Skip to content

Posts from the ‘โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม’ Category

12
ม.ค.

นักโทษทางการเมืองไทยและมือที่มองไม่เห็น

ความขัดแย้งทางการเมืองก่อให้เกิดนักโทษทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กลุ่มคนซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำไทยเนื่องมาจากความเชื่อทางการเมืองคือเหยื่อของความไม่สงบและโศกนาถกรรมที่นำไปสู่การเสียชีวิตในเดือนเมษายน/พฤษภาคมในปี 2553

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับบุคคลที่มองหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคือการปล่อยนักโทษทางการเมืองรากหญ้า โดยต้องมีการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มคนที่กำลังรอการพิจารณาคดีและกำลังหลบหนี กระนั้นในปัจจุบัน กระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทย ยังไม่มีการทำในสิ่งสำคัญที่ควรทำนั้นคือการปล่อยนักโทษเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้สำหรับบุคคลที่ตั้งใจฟื้นฟูสิทธิทางประชาธิปไตยของประชาชนไทยอย่างจริงจัง ผมเชื่ออย่างหนักแน่นว่าการปล่อยนักโทษคนเสื้อแดงรากหญ้าและนักโทษหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาล การเพิกเฉยปัญหาอันสำคัญนี้เป็นการผลักไสกลุ่มสำคัญที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

ผู้สังเกตการณ์บางรายอาจสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลที่ได้รับประชามติประชาธิปไตยอย่างท่วมท้นอย่างแกนนำรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงไม่สามารถดำเนินการแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ แม้หลังจากการการเลือกตั้งปี 2554 จะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนไทยต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถบังคับใช้นโยบายส่งเสริมสิทธิทางการเมืองของประชาชน ได้บอกเป็นนัยถึงหนึ่งในปัญหาอันยากจะแก้ไขปัญหาหนึ่งในการเมืองไทย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริงอาจเข้ามาบริหารประเทศแต่อาจจะต้องก้มหัวให้กับกลุ่มอำนาจที่อยู่รอบด้านซึ่งเราเรียกว่า “รัฐซ้อนรัฐ” หรือ “มือที่มองไม่เห็น” (ผู้เขียนใช้คำว่า deep state)

ผมเขียนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับรัฐซ้อนรัฐมาแล้ว มือที่มองไม่เห็น (หรือ deep state) คือคำศัพท์ที่เริ่มใช้ในประเทศตรุกี เพื่ออธิบายกลุ่มอำนาจในกองทัพ ตุลาการ และข้าราชการในตรุกีซึ่งใช้อำนาจทำลายประชาธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์อันมหาศาลของตนเอง ในบทความที่ชื่อว่า The Rise and Decline of the Turkish Deep State: The Ergenekon Caseผู้เขียน Serdar Kaya ระบุว่าแผนการทางการเมืองที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับมือที่มองไม่เห็นคือ 1) ความคลั่งชาติ 2) ความเกี่ยวข้องและการแทรกแซงการเมืองของกองทัพ และ 3) สร้างความชอบธรรมให้กับกิจกรรมนอกกฎหมายและความรุนแรงในนามของการปกป้องปิตุภูมิ ไม่ต่างจากประเทศไทย ในประเทศตรุกี กลุ่มผู้มีอำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนได้แทรกแซงทางการเมืองเพื่อทำลายกระบวนการทางประชาธิปไตย และเมื่อไม่นานมานี้ กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในประเทศตรุกีแข็งแรงขึ้นเพราะมีการลงโทษจำคุกนายทหารซึ่งวางแผนล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แสดงให้เห็นว่านี่อาจเป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรทำเพื่อสร้างความมั่งคงให้กับประชาธิปไตยและเพื่อจัดตั้งสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มขั้นให้กับพลเมืองไทย กลุ่มเครือข่ายมือที่มองไม่เห็นของไทยจะต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม

แต่เรื่องเหล่านี้บอกอะไรเกี่ยวกับนักโทษทางการเมืองไทยบ้าง? เราจะสามารถเรียกว่านี้คือประชาธิปไตยได้หรือไม่หากประชาชนยังถูกคุมขังในคุก ในขณะที่กลุ่มผู้มีอำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนยังกระทำการตามอำเภอใจโดยไม่เคารพหลักนิติธรรม? เหตุใดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะต้องก้มหัวให้กับกลุ่มอำนาจนี้โดยการปฏิเสธเสรีภาพขั้นพื้นฐานของลูกหลานชาวไทยอย่างต่อเนื่อง?

เราต้องขอบคุณนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ที่เสนอแนวทางที่เป็นไปได้ในการปล่อยนักโทษทางการเมืองไทย กลุ่มนิติราษฎร์ได้ร่างเอกสารชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เพื่อนิรโทษกรรมประชานที่ถูกดำเนินคดีอาญาอันเกี่ยวเนื่องกับการเมืองนับตั้งแต่วันที่ทหารทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณที่มากจาการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 จนถึงวันที่อดีตนายกรัฐอภิสิทธิ์ประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยข้อเสนอนี้จะนิรโทษกรรมประชาชนทุกคน  “ยกเว้นเจ้าหน้าที่รัฐ”

แม้ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะนำเอาข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ไปปรับใช้หรือไม่ แต่ปัญหาทางตันเรื่องนักโทษจะต้องยุติ จะต้องไม่มีนักโทษถูกปล่อยให้ตายในเรือนจำเพราะอาชญากรรมทางความคิดอย่าง นายวันชัย รักสงวนศิลป์และ นายอำพล ตั้งนพกุลอีก ต้องไม่มีการยินยอมให้เงามืดในกลุ่มมือที่มองไม่เห็นสั่งการเพื่อจำกัดเสรีภาพของประชาชนไทยอีกต่อไป ต้องมีการจัดตั้งกระบวนการที่ชัดเจนและกระจ่างชัดเพื่อปล่อยคนเสื้อแดง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญและลุกขึ้นต่อสู้

13
ธ.ค.

การตั้งข้อหาฆ่าคนตายต่ออดีตนายกฯไทยเป็นเรื่องที่ชอบธรรม

แปลจาก Wall Street Journal

บทความล่าสุดในหนังสือพิมพ์ท่านให้พื้นที่ค่อนข้างมากเพื่ออธิบายว่าการตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อนายอภิสิทธิ์และอดีตรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นเรื่องที่มี “แรงจูงใจทางการเมือง” (“อดีตนายกรัฐมนตรีไทยอาจถูกแจ้งข้อหารฆ่าคนตาย” World News วันที่ 7 ธันวาคม) อย่างไรก็ตามบทความนี้ล้มเหลวที่จะชี้แจงว่าการตั้งข้อหาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะหลักฐานอันมากมายมหาศาลซึ่งถูกบันทึกโดยสาธารณชน

ในปี 2553 นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นประธานในการปราบปรามโดยใช้กองทัพซึ่งนำไปสู่การสังหารหมู่ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาชนที่ร้ายแรงที่สุด การปฎิบัติการดังกล่าวเปลี่ยนพื้นที่บางพื้นที่ในกรุงเทพให้เป็น “เขตใช้กระสุนจริง” ซึ่งทำให้มีผู้ชุมนุมมือเปล่าหลายคนถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิง

มีหลักฐานแน่นหนาว่าการกระทำสังหารเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาลอนุมัติโดยนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ตัวอย่างเช่น เอกสารราชการที่รั่วออกมาแสดงให้เห็นถึงกฎการใช้กำลังซึ่งอนุมัติการปราบปรามล่วงหน้าและอนุญาติให้ทหารใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุมเพื่อ “ปกป้องทรัพย์สิน” และด้วยเหตุผลดังกล่าว ใครก็ตาม (ทั้งติดอาวุธหรือไม่ติดอาวุธ) ที่เผายางรถยนต์ โยนก้อนหินหรือเข้าร่วมทำลายทรัพย์สินจึงตกเป็นเป้าของกระสุนจริง นักข่าวไร้พรมแดนกล่าวว่า กฎเหล่านี้เป็นเหมือนใบอนุญาติสังหาร

ดังนั้น กฎเหล่านี้ละเมิดมาตราฐานสากลอย่างชัดเจน “หลักการพื้นฐานของการใช้กำลังและอาวุธของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย” ของสหประชาชาติอนุมัติให้ใช้กระสุนจริงต่อผู้ชุมนุม “เมื่อต้องปกป้องชีวิตซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างเคร่งครัด” ในเดือนพฤศจิกายน อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) พูดคุยกับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีการลงนามยอมรับให้ไอซีซีเข้ามาทำการตรวจสอบเบื้องต้นว่ามีการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเกิดขึ้นในปี 2553 หรือไม่ ตามที่กล่าวอ้างในเอกสารหลายฉบับซึ่งยื่นต่อไอซีซีโดยสำนักงานกฎหมายของผม

การแจ้งข้อหาฆ่าคนตายต่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพคือเหตุการณ์สำคัญของการต่อสู้อันยาวนานเพื่อยุติระบบการทำผิดแล้วลอยนวลกรณีการสังหารพลเรือน นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพควรได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตามนี่ก็ไม่ควรเป็นเหตุยับยั้งให้องค์กรสื่อตรวจสอบความเหมาะสมของคดี ซึ่งเป็นสิ่งที่บทความล่าสุดของคุณล้มเหลว

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ทนายกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

กรุงวอชิงตัน ดีซี

10
ธ.ค.

นักข่าวบีบีซีบดบังรัศมีสื่อมวลชนต่างชาติในไทย

ไม่บ่อยนักที่เราจะดูบทสัมภาษณ์ที่เราเห็นด้วยและชื่มชมในคุณภาพและคุณค่าของสื่อมวลชน และตามบทสัมภาษณ์ข้างล่าง ย้ำเตือนว่าเหตุใดผมจึงชื่นชอบสำนักข่าวบีบีซี ในเวลาเพียงไม่กี่นาที  ผู้ดำเนินรายการ BBC World News มิชาล ฮุสเซนถามอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วยคำถามยากๆมากกว่าสื่อมวลชนต่างชาติในประเทศไทยเคยถามมาตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่ในกรุงเทพฯเมื่อสองปีก่อน และผมเลื่อมใสคุณฮุสเซนที่ยันหยัดในคำถามและประเด็นเพื่อจะเอาคำตอบจากนายอภิสิทธิ์ เหตุใดการสัมภาษณ์อันหนักแน่นเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นจากสื่อมวลชนต่างประเทศในไทยมาก่อนผมก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่นี้ก็บอกอะไรได้มากมายเกี่ยวกับแนวความคิดหมู่ของกลุ่มสื่อมวลชนในประเทศไทย ซึ่งต้องให้ผู้ดำเนินรายการ BBC World News สาธิตให้ดูว่านักข่าวต้องทำงานอย่างสมบูรณ์อย่างไร

ฟังบทสัมภาษณ์ต้นฉบับได้ที่นี่ และอ่านบทสัมภาษณ์แปลไทยฉบับเต็มได้ที่เวปไซต์ประชาไท

27
พ.ย.

จดหมายเปิดผนึกเรื่องไอซีซีถึงรมว.ต่างประเทศจากนายอัมสเตอร์ดัมในนามคนเสื้อแดง

ในขณะนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะแถลงคำประกาศยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ในกรณีอาชญากรรมมนุษยชาติที่เกิดในปี 2553 หรือไม่ มีความพยายามที่จะยับยั้งมิให้รัฐบาลแถลงคำประกาศภายใต้มาตรา 12.3 ของรัฐธรรมนูญไอซีซี โดยนักกฎหมายไทยบางคนโต้แย้งว่าคำประกาศคือ “สนธิสัญญา” ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์และรัฐสภาภายใต้มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550

ข้อโต้แย้งของพวกเขาเป็นเรื่องไร้สาระ ซึ่งไม่รับการยอมรับจากอัยการไอซีซีฟาทู เบนซูดา เมื่อไม่นานมานี้อัยการได้เข้าพบกับรัฐบาลไทยในกรุงเทพฯ รัฐบาลถามว่าคำประกาศภายใต้มาตรา 12.3 ของรัฐธรรมนูญไอซีซีเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ อัยการตอบชัดเจนว่าคำประกาศมาตรา 12.3 มิใช่สนธิสัญญา

คำตอบของอัยการถูกต้องชัดเจน ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการสำคัญของสนธิสัญญาคือข้อตกลงระหว่างบุคคลสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย ในทางตรงข้าม คำประกาศมาตรา 12.3คือคำแถลงฝ่ายเดียวโดยรัฐบาล จึงไม่จำเป็นหรือต้องได้รับความเห็นพ้องจากไอซีซี แต่การแถลงคำประกาศคือการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างหาก ภายใต้รัฐธรรมนูญไอซีซี คำประกาศมีผลทางกฎหมายเมื่อรัฐบาลยื่นคำร้องต่อไอซีซี และไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบรับจากไอซีซี โดยเพียงแค่รัฐบาลลงนามเท่านั้น โดยมีเอกสารเพียงอย่างเดียวคือคำประกาศของรัฐบาล และไม่จำเป็นต้องมีลายมือชื่อตอบกลับจากไอซีซี

ข้อโต้แย้งของอัยการเบนซูดายังได้รับการยืนยันจากกรณีก่อนหน้านี้ เมื่อประเทศไอโวรีโคสต์แถลงคำประกาศมาตรา 12.3 โดยยอมรับอำนาจพิจาณาคดีของไอซีซีต่อกรณี 3 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่างวาระ โดยไม่จำเป็นต้องยึดถือตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญภายในประเทศว่าด้วยการยอมรับสนธิสัญญา การยื่นคำร้องเป็นการประกาศฝ่ายเดียวและลงนามโดยรัฐมนตรี คำประการศฝ่ายเดียวนี้ให้อำนาจพิจารณาคดีต่อไอซีซีในการพิจารณาสถานการณ์เฉพาะในประเทศนั้น (ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาของไอซีซี)

สรุปคือ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ คำประกาศฝ่ายเดียวไม่ถือเป็นสนธิสัญญา แต่นักกฎหมายไทยบางคนโต้แย้งว่า “สนธิสัญญา” มีคำนิยามที่ต่างออกไปภายใต้กฎหมายไทย นี่คือความดันทุรังอย่างเต็มที่ของพวกเขา สนธิสัญญาวางระเบียบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่สามารถที่จะมีคำนิยามอย่างหนึ่งในประเทศหนึ่ง และมีคำนิยามอีกอย่างในอีกประเทศอื่น ทั้งนี้เพราะทุกประเทศต้องพึ่งพาสนธิสัญญา จึงต้องมีคำนิยามเหมือนกันทุกที่ ดังนั้น “สนธิสัญญา” จึงถูกนิยามโดยกฎหมายระหว่างประเทศ

และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ คำนิยามของสนธิสัญญาคือข้อตกลงจากสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย ไม่ใช่คำประกาศฝ่ายเดียวโดยคณะรัฐบาลหนึ่ง อย่างคำประกาศยอมรับอำนาจพิจาณาคดีของไอซีซีต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในปี    2553 ตามมาตรา 12.3

23
พ.ย.

“แก่แช่แข็ง”: การชุมนุมล้มล้างประชาธิปไตยขององค์การพิทักษ์สยาม

จากคำประกาศทางการล่าสุด กลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยพิทักษ์สยามระบุว่าเป้าหมายของการชุมนุมวันที่ 24 พฤศจิกายนในกรุงเทพฯคือ การบังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรลาออกจากตำแหน่ง แม้ว่าองค์การพิทักษ์สยามจะทราบดีว่ารัฐบาลมากจากการเลือกตั้งโดยคนส่วนมากเมื่อ 18 เดือนที่แล้วจะไม่คิดว่าการรวมตัวของคนไม่กี่หมื่นคน (อย่างมากที่สุด) จะเป็นเหตุผลของการลาออก โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ในรัฐสภาและยังได้รับแรงหนุนอย่างเหนียวแน่นจากประชาชนโดยเห็นได้จากการสำรวจความคิดเห็น ความคิดที่ว่าคนกลุ่มน้อยควรจะเอาชนะเจตจำนงค์ของประชามติจากการเลือกตั้งโดยคนส่วนมากไม่ต้องครงกับความคิดของยุคศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทย นี่ไม่ใช่ประเทศไทยในยุครุ่นปู่ย่าตาทวดอีกต่อไป

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา แกนนำชราภาพขององค์กรพิทักษ์สยามเปิดเผยแผนการของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมามากกว่านี้  พวกเขาถูกบังคับให้เปลี่ยนท่าทีเนื่องจากมาจากคำแถงการณ์ต่อสาธารณชนอันน่าตลกขบขันก่อนหน้านี้  พวกเขาบอกว่ากับนักข่าวว่า ควรมีจะการปิดประเทศไทย หรือที่เขาใช้ศัพท์ว่า “แช่แข็ง” เหมือนที่ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านอย่างนายพอลพตและเนวินเคยใช้ พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิสรุปว่า “รัฐประหารคือวิธีเดียวที่จะล้มล้างรัฐบาล”

ความหมายโดยนัยคือภารกิจขององค์การพิทักษ์สยามคือการสร้างเงื่อนไขซึ่งจะนำไปสู่การทำรัฐประหาร อย่างน้อยที่สุดคือจำเป็นต้องมีการทำให้คนเข้าร่วมการชุมนุมในจำนวนที่มากพอ-คือไม่ใช่การล้มล้างรัฐบาลโดยตรงแต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนอื่นไปใช้อ้างว่าจะต้องมีการขับไล่รัฐบาลเพราะ “ประชาชน” ไม่ต้องการรัฐบาลอีกต่อไป ข้ออ้างประเภทนี้ถูกป่าวประกาศโดยสื่อมวลชนในกรุงเทพฯ และได้รับการสนับสนุน  (โดยไม่เจตนา) จากสื่อมวลชนต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เคยไปไกลกล่าวแนวความคิดของกลุ่มอำมาตย์ในกรุงเทพฯ (ตัวอย่างล่าสุดเช่น: http://online.wsj.com/article/SB10001424127887324352004578134581768219170.html?mod=SEA_TOPLEFT)

และเงื่อนไขอื่นที่ผสมผสานรวมกันอันอาจเป็นสาเหตุของการทำรัฐประหารคือความรุนแรงและความวุ่นวายบนท้องถนนในระดับหนึ่ง หากมองตามแนวทางขององค์การพิทักษ์สยามแล้ว ความรุนแรงเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาสองประการ: ประการแรก เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลต่อคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะจะต้องมีการตำหนิรัฐบาลที่ไม่สามารถคุ้มครองพวกเขาให้ได้รับความปลอดภัยได้; ประการที่สองคือ เป็นข้ออ้างเอามาใช้ในการขับไล่รัฐบาล ด้วยการอ้างว่าจะต้องมีการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือโน้มน้าวบังคับทางอ้อมให้ประชาชนเลือกเอาความปลอดภัยมากกว่าประชาธิปไตย (อีกครั้ง) และที่สำคัญคือเป็นยุทธศาสตร์เดิมที่กลุ่มพันธมิตรใช้ในปี 2552 ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุว่าทำไมกลุ่มศาสนาอย่างกลุ่มสันติอโศก และกลุ่มที่บ้าคลั่งอย่าง “กองทัพธรรม” ออกมาให้การสนับสนุนองค์การพิทักษ์สยามอย่างมาก เนื่องจากความนิยมของรัฐบาล ก็มีความเป็นไปได้ว่าองค์การพิทักษ์สยามต้องการคนมากกว่าที่พันธมิตรต้องการเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ทำงานอย่างหนักเพื่อเคลื่อนผู้สนับสนุนของพรรค ด้วยความหวังว่าจะได้คนไปร่วมชุมนุมตามจำนวนที่ต้องการ

นอกจากนี้  จุดจบของวาระมีลักษณะเปิด เพราะรัฐประหารในประเทศไทยสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ พลเอกบุญเลิสแสดงความเห็นว่าชอบการทำรัฐประหารโดยกองทัพมากกว่า โดยกล่าวว่าประเทศต้องมีทหารเป็นผู้นำ กองทัพมีอาวุธอาวุธเพียงพอที่จะจัดการกับผู้ต่อต้านการทำรัฐประหาร และสร้างสถานการณ์ “แช่แข็ง” พลเอกบุญเลิสอธิบาย อย่างไรก็ตาม การทำรัฐประหารโดยกองทัพเป็นการทำรัฐประหารที่เสี่ยงที่สุด โดยเฉพาะในบริบทนี้ เพราะต่างจากปี 2549 ผู้นำโลกเหมือนจะรับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่น่าจะให้ความร่วมมือกับผู้ที่ก่อรัฐประหารเหมือนเมื่อ 6ปีที่แล้วโดยปริยาย

หากเหล่านายพลไม่กล้าที่จะทำรัฐประหาร องค์การพิทักษ์สยามและผู้สนับสนุนยังคงหวังว่าจะมี “ตุลาการรัฐประหาร”  หากเงื่อนไขครบถ้วน ศาลรัฐธรรมนูญสามารถช่วย “สุมเชื้อเพลิง” ในการหาสาเหตุที่จะถอดถอนรัฐบาล เหมือนที่พวกเขาทำสองครั้งในปี 2552 อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีว่าเราจะได้เห็นรัฐประหารชนิดใหม่ และเนื่องจากไม่มีคำจำกัดความที่ดีกว่านี้ (หลังจาก 80 ปี รัฐประหาร 18 ครั้ง ศัพท์ดีๆถูกได้ถูกนำใช้ไปหมดแล้ว) อาจมีการเรียกการทำรัฐหารครั้งนี้ว่า “รัฐประการโดยพนักงานฝ่ายปกครอง” หรือ “รัฐประการโดยวุฒิสภา”

หนึ่งวันหลังจากการชุมุนมขององค์การพิทักษ์สยาม มีกำหนดการอภิปรายไม่วางใจรัฐบาล แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจยื่นโดยพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ได้มีผลมากนัก เพราะรัฐบาลมีจำนวนสส.ในสภาที่จะลงคะแนนเสียงสนับสนุนรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นของพรรคประชาธิปัตย์ยังอ่อนมากและอาจทำให้พรรคฝ่ายค้านอื่นตัดสินใจสนับสนันรัฐบาลในที่สุด คำขู่ที่สำคัญมากมาจากวุฒิสภา วุฒิสภาไม่ได้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นถอดถอนนายกยิ่งลักษณ์, รมว.กลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัตและรมช.มหาดไทย พล.ต.อ.ชัช กุลดิลก ภายใต้บทบัญญัติในมาตรา 270-274 ของรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาสามารถส่งคำร้องให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้ ซึ่งตอนนี้ ปปช.กำลังพิจารณาคำร้องอยู่ หากหลังจากทำการสอบสวน ปปช.เห็นด้วยกับวุฒิสภา วุฒิสภาสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้โดยเสียงส่วนมากอย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์

การกระทำที่คล้ายกันในอดีตนั้นลงเอยด้วยความล้มเหลว แต่เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อแนวทางนี้ได้ โดยเฉพาะหากองค์การพิทักษ์สยามและแนวร่วมประสบความสำเร็จในการทำให้รัฐบาลอ่อนแอโดยการสร้างสถานการณ์ ทั้งนี้ปปช.เป็นหน่วยงานเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นพรรคพวกของคนเหล่านี้ ในขณะที่ วุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งและมีอยู่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอะไรที่มากไปกว่าความต้องการในการจำกัดประชาธิปไตย สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากแต่งตั้งและเลือกตั้งมีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ และมีความเป็นไปได้ว่าวุฒิ

สมาชิกจะสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ โดยเฉพาะหากมีมือที่มองไม่เห็นได้ออกมากดดันเหมือนที่ทำในปี 2552 จนทำให้อภิสิทธิ์ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หากกลุ่มอำมาตย์กระหายอยากขับไล่รัฐบาล พวกเขาอาจต้องพึ่งพาปปช.หรือวุฒิสภา

บางคนวิจารณ์รัฐบาลไทยว่าถือเอาคำขู่นี้เป็นเรื่องจริงจัง  แน่นอนมันเป็นเรื่องยากที่จะหยั่งรู้ว่องค์การพิทักษ์สยามลและแนวร่วมอาจจะโง่พอที่จะสร้างสถานการ์ทำให้เกิดรัฐประหารและนำไปสู่หายนะอันร้ายแรงหรือไม่  อย่างไรก็ตาม เมื่อมองว่าเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นประเทศไทยและความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไม่สามารถที่จะสบประมาทความสามารถององค์กรพิทักษ์สยามได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความสนับสนุนที่ได้รับจากกลุ่มที่บ้าคลั่ง เงินทุนที่พวกเขาได้รับ และความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับกลุ่มอำมาตย์ โดยเฉพาะเมื่อคนที่มีสายสัมพันธ์อันแน้นแฟ้นกับอำมาตย์อย่างนายนายวสิษฐ เดชกุญชรออกมาเตือนรัฐบาลว่าอาจลงเอยเหมือนกัดดาฟี่ กล่าวคือข่มขู่ว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายจะถูกสังหาร รัฐบาลไทยไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากจะต้องถือเอาคำขู่นี้เป็นเรื่องจริงจัง ความตื่นตระหนกได้แผ่ขยายในกลุ่มของผู้สนับสนุนองค์กรสยามพิทักษ์ในกองทัพและพรรคประชาธิปัตย์บางรายว่า เพราะระบบการทำผิดแล้วลอยนวลกำลังสั่นคลอนและนั้นอาจส่งผลทำให้พวกเขาทำอะไรที่อันตรายและไม่คาดคิดได้มากขึ้น

เราได้เรียนรู้ใน 7 ปีที่ผ่านมาว่า กลุ่มหัวรุนแรงที่อยู่เบื้องหลังองค์กรพิทักษ์สยามสามารถทำลายประเทศได้หากจำเป็น รัฐที่เลือกตั้งมาจากประชาชนจึงมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้พวกเขาทำเช่นนั้น

20
พ.ย.

คนเสื้อแดงประกาศจับตาการชุมนุมต่อต้านประชาธิปไตยที่สนับสนุนโดยพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคทหาร

หลังจากการมาเยือนประเทศไทยและแสดงการสนับสนุนต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของประธานาธิบดีสหรัฐนายบารัค โอบามาคนเสื้อแดงประกาศแผนการตรวจสอบและเปิดโปงกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนทางการเงินต่อกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านประชาธิปไตยซึ่งจัดโดยกลุ่มหัวรุนแรงที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงกล่าวว่า การรวบรวมหลักฐานรวมไปถึงการก่อความรุนแรงทุกประเภท การข่มขู่ว่าจะก่อความรุนแรง และการกระทำผิดทางอาญาอื่นๆของกลุ่มหัวรุนแรงต่อต้านประชาธิปไตยและผู้สนับสนุน

“นี่คือคำเตือนถึงกลุ่มหัวรุนแรงและผู้สนับสนุนทุกคนว่า พวกเขาจะถูกนำตัวมารับผิดในความพยายามเพาะหว่านความไร้เสถียรภาพและทำลายการความพยายามในการสร้างประชาธิปไตยอย่างหนักในประเทศไทย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “องค์กรที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างองค์กรพรรคการเมืองเสรีนิยมสากลต้องรับผิดชอบต่อการทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างโจ่งแจ้งด้วยเช่นกัน เนื่องจากองค์กรดังกล่าวหันหลังให้กับหลักการและหน้าที่ของตนเองโดยสนับสนุนพรรคสมาชิกที่ลบหลู่สิทธิพลเรือนขั้นพื้นฐานในการลงคะแนนเสียงและให้ผู้นำที่เลือกโดยคนส่วนใหญ่เข้ามาบริหารประเทศ แทนที่จะมาจากปากกระบอกปืน”

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวว่า การชุมนุมต่อต้านประชาธิปไตยในกรงเทพฯเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้รัฐบาลปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกมากขึ้นทุกวัน ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดก่อนซึ่งแต่งตั้งมาจากการทำรัฐประหาร ในช่วงการแถลงข่าวในวันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวว่าเขา “ภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้างผู้นำไทยที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย” อย่างนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเขา “ชื่นชม”ความพยายามของประชาชนไทยในการ “ฟื้นฟูและสร้างความเป็นปึกแผ่น”ให้กับประชาธิปไตย “อย่างมาก” และเมื่ออาทิตย์ก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เข้าพบกับสมเด็จพระราชินีอลิซาเบทที่สอง นายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอน

ปฏิการรวบรวมหลักฐานครั้งนี้ นปช.จะว่าจ้างผู้ตรวจสอบทางกฎหมายให้ลงพื้นที่ในระหว่างการชุมนุมต่อต้านประชาธิปไตยและประสานกับกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเพื่อประกันว่าหากมีรัฐประหารหรือความรุนแรงอันร้ายแรงเกิดขึ้น ประชาคมโลกต้องประนามและนำตัวคนที่มีส่วนรับผิดชอบมาลงโทษ
และเมื่อกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินต่อการเคลื่อนไหวนี้ถูกเปิดโปงต่อสาธารณชน นปช.มีแผนการเรียกร้องให้สมาชิดกว่า 14 ล้านคนเลิกอุดหนุนกลุ่มธุรกิจดังกล่าวในประเทศไทย

4
พ.ย.

เสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลมีแนวโน้มที่จะลงนามในเอกสารซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไทย โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่จากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) มาเยือนกรุงเทพมหานคร ในขณะนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะประกาศยอมรับอำนาจพิจารณาคดีไอซีซีในกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติก่อขึ้นในประเทศไทยเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 หรือไม่ (ดูคำอธิบายเรื่องขั้นตอนไอซีซีได้ที่นี่) และนี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยที่มากว่า 80 ปี

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว การให้อำนาจพิจารณาคดีไอซีซีต่อการทำร้ายที่เกิดในปี 2553 จะช่วยประกันว่าเหยื่อผู้ถูกลิดรอนชีวิต สิทธิ เสรีภาพ หรือสูญเสียบุลคลในครอบครัวจะได้รับความเป็นธรรมไม่เหมือนเหยื่อความรุนแรงของรัฐในอดีต ตอนนี้มีความเป็นไปได้อย่างแท้จริงว่าการปราบปรามประชาชนอย่างร้ายแรงถึงชีวิตของรัฐบาลในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 จะได้รับการสอบสวนอย่างเหมาะสม และคนที่ก่ออาชญากรรมจะต้องรับผิด ซึ่งต่างจากการสังหารหมู่ในปี 2516, 2519 และ 2535

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของประเทศไทยที่มากกว่านั้นในฐานะประเทศคือ ตามที่ศ.ธงชัย วินิจฉกุลอธิบายในจดหมายถึงไอซีซีเมื่อหลายเดือนก่อน การสังหารหมู่พลเรือนเกิดขึ้นเป็นประจำในหลายทศวรรษ และด้วยเป้าหมายเดิม: คือเพื่อจะปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนดชีวิตตนเองของประชาชนไทย ในทางตรงข้ามการปกปิดอาชญากรรมก่อขึ้นโดยรัฐในปี 2516, 2519 และ 2535 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลิดรอนประชาชนไทยจากสิทธิในการรับรู้ความจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกันว่าอาชญากรรมอันเลวร้ายจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

ระบบการทำผิดแล้วลอยนวลทำให้กลุ่มคนที่ไม่ยอมรับความชอบธรรมของกระบวนการทางประชาธิปไตยคุกคามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำรัฐประหาร และเมื่อใดก็ตามที่เผชิญกับฝ่ายตรงข้ามที่ได้รับความนิยม พวกเขาก็สังหารผู้ชุมนุมหลายราย  แม้ว่าการปราบปรามประชาชนของทหารจะไม่สำเร็จทุกครั้งไป แต่ ข้อเท็จจริงคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐลอยนวลจากการสังหารประชาชนอยู่เสมอทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้ง, รัฐประหาร และการสังหารหมู่มาเป็นเวลา 40 ปี

มีปัญหาว่าการลงนามนี้อาจทำประเทศไทยต้องกลับไปสู่วงจรเดิมอีก เพราะหลังจากจัดตั้งการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล นายทหารนอกราชการ พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่าไม่ได้อยากทำแค่รัฐประหารเท่านั้น แต่ต้องการให้จัดการกับฝ่ายตรงข้ามด้วย “การปิดประเทศ” เป็นเวลาหลายปี สันนิษฐานว่าอาจจะต้องปิดจนกระทั่งฝ่ายตรงข้ามรู้สึกหวาดกลัวอย่างมากหรือถูกทำให้หายไป ความเห็นเหล่านี้ยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าการยุติระบบการทำผิดแล้วลอยนวลเท่านั้นที่ความรุนแรงโดยรัฐหลายครั้งในอนาคตจะไม่เกิดขึ้น

การเข้ามาเกี่ยวข้องของไอซีซีให้โอกาสที่ดีที่สุดแก่ประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาในหลายทศวรรษที่ผ่านมาในการเป็นอิสระจากวงจรอุบาทว์นี้ การสอบสวนของไอซีซีไม่ใช่เพียงแค่จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยเห็นว่าพวกเขาจะไม่ได้เสวยสุยจากระบบการทำผิดแล้วลอยนวลที่พวกเขาได้รับมาอย่างยาวนานอีกต่อไป แต่ทำให้ประชาคมโลกหันมาสนใจสถานการณ์ในประเทศไทย มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องของไอซีซีจะช่วยยับยั้งความพยายามในการล้มล้างประชาธิปไตยซึ่งเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีการคาดหมายว่ากองทัพอาจปราบปรามกลุ่มคนที่กล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นปกป้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ในทางกลับกัน การกระทำของกลุ่มอำมาตย์ไทยในการขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตยอาจสิ้นสุดลง เพราะพวกเขามักบังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำตามข้อเรียกร้องโดยการพึ่งพาคำข่มขู่แบบโดยนัยว่าจะมีการทำรัฐประหาร

การยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีกรณีเหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 ไม่ใช่การกระทำที่สุดโต่ง เพราะไอซีซีจะเข้ามาสอบสวนกลุ่มบุคคลที่ต้องรับผิดต่อการก่ออาชญากรรมโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นสมาชิกรัฐบาล ฝ่ายตรงข้าม หรืออาจจะเป็น “มือที่สาม” เท่านั้น ซึ่งห่างไกลจากการทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสียเกียรติ ตามที่ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติซึ่งล้มเหลวในการหาความจริงแนะนำเมื่อไม่นานมานี้ว่า การตัดสินใจที่จะยุติระบบการทำผิดแล้วลอยนวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจะเป็นการยืนยันถึงความยึดมั่นในพันธกรณีที่มีต่อประชาคมโลกของประเทศไทย สิทธิพลเมืองและการต่อสู้พื่อประชาธิปไตยเป็นเวลา 80 ปี ภายใต้สถาวะแวดล้อมนี้ ไม่มีอะไรที่จะแสดงความรักชาติไปมากกว่าการตอบรับเสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์นี้

2
พ.ย.

ทำความเข้าใจเรื่องคำร้องไอซีซีกรณีประเทศไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลจะเข้าพบหัวหน้าอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) มาดามฟาทู เบนซูดาในวันนี้ ( 1 พ.ย.) เพื่อพูดคุยเรื่องความเป็นไปได้ในการเปิดการสอบสวนกรณีเหตุการณ์การชุมนุมในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553

รายละเอียดข้างล่างคือคำถามที่มีการถามกันบ่อยครั้งเกี่ยวความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะขยายเขตอำนาจพิจารณาคดีของไอซีซี

คำถามที่ถามบ่อยครั้ง

คำถาม: ไอซีซีคืออะไรและทำไมอัยการถึงมาประเทศไทย?
คำตอบ: ไอซีซีตั้งอยู่ ณ กรุงเฮก และจัดตั้งโดยสนธิสัญญาที่เรียกว่าธรรมนูญแห่งกรุงโรม ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามแต่มิได้ให้สัตยาบัณดังนั้นประเทศไทยจึงมิใช่ภาคีต่อสนธิสัญญาดังกล่าว
ทนายความนปช. นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมยื่นคำร้องต่ออัยการไอซีซีเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554 โดยร้องขอให้ไอซีซีเปิดการสอบสวนเบื้องต้นในกรณีเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งมีพลเรือน 98 รายถูกสังหารและถูกทำร้ายกว่า 2,000 รายโดยกองทัพไทย
คำร้องระบุว่ามีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อผู้ชุมนุมที่เป็นพลเรือน และะในคำร้องเกี่ยวกับประเทศไทยได้กล่าวถึงการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติเท่านั้น โดยไม่มีหลักพื้นฐานใดที่กล่าวถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธ์หรืออาชญากรรมสงคราม

คำถาม:เมื่อประเทศไทยมิใช่ภาคีของสนธิสัญญาก่อตั้งไอซีซีแล้ว ไอซีซีจะสอบสวนกรณีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่อ้างถึงและเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างไร?
คำตอบ: ในกรณีนี้ อำนาจพิจารณาของไอซีซีสามารถจัดตั้งขึ้นได้สองประการ
ประการแรก ไอซีซีสามารถใช้อำนาจพิจารณาคดีเหนือบุคคลต่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะภายใต้มาตรา 12.2(b) ของธรรมนูญโรม เนื่องจากเขาเป็นพลเมืองอังกฤษ ซึ่งเป็นภาคีกับไอซีซี

ประการที่สอง มาตรา 12.3 ได้ให้อำนาจรัฐที่มิได้เป็นภาคีกับไอซีซี อย่างเช่นประเทศไทย ให้ทำการยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีบนหลักการของการยอมรับให้ไอซีซีพิจารณาเป็นเฉพาะคดีไป โดยการประกาศยอมรับอำนาจของไอซีซี ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาว่าจะประกาศยอมรับอำนาจของไอซีซีเพื่อให้ไอซีซีทำการการสอบสวนกรณีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กล่วงอ้างในปี 2553 หรือไม่

คำถาม:คำประกาศดังกล่าวเป็นการกล่าวหาผู้ใดว่ากระทำอาชญากรรมหรือไม่?
คำตอบ: ไม่ใช่ มันเป็นเพียงการอนุญาตให้ไอซีซีเข้ามาพิจารณาว่ามีใครหรือกลุ่มบุคคลใดบ่างที่ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาตินับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 หรือไม่เท่านั้น

คำถาม: คำประกาศดังกล่าวเป็นการส่งต่อความรับผิดชอบให้แก่ไอซีซีในการสอบสวนอาชญากรรมต่อมนุษยชาติใช่หรือไม่?
คำตอบ: ไม่ใช่ ประเทศไทยจะยังคงต้องรับผิดชอบเป็นลำดับแรกในการสอบสวน และหากเหมาะสม ต้องดำเนินคดีต่อคนที่ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ไอซีซีสามารถสอบสวนหรือดำเนินคดีหากเจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้นเท่านั้น

คำถาม: แล้วหากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กล่าวอ้าง?
คำตอบ: คำประกาศดังกล่าวทำให้อัยการไอซีซีสามารถเปิดการตรวจสอบเบื้องต้นได้ การตรวจสอบดังกล่าวทำให้อัยการสามารถเข้าร่วมกับกระบวนการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐไทยเกี่ยวกับความคืบหน้าของการสอบสวนและดำเนินคดีในประเทศไทยหากอัยการสรุปว่าความยุติธรรมไม่ได้บังเกิดขึ้นในประเทศไทย อัยการสามารถเข้ามาดำเนินการได้

คำถาม: ดังนั้นอัยการสามารถสอบสวนและดำเนินคดีต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?
คำตอบ: อัยการสามารถเปิดการสอบสวนเต็มขั้นได้ในสองกรณีเท่านั้น
กรณีแรก อัยการต้องแจ้งต่อประเทศไทยถึงเจตจำนงค์ในการเปิดการสอบสวนเบื้องต้น ประเทศไทยมีเวลาหนึ่งในการตอบรับ ประเทศไทยสามารถเลือกที่จะยอมให้อัยการเข้ามาทำการสอบสวน อีกทางเลือกหนึ่งคือ ประเทศไทยสามารถปฏิเสธและยืนยันสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐไทยในการสอบสวนคดีดังกล่าวก็ได้ ทำให้อัยการไอซีซีไม่มีอำนาจเปิดการสอบสวนแบบเต็มขั้น นอกเสียจากว่า อัยการจะได้รับอนุญาติจากผู้พิพากษาไอซีซี อัยการต้องพิสูจน์ให้ผู้พิพากษาเห็นว่า การสอบสวนในประเทศไทยไม่ได้เป็นไปในแนวทางเพื่อแสวงหาความยุติธรรม ประเทศไทยจะได้รับโอกาสชี้แจงต่อผู้พิพากษาไอซีซีสามคนเพื่อนำเสนอเหตุผลในการปฏิเสธ หากผู้พิพากษาตัดสินตามคำร้องขอของอัยการไอซีซี ประเทศไทยสามารถอุทธรณ์ต่อองค์คณะของผู้พิพากษาชั้นอุทรณ์ของไอซีซี
กรณีที่สอง แม้ประเทศไทยจะไม่ปฏิเสธ อัยการไอซีซียังไม่สามารถเปิดการสอบสวนแบบเต็มขั้นได้ นอกจากอัยการจะได้รับความเห็นชอบจากองค์คณะผู้พิพากษาไอซีซีสามคนเสียก่อน หากไม่มีความเห็นชอบดังกล่าว อัยการสามารถเปิดทำการตรวจสอบเบื้องต้นได้เท่านั้น
โดยสรุปคือ การประกาศยอมรับอำนาจศาลไอซีซีของรัฐบาลภายใต้มาตรา 12.3 เป็นเพียงการเปิดประตูให้กับกระบวนการการพูดคุยอย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศไทยและไอซีซีเท่านั้น มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

คำถาม: อะไรคือการตรวจสอบเบื้องต้น?
คำตอบ: การตรวจสอบเบื้องต้นคือก้าวแรกที่ออกแบบมาเพื่อกำหนดว่าอัยการไอซีซีควรขอความเห็นชอบจากผู้พิพากษาไอซีซีก่อนว่าจะเปิดการสอบสวนแบบเต็มขั้นหรือไม่ ในการตรวจสอบเบื้องต้น อัยการไอซีซีสามารถพิจารณาติดตามความคืบหน้าการสอบสวนและการดำเนินคดีในประเทศไทย อัยการสามารถทำการไต่สวนอย่างจำกัดว่าอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การตรวจสอบเบื้องต้นจะไม่แทรกแซงการสอบสวนหรือดำเนินคดีอาชญากรรมในประเทศไทย กระบวนการในไทยสามารถเดินหน้าไปได้ในเวลาเดียวกัน

คำถาม: หากรัฐบาลไทยประกาศยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของศาลไอซีซี อัยการจะเปิดการตรวจสอบเบื้องต้นหรือไม่?
คำตอบ: อัยการจะต้องเป็นผู้ตัดสินเอง อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของศาลไอซีซี เราเข้าใจว่าอัยการจะเปิดการตรวจสอบเบื้องต้นต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กล่าวอ้างอันเกิดขึ้นในปี 2553

คำถาม: อัยการไอซีซีสามารถทำอะไรได้บ้างในการตรวจสอบเบื้องต้น?
คำตอบ: อัยการสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ส่งให้อัยการโดยสมัครใจ อัยการสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมบนพื้นฐานของความสมัครใจจากรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างชาติ จากองค์กรสหประชาชาติ และจากองค์กรเอกชน หรือองค์กรรัฐบาลสากล นอกจากนี้ อัยการสามารถรับคำให้การที่เสนอให้โดยความสมัตรใจในกรุงเฮก และจากข้อมูลทั้งหมดนี้ อัยการสามารถตัดสินว่ามีหลักพื้นฐานอันสมเหตุสมผลที่จะเปิดการสอบสวนอย่างเต็มขั้นหรือไม่

คำถาม: อัยการไม่มีอำนาจทำอะไรในการตรวจสอบเบื้องต้น?
คำตอบ: ในการตรวจสอบเบื้องต้น อัยการไอซีซีไม่สามารถเรียกร้องให้รัฐบาลส่งตัวพยาน และไม่สามารถสัมภาษณ์หรือทำการสอบสวนในประเทศไทยได้ หากอัยการเชื่อว่า การกระทำดังกล่าวมีความจำเป็น อัยการต้องแจ้งให้ประเทศไทยทราบและขอความเห็นชอบจากผู้พิพากษาไอซีซีให้เปิดการสอบสวนแบบเต็มขั้นตามที่อธิบายในข้างต้น

คำถาม:การตรวจสอบเบื้องต้นใช้เวลานานเท่าไร?
คำตอบ: ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อาจใช้เวลาหลายเดือน หากอัยการไอซีซีตัดสินว่าจะให้รัฐไทยทำการสอบสวนดังกล่าวเอง อาจต้องใช้เวลาหลายปี

คำถาม: เป็นไปได้หรือไม่ที่อัยการไอซีซีอาจไม่ร้องขอให้เปิดการสอบสวนแบบเต็มขั้น?
คำตอบ: เป็นไปได้ หากเกิดความยุติธรรมขึ้นในประเทศไทยแล้ว เพราะไม่มีความจำเป็นที่อัยการไอซีซีจะต้องร้องขอให้มีการเปิดการสอบสวนแบบเต็มขั้น

คำถาม: หากอัยการร้องขอให้เปิดการสอบสวนอย่างเต็มขั้น และสรุปว่ามีผู้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติขึ้น อัยการสามารถแจ้งข้อหาทางอาญาต่อบุคคลเหล่านั้นได้หรือไม่?
คำตอบ: ไม่ได้ ขั้นแรกเลยอัยการต้องขอความเห็นชอบจากผู้พิพากษาไอซีซีเสียก่อน ผู้ที่ถูกกล่าวหาและรัฐบาลไทยจะได้รับโอกาสชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อศาล หากผู้พิพากษาไอซีซีสามคนตัดสินว่าคำปฏิเสธนั้นฟังไม่ขึ้น พวกเขาสามารถอุทรณ์ต่อองค์คณะผู้พิพากษาอุทรณ์ไอซีซีห้าคนได้

คำถาม: หากผู้พิพาพากษาไอซีซีเห็นชอบให้อัยการแจ้งข้อหาได้ อัยการสามารถสั่งจับกุมบุคคลนั้นได้หรือไม่?
คำตอบ: ไม่ได้ มีเพียงผู้พิพากษาไอซีซีเท่านั้นที่สามารถสั่งให้จับกุมบุคคลที่ถูกกล่าวหาได้

คำถาม: หากผู้พิพากษาไอซีซีออกหมายจับ ประเทศไทยจะต้องจับกุมและส่งตัวบุคคลที่ถูกกล่าวหาให้ไอซีซีใช่หรือไม่?
คำตอบ: ใช่เพราะตามข้อตกลงทางตุลาการ โดยการประกาศว่าจะยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีต่อกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ประเทศไทยจึงยอมรับที่จะให้ความร่วมมือกับไอซีซี อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกจับกุมมีสิทธิที่จะโต้แย้งเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการจับกุมนั้นต่อศาลไทยเป็นลำดับแรก และหลังจากนั้นต่อผู้พิพากษาไอซีซี หลังจากที่เขาถูกส่งตัวไปยังกรุงเฮกแล้ว

คำถาม: การดำเนินคดีของไอซีซีจะเป็นไปอย่างยุติธรรมหรือไม่?
คำตอบ: มีความเป็นธรรม เพราะผู้พิพากษาไอซีซีเป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระทางกฎหมายอาญาและกฎหมายระหว่างประเทศ เลือกโดยรัฐบาลจากประเทศมากกว่า 120 ประเทศที่เป็นภาคีกับไอซีซี ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะแก้ต่างต่อศาลไอซีซีโดยใช้ทนายของตนเอง และจะได้รับความเป็นธรรมในสิทธิการพิจารณาคดีซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศให้การยอมรับ ผู้ถูกกล่าวหาทุกรายจะถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาจะไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดได้นอกจากจะมีการพิสูจน์ว่าพวกเขากระทำผิดอย่างแน่แท้ และหากถูกตัดสินว่ามีความผิด ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะอุทรณ์ต่อองค์คณะผู้พิพากษาอุทรณ์ไอซีซีห้าคน

คำถาม: รัฐบาลไทยต้องได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์หรือรัฐสภาเพื่อที่จะประกาศยอมรับอำนาจพิจารณาของไอซีซีต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในปี 2553 หรือไม่?
คำตอบ: ไม่จำเป็นเพราะภายใต้มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญไทยระบุว่า การลงนามในสนธิสัญญาทุกอย่างต้องได้รัความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์ และการลงนามในสนธิสัญญาบางประเภทต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา อย่างไรก็ตาม การประกาศยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของรัฐบาลไทยในกรณีชั่วคราวตามมาตรา 12.3 แห่งธรรมนูญกรุงโรมไม่ใช่สนธิสัญญา ตามคำนิยามคือ สนธิสัญญาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสัญญาสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายระหว่างประเทศไทยกับคู่สัญญาหรือคณะสัญญาอื่น สนธิสัญญาจะมีผลทางกฎหมายต่อเมื่อหลังจากที่บุคคลอย่างน้อยสองฝ่ายตกลงที่จะยอมรับข้อผูกพันธ์ทางกฎหมาย
ในทางตรงข้าม การประกาศตามมาตรา 12.3 เป็นการกระทำฝ่ายเดียวโดยประเทศไทย การประกาศมีผลทางกฎหมายทันทีเมื่อประเทศไทยประกาศแจ้งต่อไอซีซี ไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบตกลงจากไอซีซีเพื่อให้การกระทำดังกล่าวมีผลทางกฎหมาย คำประกาศไม่ใช่สัญญา แต่เป็นการกระทำใช้อำนาจทางอธิปไตยของประเทศไทย เนื่องจากไม่ใช่สนธิสัญญา จึงไม่ต้องดำเนินตามขั้นตอนในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญไทย และไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์หรือรัฐสภา

คำถาม: การประกาศภายใต้มาตรา 12.3 จะทำให้มีการแก้ไขกฎหมายไทยฉบับใดหรือไม่?
คำตอบ: ยังไม่ต้องในขั้นตอนนี้ และบางทีอาจไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายฉบับใดเลยก็ได้ รัฐบาลสามารถยอมรับคำประกาศตามมาตรา 12.3โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ หากอัยการไอซีซีตัดสินใจที่จะเปิดการตรวจสอบเบื้องต้น และเราเชื่อว่าอัยการจะทำเช่นนั้น ในขั้นตอนนี้ยังไม่ต้องมีการออกกฎหมายใหม่เช่นกัน แต่อาจต้องมีการการแก้ไขกฎหมายไทยบางฉบับเท่านั้นหากไอซีซีตัดสินใจที่จะเปิดการสอบสวนแบบเต็มขั้น ซึ่งอย่างอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือหลายปีนับจากนี้ไป

คำถาม: ไอซีซีทำให้พระมหากษัตริย์ตกอยู่ในภัยอันตรายหรือไม่?
คำตอบ: ไม่ ไม่โอกาสที่ไอซีซีจะดำเนินคดีต่อพระมหากษัตริย์ได้เลย

11
ต.ค.

สุนทรพจน์ของนายอัมสเตอร์ดัมต่อที่ประชุมนักกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียว่าด้วยเรื่องไอซีซีและกรณีประเทศไทย

สุนทรพจน์ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมต่อที่ประชุมน ักกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียว่าด้วยเรื่องไอซีซีและกรณีประเทศไทย ณ.วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555 โดยนายโรเบิร์ตได้กล่าวถึงการประวัติและความก้าวหน้าของการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ไอซีซีเข้ามาดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในประเทศไทยปี 2553

สุนทรพจน์ต่อที่ประชุมนักกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียว่าด้วยเรื่องไอซีซีและกรณีประเทศไทย

19
ก.ย.

ทนายเสื้อแดงประณามรายงานคอป.เรื่องความรุนแรงปี 2553

วอชิงตัน ดีซี วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555 – ทนายของกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดงแห่งประเทศไทยประณามข้อสรุปของรายงานล่าสุดเรื่องการสังหารผู้ชุมนุมในปี 2553 โดยระบุว่าเป็นรายงานที่ไม่สร้างสรรค์และยั่วยุเพราะเหยื่อจะไม่ยอมรับอะไรที่น้อยกว่าการนำเอาตัวคนผิดมาลงโทษ

“พวกเราทุกคนอยู่ที่นั้นและรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รายงานชิ้นนี้เกือบทั้งหมดช่วยล้างผิดทำให้กับตัวการสำคัญหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ สร้างมลทินให้กับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ” นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือเสื้อแดงกล่าว “เหยื่อจะไม่ยอมรับผิดพลาดเรื่องความเเท่าเทียมระหว่างการที่กองทัพยิงประชนมือเปล่าและสิทธิพลเรือนในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยการทำรัฐประหาร”

ในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555 คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เผยแพร่รายงานสุดท้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 รายถูกสังหารในการปฏิบัติการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงของกองทัพ

ตามที่นายอัมเตอร์ดัมระบุ เมื่อรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะตั้งคอป.ขึ้น มีเหตุผลที่ต้องตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอิสระ อำนาจ และสมาชิกภาพของคณะกรรมมาการ สามปีก่อนหน้านี้ ประธานคอป. นายคณิต ณ นครได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลทหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งให้สอบสวนกรณี “ฆ่าตัดตอน”และได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเขาไม่สนใจเรื่องการนำใครมาลงโทษและให้ความสนใจไปที่การให้อภัยมากกว่า

ตามที่นายอัมเตอร์ดัมระบุ เราจึงไม่สามารถเชื่อถือรายงานของคอป.ได้อย่างจริงจังเมื่อพิจารณาว่ารายงานล้มเหลวที่จะกล่าวถึงลักษณะอันมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหารกองทัพที่ถอดถอนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร รัฐที่มาจากการเลือกตั้งตามแนวทางประชาธิปไตยในปี 2549 อันเป็นความขับข้องใจหลักของการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย นายอัมเตอร์ดัมกล่าวว่า คอป.กลับโทษทักษิณว่าทำให้เกิดรัฐประหาร เหมือนที่รองนายรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณโทษผู้ชุมนุมว่า “วิ่งเข้าหากระสุน” เอง

“การนำเสนอข้อมูลในรายงานคอป.เรื่องการสังหารผู้ชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 ล้มเหลวที่จะประณามการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลอย่างชัดเจนในเรื่องการตั้งเขตใช้กระสุนจริงในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ” นายอัมเตอร์ดัมกล่าว “คนเสื้อแดงไม่ยอมรับบทสรุปของรายงานที่ลำเอียงชิ้นนี้เนื่องจากเป็นความพยายามที่จะล้างความผิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อโดยคนกลุ่มเล็กในประเทศไทยอย่างกลุ่มอำมาตย์ เราจะสู้ต่อไปเพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษ เพื่อที่ประชาชนไทยจะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงของทหารครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีใครต้องรับผิด”

วงจรของความรุนแรงที่ทหารสังหารพลเรือนเกิดขึ้นเป็นประจำในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2516, 2519, 2535, 2552 และ 2553 ตามที่นายอัมเตอร์ดัมระบุ บทสรุปของรายงานฉบับนี้เป็นสิ่งรับประกันว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกแน่นอน

ในปลายเดือนมิถุนายน นักประวัติศาสตร์ไทยดร.ธงชัย วินิจกุลได้นำนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมและคณะผู้แทนเหยื่อ พยานและสมาชิกรัฐบาลเข้าพบศาลอาญาระหว่างประเทศ ( ไอซีซี) ที่กรุงเฮกเพื่อสนทนากับกับเรื่องคำร้องขอให้ไอซีซีทำการสอบสวนสถานการณ์ประเทศไทย

“ขณะที่บางส่วนของรายงานมีคำแนะนำที่ควรยกย่อง แต่ส่วนที่กล่าวถึงความรุนแรงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 กลับล้มเหลวอย่างน่าสังเวช” ดร.ธงชัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิลกล่าว “คณะกรรมมาการถูกชี้นำด้วยอคติและแนวความคิดของพวกเขาเองเพราะมีคณะกรรมการของคอป.หลายรายที่สนับสนุนการทำรัฐประหารในปี 2549 องค์กรสิทธิมนุษยชนที่จริงจังควรใช้ความระวังก่อนที่จะรับรองรายงานฉบับนี้”