบนท้องถนนในเมืองหลวงไทย รัฐบาลอาชญากรทหารไทยซึ่งปราศจากความชอบธรรมได้พยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ทุกคนลืมการสังหารที่ก่อโดยพวกเขา

อาทิตย์นี้ ในการพิจารณาคดีของศาลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของช่างภาพนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโร มูราโมโตในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 วันที่กองทัพไทยได้เข้าทำร้ายผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอันนำไปสู่การเสียชีวิตของคน 24 ราย นายถวิล เปลี่ยนศรีซึ่งในขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้นปฏิเสธว่าไม่เคยมี “การปราบปราม” ประชาชน เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ไม่มีการใช้กำลังในการปราบปรามผู้ชุมนุม…. สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 คือการขอพื้นที่การจราจรคืน”

ยังมีกรณีอื่นซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปกปิดการสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ ปีพ.ศ. 2553 สำนักข่าวไทยรายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งได้รับมอบหมายให้สอบสวนการสังหารปี 2553 ตั้งแต่ต้นถูกบีบบังคับให้ทำงานร่วมกับ “ตัวแทนกองทัพ” ในการสอบสวนคดีดังกล่าว

หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ การสอบสวนกลายมาเป็น “อาวุธ” ที่กองทัพไทยใช้ในการปกปิดอาชญากรรม โดยเผด็จการไทยพลเอกประยุทธ์สามารถอ้างได้ว่าไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย

และมันไม่จบแค่นั้น กองทัพไทยยังหาทางที่จะควบคุมพลเรือนของตนเองแม้ว่าพวกเขาจะตายไปแล้วก็ตาม และนี่คือการกระทำของรัฐบาลเผด็จการทหารไทยที่เรียกได้อย่างเดียวว่าชั่วร้าย พวกเขาดูแคลนครอบครัวของเหยื่อปีพ.ศ. 2553 โดยตรง ขัดขวางไม่ให้พวกเขาจัดงานรำลึกถึงญาติพี่น้องที่เสียชีวิตโดยมีการข่มขู่ว่าจะมีการจับกุมคุมขัง

เราขอกล่าวกับครอบครัวซึ่งถูกกองทัพขัดขวางไม่ให้จัดงานไว้ทุกข์ว่า เราขออยู่เคียงข้างท่านและเราจะไม่ลืม

เราจะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อเปิดโปงคำโกหกของกองทัพไทยในวันและสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึงเพื่อรับรองว่าผู้ที่ถูกสังหารในปีพ.ศ. 2553 จะไม่ถูกลืมเลือนเหมือนเหยื่อในการสังหารหมู่เผาถังแดง

เราจะการันตีว่าความพยายามของกองทัพไทยในการควบคุมอดีตจะถูกขัดขวาง และในที่สุดจะถูกตัดทอน เราจะไม่ยอมให้พวกเขาควบคุมอนาคตโดยปราศจากการท้าท้าย

10
มี.ค.

วิธีการฟอกตัวนายอภิสิทธิ์? การสอบสวนจอมปลอมของป.ป.ช.

คำแถลงการณ์ล่าสุดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งงระบุว่าจะเริ่มสอบสวนกรณีการมีส่วนร่วมในเหตุการสังหารหมู่กรุงเทพฯปี 2553 ของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างเป็นทางการควรได้รับการตอบรับด้วยคำสบประมาทไม่ต่างจากการกระทำของกลุ่มสอพลอเผด็จการทหาร และภายใต้การปกครองรัฐบาลเผด็จการลิ้นสองแฉกเท่านั้นที่การสังหารพลเรือนมือเปล่าเกือบร้อยรายถูกลดขั้นไปเป็นแค่ “การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาน่าเบื่อหน่ายที่ป.ป.ช.ทำการสอบสวนนายอภิสิทธิ์

แต่เราไม่ควรไม่เข้าใจผิด ความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารคนเสื้อแดงเกือบร้อยรายในปี 2553 ไม่ได้ตกอยู่ที่นายภิสิทธิ์เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ พลเอกอนุพงษ์ และเหล่านายทหารอีกหลายนายที่สั่งการโดยตรงให้สังหาร

แล้วเหตุใดป.ป.ช.จึงตัดสินใจพุ่งเป้าไปที่นายอภสิทธิ์ตอนนี้? เหตุใดจึงไม่ผลักดันให้มีการดำเนินคดีในศาลอาญาไทยต่อไป ซึ่งการพิจารณาคดีมีการเก็บรายละเอียดเหตุการณ์อย่างท้วมท้น มีการจดบันทึกที่ดีเยี่ยม รวมถึงมีการสรุปอย่างรอบครอบว่าเจ้าหน้ารัฐ อาทิ นายอภิสิทธิ์และกองทัพต้องรับผิดชอบการตายของพลเรือนมือเปล่าหลายรายที่วัดปทุมวนารามในปี 2553

การกล่าวว่าป.ป.ช.เป็นองค์กรที่ขาดความน่าเชื่อถือและไร้ประสิทธิภาพดูจะเป็นการให้ความเกียรติพวกเขาเกินไป พวกเขาคือองค์กรที่ตัดสินว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ “มีความผิด” ข้อหา “คอรัปชั่น” โดยไม่หลักฐานทางเอกสารแม้แต่ชิ้นเดียวมายืนยัน การใช้ป.ป.ช.สอบสวนนายอภิสิทธิ์ข้อหา “กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” หลังจากนั้นคือกระบวนการซึ่งปฏิเสธความยุติธรรมและความจริงต่อประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง และเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่ชี้ว่าการสังหารประชาชนไทยทั่วไปไม่มีค่าพอที่รัฐบาลเผด็จการหรือระบบอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเหล่าสมุนรับใช้หรือกลุ่มคนสอพลอทำการสอบสวนอย่างจริงจัง

การตัดสินใจใช้ป.ป.ช.สอบสวนอภิสิทธิ์เผยให้เห็นมากไปอีกว่า มีความขัดแย้งกันในกลุ่มอำมาตย์ที่สนุบสนุนรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์และพรรคการเมืองตายด้านของเขา พรรค “ประชาธิปัตย์” คือกลุ่มผู้นำแถวหน้าของกลุ่มกปปส.ซึ่งพยายามทำลายเสถียรภาพของประชาธิปไตยไทยและสร้างเงื่อนไขในการยึดอำนาจโดยทหารในปี 2557 คนกลุ่มนี้มีความคิดมานานว่าพวกเขาคือพวกที่ “เกิดมาเป็นผู้นำ” ของประเทศไทย ในความคิดของนายอภิสิทธิ์ทหารคือองค์กรที่มีไว้ “สนับสนุน” การปกครองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง แม้ว่านั้นจะหมายความว่าต้องยิงประชาชนมือเปล่าเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2553 ก็ตาม

การ “แย่งชิง” ผลประโยชน์ซึ่งมีเงินหลายพันล้านดอลล่าเป็นเดิมพันทำให้กลุ่มคนขนาดเล็กปริศนาซึ่งสนับสนุนกลุ่มสองขั้วซึ่งกำลังทะเลาะกันคือ “พรรคประชาธิปัตย์” และกองทัพทะเลาเบาะแว้งกันอย่างต่อเนื่อง

และแน่นอนว่า คนที่ต้องสูญเสียมากที่สุดคือประชาชนไทยทั่วไป รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพวกเขาถูกล้มล้าง หลักนิติธรรมถูกทำลาย เสรีภาพถูกแย้งยื้อไปจากพวกเขา และพวกเขารู้ดีว่า หากออกไปประท้วง กลุ่มอำมาตย์นิยมรัฐประหารก็เตรียมพร้องที่จะยิงสังหารพวกเขาอย่างเลือดเย็น และหลังจากนั้นก็ปิดบังอำพรางอาชญากรรม

เราคงเพียงได้แต่หวังว่าจะมีการแก้ปัญหาอย่างสันติและเป็นธรรมในประเทศไทย

2
ม.ค.

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมประกาศเริ่มกลุ่มรณรงค์อิสระเพื่อนำกลุ่มผู้นำรัฐประหารไทยมาลงโทษ

ลอนดอน – นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมจากสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สประกาศจัดตั้งกลุ่มรณรงค์อิสระกลุ่มใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำตัวเจ้าหน้ารัฐไทยมารับผิดในเขตอำนาจศาลต่างประเทศ

วัตถุประสงค์หนึ่งของการเคลื่อนไหวใหม่นี้คือการดำเนินคดีอาญาต่อคณะผู้นำรัฐประหารและกลุ่มบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ ที่กรุงเทพฯ ปี 2553 รวมถึงการหาแนวทางลงโทษในรูปแบบอื่น เพื่อนำความรับผิดชอบและความยุติธรรมมาให้เหยื่อ การรณรงค์นี้จะดำเนินโดยปราศจากค่าตอบแทน มีความเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงและไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใดในประเทศไทย

“เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการกวาดล้างอันน่าสะพรึงกลัวภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารในปัจจุบัน เราจะต้องไม่ละทิ้งความพยายามที่จะนำกลุ่มคนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและคณะบุคคลที่ฉีกทำลายประชาธิปไตยอันเปราะบางของไทยมาลงโทษ” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เรามองว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ – ความหวังในการฟื้นฟูหลักนิติธรรมและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเราได้เห็นกลุ่มอำมาตย์ถูกดำเนินคดีและลงโทษจากอาชญากรรมที่พวกเขากระทำเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้ สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สได้รับการว่าจ้างจากอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรเพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเสื้อแดง รวมถึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่าประเทศ (ICC) หลังจากการสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมในกรุงเทพฯ ซึ่งการสังหารหมู่ดังกล่าวส่งผลให้พลเรือนมือเปล่ากว่า 90 รายเสียชีวิตจากการสังหารของทหารไทย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กองทัพก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้ถดถอยลงอย่างรุนแรง สายสัมพันธ์การทำงานระหว่างนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรได้สิ้นสุดลง

“เรารู้สึกขอบคุณคุณทักษิณสำหรับโอกาสในการทำงานนี้ และหวังว่าคุณทักษิณจะประสบความสำเร็จในด้าน ตอนนี้เราให้ความสนใจกับการติดตามสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มภาคประชาชน เอ็นจีโอ และกลุ่มอิสระทางการเมืองกลุ่มอื่นเพื่อส่งเสริมสิทธิพลเรือนผ่านทางทุกช่องทาง พันธสัญญาของเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

28
ก.พ.

ความรุนแรงหน้ารามคำแหง พยานปากที่ 5-6

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ได้ส่งทีมงานเข้าไปสัมภาษณ์และรวมรวมพยานจากเหตุการณ์ความรุนแรงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556 โดยมีการสอบพยาน 30 ปากด้วยกัน โดยข้อมูลทั้งหมดจะทยอยนำออกมาเผยแพร่และจะถูกส่งไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทางสำนักงานจะไม่เปิดเผยชื่อจริงของพยานเนื่องจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของพยาน

พยานปากที่ 5

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานปากที่ 5 เล่าให้ฟังว่าในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 เวลาประมาณ 20.40น. ตนได้โดยสารรถเมล์สาย115 จากคลองเตยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ที่สนามกีฬาราชมังฯย่านรามคำแหง

พอถึงจุดเกิดเหตุบริเวณแยกเสรี (ปากซอยรามคำแหง 24) ได้มีกลุ่มวัยรุ่น 2คนมีสัญลักษณ์นกหวีดห้อยคอขึ้นมาบนรถเมล์ที่ตนโดยสารมาจากนั้นได้ดึงตัวตนลงจากรถแล้วรุมทำร้ายร่างกายจนหมดสติ หลังจากนั้นมีรถของมูลนิธิฯนำส่งโรงพยาบาลราชวิถีแล้วมาฟื้นในวันที่ 1ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 14.00น. จากนั้นรพ.ราชวิถีก็นำตนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิศสิน(ประกันสังคม)เพื่อรักษาต่อ

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลาประมาณ 20.40น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณแยกเสรี (ปากซอยรามคำแหง 24)

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น)

ไม่มี

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

-แก้มแตก

-ขอบตาเขียวช้ำ

-หยุดงาน 1สัปดาห์

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

-หยุดงาน 1สัปดาห์(แต่ไม่มีผลกระทบเรื่องเงินหรืองาน)

พยานปากที่ 6

ข้อมูลเหตุการณ์

พยานปากที่ 6 เล่าว่าเขาขี่มอเตอร์ไซค์มาจากทางพระโขนงเพื่อมาร่วมชุมนุมที่สนามราชมังคลาฯ ตามปกติ โดยลงอุโมงค์มาจากพัฒนาการ พอมาถึงตรงปั๊มเซลล์ในซอยรามคำแหง 24 เวลาประมาณ 20.00 น. เขาเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงหลายร้อยคนรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณปั๊มและเห็นกลุ่ม นศ.รามคำแหงหลายร้อยคนยืนปิดถนนบริเวณประตูหลังมหาวิทยาลัย เขาจึงหยุดและจอดรถไว้ในปั๊ม หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่และชุดป้องกันตัวประมาณ 10 นาย พยายามเข้าไปเจรจาเพื่อขอให้กลุ่มนักศึกษาเปิดทางให้ โดยมีคนเสื้อแดงเดินตามหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วย การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ มีการตะโกนต่อว่าด่าทอกัน มีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

“ตำรวจนำไปเจรจาขอเข้าสนาม แต่เขาไม่ยอม ก็ด่าอย่างเดียว พวกเราก็เลยสวนว่าสุเทพจ้างมาเท่าไร พวกเขาเลยขึ้นใหญ่ ปาค้อนปาหินใส่ตำรวจ พอตำรวจวิ่ง พวกเราก็แตก เขาก็กรูมา จากนั้นสถานการณ์เลยเดือด มีเสียงปืน เสียงประทัดยักษ์ ตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง จนประมาณ 4 ทุ่ม ต่างคนต่างหลบ ต่างคนต่างหนีตาย ห้องน้ำปั๊ม ซอกตึก มุดไปทั่ว ผมก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร คนที่เจ็บก็นอนให้มันเหยียบอยู่ ไม่มีใครช่วยใครได้แล้ว แล้วแต่เวรแต่กรรม มีแต่ปอเต๊กตึ๊งที่วิ่งเข้ามาช่วย ช่วยทีละคนๆ” พยานกล่าว

พยานเล่าว่า เขาถอยมาจนถึงปั๊มเชลล์ เลยปั๊มมาทางปากซอยรามคำแหง 24 ด้วยความเป็นห่วงผู้หญิงและเด็กที่อยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้ระวังตัว ก้อนอิฐตัวหนอนหักครึ่งปามาจากในอาคารหอพักโดนที่บริเวณขมับด้านซ้ายใกล้เบ้าตา หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้สึกตัว

พยานอยู่รักษาตัวในห้องไอซียู 5 วัน จากอาการกระโหลกร้าว (เกิดจากก้อนหิน)  ฟันร้าว,กรามร้าว,ดั้งหัก,เลือดคั่งในช่องท้อง,มีบาดแผลคล้ายถูกฟันที่ท้อง

พยานระบุว่าหากอาการตามัวไม่สามารถรักษาหายได้จะส่งผลกระทบถึงอาชีพขับรถบรรทุกน้ำมันที่เขาทำอยู่

วันเวลาและแผนที่จุดเกิดเหตุ

เวลา 22.20น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 บริเวณปั๊มเชลล์ ซอยรามคำแหง 24

ภายหลังเหตุการณ์มีปัญหาเรื่องการคุกคามต่อไหม(จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน,นายจ้างเพื่อนร่วมงาน,เพื่อนบ้านหรืออื่น) ….ไม่มี….

ผลกระทบ (เสียชีวิต,บาดเจ็บ,ทรัพย์สินหรืออื่น)

- ได้รับบาดเจ็บอาการกระโหลกร้าว (เกิดจากก้อนหิน)  ฟันร้าว,กรามร้าว,ดั้งหัก,เลือดคั่งในช่องท้อง,มีบาดแผลคล้ายถูกฟันที่ท้อง มีผลกระทบต่อเนื่องจากอาการตามัว

-พระเครื่อง “หลวงพ่อคูณรุ่นปี 17 หน้าสมเด็จ” (ราคาหลักแสน)

มูลค่าการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจมีไหม

- ขาดรายได้เนื่องจากเป็นกำลังหลักของครอบครัว

-อาการตามัวอาจทำให้ต้องตกงาน

11
ม.ค.

ฟูมฟักความหวาดกลัว – วิธีการที่กองทัพจัดการกับผู้วิจารณ์

การตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดของพลเอกประยุทธ์และกองทัพไทยต่อบทความล่าสุดของผม “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” คือทัศนคติตัวอย่างที่ไม่ยอมรับแนวคิดเรื่องการรับผิดหรือการอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตย เช่นนั้น เขาจึงพลาดที่จะเห็นถึงถ้อยคำถากถางอันชัดเจน โดยพยายามปฎิเสธว่าแทรกแซงการทำงานรัฐบาล พลเรือน แต่ขณะเดียวกันก็ข่มขู่ว่าจะขัดขวางไม่ให้ผู้วิจารณ์เข้าประเทศ ซึ่งย้ำถึงภาพลักษณ์ของประยุทธ์ในการปฎิบัติตนเหนือการควบคุมของระบบกฎหมายธรรมดาที่ชอบธรรม ดูเหมือนว่าการพูดความจริงกับกองทัพไทยมักจะนำมาซึ่งคำข่มขู่และสร้างความเคียดแค้นให้พวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยวิธีการแบบนี้ ผนวกกับการขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยได้ดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเกลียดชังในประเทศไทย

จากเหตุการ์ล่าสุด การเพาะปลูกความหวาดกลัวอย่างปราณีตนี้สร้างขึ้นบนซากศพของประชาชนมือเปล่าที่เสียชีวิตระหว่างการสังหารหมู่ปี 2553 ได้ไต่ไปถึงระดับของการข่มขวัญที่เหลือผู้วิจารณ์ไม่กี่คนที่กลัาเผชิญหน้ากับการกระทำผิดของกองทัพอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ประชาคมโลกและคณะทูตแทบจะเงียบเฉยเมื่อกองทัพสร้างเหตุการณ์ความตึงเครียดในกรุงเทพฯ ท่าทีอันเงียบเฉยคือสิ่งที่น่าสังเกต หากพิจารณาถึงความกระหายอยากที่จะทำรัฐประหารของกองทัพไทย เหมือนว่ากลุ่มเอ็นจีโอที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับและหลายองค์กรซึ่งมีสำนักงานภูมิภาคในกรุงเทพฯ ตั้งใจที่จะเงียบเฉยเมื่อประยุทธ์ขนรถถังเข้ามาในกรุงเทพฯและพูดตักเตือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

แม้สื่อต่างชาติและสำนักงานสื่อในกรุงเทพฯ หลายสำนักจะแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกองทัพเป็นการส่วนตัว แต่แทบจะไม่มีสื่อสำนักไหนเลยที่กล้าแสดงความเห็นต่อต้านกองทัพอย่างเปิดเผย พวกเขากลับเลือกเป้าหมายที่ไม่ได้มีอำนาจหรือพละกำลังที่คล้ายกัน หากเรานึกย้อนถึง 80 ปีของประวัติศาสตร์ไทยและศึกษาบทบาทกองทัพในการสร้างความไร้เสถียรภาพของประชาธิปไตย ตามที่กล่าวในบทความ “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” กองทัพของประยุทธ์ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมักเลือกที่อยู่ข้างคนที่เห็นคนไทยทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตนเอง

หากพิจารณาถึงท่าทีที่เงียบเฉยของกระบอกเสียงประชาคมโลก อย่าง กลุ่มเอ็นจีโอ สื่อ ไปจนถึงคณะทูตในกรุงเทพฯ ต่อการกระทำของกองทัพล่าสุดทำให้เห็นตัวอย่างของการยอมก้มหัวให้กองทัพ องค์กรนิรโทษกรรม ฮิวแมนไรท์วอซซ์ และองค์กรอื่นๆหายไปไหน? กลุ่มผู้แสวงหาความจริงสื่อต่างชาติที่มุ่งมั่นจะนำผู้มีอำนาจมารับผิดอยู่ที่ไหน? แม้จะมีหลักฐานพลาดพิงถึงกองทัพอย่างท่วมท้น ข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งคือพวกเขาไม่ถูกประยุทธ์หมายหัว แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของพวกเขา ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกมาทำอะไรบ้าง

13
มี.ค.

อำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีกับกรณีการถือสองสัญชาติของผู้นำทหารอิสราเอล

แปลจากบทความ Fighting Dirty In Israel โดย Dan Ephron จากนิตยสารนิวส์วีค ตีพิมพ์เมื่อวันที่  28 กันยายน พ.ศ. 2551

หัวหน้าอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ นาย
 ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ (Luis Moreno-Ocampo)  พยายามหลีกเลี่ยงทำคดีที่เป็นที่โต้แย้ง โดยเขาหวังว่าจะหยุดความกลัวของอเมริการที่มองว่าศาลไอซีซีจะถูกใช้เป็นเครื่องมื่อทางการเมืองเพื่อแก้แค้นกันของฝ่ายต่างๆ นั้นคือสาเหตุว่าเหตุใดถึงจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ขณะนี้นาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ  จะพิจารณาทำการสอบสวนพันโทสำรอง เดวิด เบนจามิน นายทหารจากกองทัพอิสราเอลว่าได้กระทำผิดอาชญากรรมสงครามในระหว่างแคมเปญกาซ่าเมื่อต้นปีนี้หรือไม่ ประเทศอิสราเอลมิได้ลงสัตยาบรรณต่อสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ดังนั้นคดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของนาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ แต่ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย อัยการบอกนิวส์วีคว่า เขาเชื่อว่า เขามีอำนาจเพียงพอในการดำเนินการสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากเบนจามินถือสองสัญชาติ คือสัญชาติอิสราเอลและแอฟฟริกาใต้ โดยประเทศหลังได้ลงนามในสนธิสัญญาก่อตั้งศาลไอซีซี ซึ่งทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว

อาจเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์รายละเอียดคดี เบนจามินบอกนิวส์วีคว่าเขาอยู่นอกประเทศในระหว่างการปฏิบัติการกาซ่าเกือบทั้งหมดและไม่ได้มีบทบาทในการวางแผนแต่อย่างใด แต่ประเด็นเรื่องสองสัญชาติอาจถือเป็นบรรทัดฐานที่เป็นภัยต่อทั้งประเทศอิสราเอลและประเทศสหรัฐอเมริกา สองประเทศไม่ยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของศาลไอซีซีได้ หากศาลสามารถสอบสวนคนอิสราเอลเพราะการถือสัญชาติแอฟฟริกาใต้ได้ แล้วทำไมจะไม่สามารถสอบสวนคนอเมริกันที่ถือสัญญาติเม็กซิโกได้? “การสัณนิษฐานดังกล่าวต่อกรณีของประเทศสหรัฐอาจมีเกิดปัญหาได้” นายไมเคิล นิวตัน ศาสตราจารย์กฎหมายระหว่าประเทศจากมหาวิทยาลัย Vanderbilt กล่าว แต่จนถึงขณะนี้ดูจะเป็นปัญหาต่อศาลที่ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวมากกว่า ในการต่อสู้เพื่อจัดตั้งความชอบด้วยกฎหมายในกรณีดังกล่าว

2
ก.พ.

ฟรีดอมเฮาส์และนักข่าวไร้พรหมแดนระบุสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้น

รายงานล่าสุดขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังเป็นสาเหตุทำให้รายงานสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมกราคมจากองค์กรระหว่างประเทศองค์กรใหญ่ไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย รายงาน “เสรีภาพในโลกปี  2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์และรายงาน“การจัดลำดับเสรีภาพสื่อ”ของนักข่าวไร้พรหมแดนทำให้เห็นทิศทางที่ค่อนข้างแตกต่างเกี่ยวกับประเทศไทยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์อ้างอย่างไร้สาระว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลใดๆต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

นักข่าวไร้พรหมแดนจัดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยให้อยู่ในลำดับที่ 137 ในความเป็นจริง การได้รับลำดับอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงเป็นเวลาอีกนานก่อนที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศเสรี หรือกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ในอีกแง่หนึ่ง  นักข่าวไร้พรหมแดนได้ยืนยันว่ามีเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 153 จากการสำรวจทุกประเทศในโลก และลำดับที่ลดลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551  ได้หยุดนิ่งลง

และยังพบว่าประเทศไทยมีการพัฒนาในรูปแบบเดียวกันจากการจัดลำดับ “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ที่เน้นในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางพลเรือนอย่างกว้าง ในปีที่แล้ว (และปีก่อนหน้านี้) ประเทศไทยได้รับ 5 คะแนนในด้าน “สิทธิทางการเมือง” และได้รับ 4 คะแนนด้าน “สิทธิพลเรือน” ( โดยมีเกณฑ์การวัดที่คะแนนสูงสุดคือ 1 และอย่ที่สุดคือ 7) และโดยรวมแล้วประเทศไทยถูดจัดให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” ในรายงานฉบับนี้ แต่คะแนนด้านสิทธิทางการเมืองดีขึ้น โดยได้ 4คะแนน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้ฟื้นฟูสถานภาพของ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” อีกครั้ง ซึ่งหายไปนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ปฏิเสธที่จะจัดให้ประเทศไทยมีสถานะ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” หลังจากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าไม่ “เป็นอิสระและยุติธรรม” แม้ว่าจะมีการปกครองโดยพลเรือนก็ตาม

การจัดลำดับของนักข่าวไร้พรหมแดนและองค์กรฟรีดอมเฮาส์แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกขัดขวางก็ตาม การพัฒนาเพียงเล็กน้อยการสำรวจจากสององค์กรจึงไม่ถือว่าน่าพึงพอใจหรือควรจะเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด รายงานทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกแต่งระหว่างรัฐบาลที่เลือกโดยทหารและรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชน ความแตกต่างนั้นคือ ประเทศไทยที่ถอยหลังลงคลองหรือประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้า

24
ธ.ค.

เรเชล เจคอบส์: ประชาธิปไตยและอุทกภัยในประเทศไทย

แปลจากบทความ Democracy and the Deluge in Thailand

แม้ในที่สุดมวลน้ำที่มากับลมมรสุมในประเทศไทยจะไหลลงกลับสู่แม่น้ำ และในปีนี้มีการประกาศให้พื้นที่ทั่วประเทศเป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยปกตินัก  แต่พื้นที่ทางการเมืองยังคงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ วิกฤตการณ์ที่ยาวนานหลายเดือน และการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับจุดอ่อนของรัฐบาลไทย รายงานหลายฉบับบ้างก็ได้กล่าวโทษตัวบุคคล หรือไม่ก็เน้นไปถึงเรื่องปัญหาการคอร์รัปชั่นหรือการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไป แต่ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมคือ สถานภาพที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของกองทัพ ความกำกวมของบทบาทตามรัฐธรรมนูญของกองทัพ ทำให้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับชีวิตทางการเมืองมาทุกด้านมาอย่างช้านาน รวมถึงการทำรัฐประหารอย่างน้อย 20  ครั้งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา

ประเทศไทยต้องต่อสู้เพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยตั้งแต่การรัฐประหารกองทัพในปี  2549 และการใช้การช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นเครื่องมือทางการเมืองในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มคนที่ยังคงต้องการทำลายกระบวนการนี้  ในการประเมินสถานการณ์การเมืองการปกครองในประเทศไทยของฟรีดอมเฮาส์ครั้งล่าสุดปรากฎว่า ระดับความรับผิดของกองทัพที่มีต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนเทียบเท่ากับกองทัพจากประเทศจีน และสูงกว่ากองทัพจากประเทศเวเนซูเอล่าและจากประเทศที่เพิ่งจะมีการปฏิวัติประชาชนไปไม่นานอย่างตูนีเซียนิดหน่อย สัญญาณที่สื่อให้เห็นถึงอิทธิพลของกองทัพคือ สื่อภายในประเทศที่รายงานเรื่องน้ำท่วมยกย่องว่ากองทัพเป็นวีรบุรุษในภัยพิบัติน้ำท่วมและมีบทบาทของกองทัพในการปกป้องประเทศ บทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ช่วงวิกฤตน้ำท่วมอ้างว่า  “มีเพียงกองทัพเท่านั้นที่เป็นห่วง” คนไทย ในขณะที่ “เอกสารที่รั่วไหลออกมา” ระบุว่านายทหารระดับสูงโทษว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกิดจากการที่นายกยิ่งลักษณ์ไม่มีความเด็ดขาดในการบริหาร

ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลให้คะแนนความนิยมของยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค จากผลการสำรวจล่าสุดของมหาวิยาลัยกรุงเทพระบุว่าประชาชนพึงพอใจการบริหารของยิ่งลักษณ์โดยรวม 4.98 จากคะแนนเต็ม 10 ในขณะที่เวลาเดียวกันในปีที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและเป็นคู่แข่งทางการเมืองได้คะแนน 5.17 ความพอใจในการบริหารของพรรคเพื่อไทยโดยรวมได้ 4.84 จากคะแนนเต็ม10 สูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้    4.26 คะแนน

แม้ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างเรียบง่ายในช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม ซึ่งพรรคของยิ่งลักษณ์สามารถเอาชนะพรรคการเมืองที่นิยมทหารของนายอภิสิทธิ์ได้ แต่ดูเหมือนว่ากองทัพจะยังคงใช้วิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาสในการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การพุ่งความสนใจไปที่การอุทิศตนของกองทัพต่อเหยื่อน้ำท่วมยังเป็นการหันเหความสนใจไปจากการกระทำของกองทัพในอดีต เพื่อที่จะทำให้กลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีการสอบสวนการสังหารผู้ประท้วง 90 รายในปี 2553 ก่อนหน้านี้เปลี่ยนใจและหันมาสนับสนุนกองทัพ

ตลอดการการตอบโต้ กลุ่มนักข่าวหัวอนุรักษ์นิยมเขียนสนับสนุนความคิดที่ว่ากองทัพไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นผู้พิทักษ์อิสระที่เป็นหนี้บุญคุณต่อสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ข้ออ้างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากองทัพมีความจงรักภักดีกัยสถาบันกษัตริย์เป็นลำดับแรก และมักไม่สนใจการเลือกตั้งหรือสถาบันพลเรือน  พวกเขาเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมือง โดยการละเมิดกฎหมาย ทำลาย หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแทนที่ฉบับเก่าโดยทหาร

การปกป้องและส่งเสริมสถาบันกษัตริย์ และโดยการกระทำดังกล่าว ทำให้แนวคิดที่ต่อต้านประชาธิปไตยของรัฐไทยที่ทหารสนับสนุนเพิ่มระดับไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา การลงโทษคนด้วยอาชญากรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นและหนักขึ้น คดีที่ได้รับความสนใจคือ คดีของชายสัญชาติอเมริกัน นายโจ กอร์ดอน ซึ่งถูกลงโทษจำคุกสองปีครึ่งในวันที่ 8 ธันวาคม เนื่องจากโพสต์คำแปลของหนังสือเรื่อง “The King Never Smiles” บนอินเตอร์เน็ตในขณะที่เขาอยู่ในอเมริกา หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยเนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นกษัตริย์ และอีกคดีคือ คดีที่ชายชราวัย 61 ปีถูกลงโทษจำคุก 20 ปี เพราะถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางมือถือที่มีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันสี่ข้อความ ไม่กี่วันหลังจากการพิจารณาคดี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือไซเบอร์ และประกาศว่าจะตามจับ “อาชญากรไซเบอร์” ที่ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์บนอินเตอร์เน็ตหนักขึ้น รัฐมนตรีกล่าวว่า “การเทิดทูนและปกป้องสถาบันกษัตริย์คือหน้าที่สำคัญของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงที่จะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์” การจัดวางความความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไว้เหนือสิทธิส่วนบุคคลไม่เพียงแต่ทำลายการพัฒนาทางประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการคุมขังคนอย่างไม่ยุติธรรม และสังหารคนโดยใช้ระบบศาลเตี้ยได้รับการละเว้นโทษ

การทำให้กองทัพต้องรับผิดต่อเจ้าหน้าที่พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นก้าวสำคัญที่จะต่อสู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นวงกว้าง และยกเลิกนโยบายรัฐที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยเอาเป็นเอาตาย เราไม่สงสัยเลยว่ามีทหารหลายนายในกองทัพที่ช่วยเหยื่อน้ำท่วมอย่างกล้าหาญ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเป็นกำแพงขวางกั้นความยุติธรรม เสรีภาพทางการแสดงออก หรืออำนาจทางการเมืองของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และผู้แทนที่พวกเขาเลือกมา

การแทรกแซงของกองทัพครั้งแล้วครั้งเล่าไม้ได้ทำให้เกิดการแก้ไขจุดบกพร่องของสถาบันประชาธิปไตย แต่กลับป้องกันสถาบันเหล่านั้นจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยับยั้งการจัดตั้งแบบแผนทั่วไปอย่างระบบการตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ไขตนเองอันจะทำให้รัฐบาลพัฒนาปรับปรุงตนเองตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ตราบใดที่กองทัพยังอ้างสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนหรือขับไล่เจ้าหน้าพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในนามของXXXXX มันจึงเรื่องเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพและสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสถานะที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ซึ่งหมายความว่า การยอมรับอำนาจพลเรือนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกองทัพในการป้องกันไม่ให้เกิดหายนะขึ้นอีกครั้ง

27
ต.ค.

ประชาไท: ศาลสูงแคนาดาตัดสิน “การแปะลิงก์ไม่ใช่อาชญากรรม”

ที่มา:  ประชาไท อ่านคำพิพากษาเต็มได้ที่นี่

ศาลสูงแคนาดาตัดสินว่า การแปะลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทไม่นับเป็นการสร้างเนื้อหาขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุ้มครองผู้แชร์ข้อมูลจากความรับผิด หากว่าเขาโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่ตั้งใจ

คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้มีสาเหตุจากการฟ้องร้องคดีของ เวย์น ครุกส์ เจ้าของบริษัทธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กล่าวหา จอน นิวตัน บล็อกเกอร์รายหนึ่งว่า ในโพสต์ของเขา มีลิงก์ซึ่งโยงไปสู่ข้อมูลหมิ่นประมาทครุกส์และพรรคกรีนของแคนาดา

ศาลลงความเห็นว่า การลิงก์หรืออ้างถึงข้อมูลหมิ่นประมาทนั้นไม่ได้หมายความว่าลิงก์หรือการอ้างอิงนั้นเป็นการหมิ่นประมาทในตัวมันเอง

“การสื่อสารบางสิ่งบางอย่างแตกต่างอย่างมากจากการเพียงสื่อสารว่าบางสิ่งมีอยู่จริงหรือที่ไหนที่มันอยู่” คำตัดสินยาว 72 หน้าระบุ “ อย่างแรกเกี่ยวกับการกระจายเนื้อหา และควบคุมทั้งเนื้อหา รวมถึงการเข้าถึงของผู้รับสาร ขณะที่อย่างหลังไม่ใช่ แม้ว่าจุดมุ่งหมายของผู้ที่อ้างอิงไปยังเนื้อหาหมิ่นประมาทจะคือการขยายวงผู้รับสาร แต่การมีส่วนร่วมของพวกเขาหรือเธอก็เป็นเพียงส่วนประกอบของผู้เริ่มเผยแพร่ ไม่ว่าจะอ้างถึงหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่ อ้างว่ามีเนื้อหาหมิ่นประมาทก็ถูกทำให้สาธารณะเข้าถึงได้ โดยผู้เผยแพร่คนแรกหรือการกระทำของผู้เผยแพร่อยู่แล้ว”

ศาลระบุว่า ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหาซึ่งผู้ที่โพสต์ลิงก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อหานั้นๆ ซึ่งในสหรัฐฯ กรณีเช่นนี้ เขาจะถูกกันออกจากความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น

“ข้อเท็จจริงที่ว่าการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นผ่านไฮเปอร์ลิงก์นั้นรวดเร็วกว่าเชิงอรรถ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ไฮเปอร์ลิงก์โดยตัวมันเองมีความเป็นกลางทางเนื้อหา มันไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ และไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือเนื้อหาที่มันอ้างถึง” คำตัดสินระบุ

ผู้พิพากษาตัดสินว่าไฮเปอร์ลิงก์ถูกใช้อย่างแพร่หลายและเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ต ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือ “การคุ้มครองไฮเปอร์ลิงก์และปกป้องคุณค่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในอินเทอร์เน็ต” (Protecting Hyperlinks and Preserving First Amendment Values on the Internet) ซึ่งเขียนโดยแอนจาลี ดาลัล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล

จากการอธิบายของดาลัล ศาลตัดสินว่า การจำกัดการใช้ไฮเปอร์ลิงก์จะสร้างความเสียหายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงออก

“โดยสรุป อินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถเอื้อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูล โดยปราศจากไฮเปอร์ลิงก์ การจำกัด คุณประโยชน์ของมัน โดย การทำตามกฎของสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม จะก่อให้เกิดการจำกัดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามมา” คำตัดสินระบุ ” ความน่ากลัวที่เป็นไปได้ของการทำหน้าที่ของอินเตอร์เน็ตอาจเป็นเรื่องที่เลวร้ายทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนบทความดั้งเดิม คงไม่อยากจะเสี่ยงในการรับผิดในการลิงก์เนื้อหาไปยังอีกบทความหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อาจควบคุมเนื้อหาที่สามารถเปลี่ยนไปมาได้”

ศาลตัดสินว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดสำหรับโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทคือ การค้นหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบกับการสร้างและควบคุมการกระทำที่ถูกกล่าวหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องผู้ที่เพียงแค่ลิงก์ไปที่เนื้อหาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์คณะตุลาการจะเห็นตรงกันให้ยกฟ้องคดี แต่ตุลาการบางรายได้เสนอมุมมองที่ต่างออกไปว่าการไฮเปอร์ลิงก์อาจเป็นการทำซ้ำข้อมูลหมิ่นประมาท

หัวหน้าตุลาการ บีเวอร์ลีย์ แมคลาชลิน และตุลาการ มอร์ริช ฟิช ตัดสินว่า ไฮเปอร์ลิงก์อาจจะเป็นการหมิ่นประมาทได้ในบางคดี

“การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทผ่านไฮเปอร์ลิงก์ควรมีการลงความเห็นว่า ข้อความที่ระบุไปที่ลิงก์ดังกล่าวเลือกใช้หรือเห็นด้วยกับเนื้อหาที่ลิงก์ไปหรือไม่ ถ้าข้อความแสดงถึงความเห็นด้วยกับข้อความที่ลิงก์ไป เมื่อนั้น ผู้ที่แปะลิงก์ควรต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหมิ่นประมาทนั้น” คำตัดสินระบุ (ตัวเน้นตามต้นฉบับ) “จำเลยต้องเลือกใช้หรือเห็นชอบกับถ้อยคำหรือข้อความหมิ่นประมาท แค่การอ้างอิงไปที่เว็บนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น การลิงก์ของจำเลยซึ่งพิสูจน์แล้วว่าลิงก์ไปยังเว็บที่ไม่มีความผิด แต่ต่อมา มีเนื้อหาหมิ่นประมาท จึงไม่ต้องรับผิด”

ผู้สังเกตการณ์ในคดีนี้ประกอบด้วยสมาคมสิทธิเสรีภาพพลเมืองแคนาดา สหภาพนักเขียน องค์กรด้านสิทธิ องค์กรสื่อ และองค์กรด้านกฎหมายสื่อในแคนาดา