Skip to content

Posts from the ‘ประเทศไทย’ Category

19
พ.ค.

“โชคร้ายที่มีประชาชนเสียชีวิต”

เมื่อห้าปีที่แล้ว วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมือเปล่าหลายพันคนเข้าไปหลบภัยในวัดปทุมฯ หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงซึ่งสุดตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ พวกเขาเดินทางไปที่นั้น เพราะได้รับคำมั่นสัญญาจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าวัดถูกกำหนดให้เป็นสถานที่พักพิงอันปลอดภัยเพื่อหลบหลีกจากพลซุ่มยิงและทหารที่ถูกรัฐบาลซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ส่งไปปฏิบัติการบนท้องถนน ณ จุดนั้น การชุมนุมประท้วงได้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 เดือน ประชาชนเกือบ 90 คนรวมถึงเด็ก ทหาร และพลเรือนมือเปล่าหลายคนถูกสังหาร และอีก 2,000 คนได้รับบาดเจ็บหลังจากที่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ถูกเปลี่ยนให้เป็นสนามรบ

คืนก่อนที่ประชาชนผู้สิ้นหวังซึ่งนั่งจับเข่ากันด้วยความหวาดกลัวในวัดปทุมฯ สมาชิกวุฒิสภาได้พบกับแกนนำผู้ชุมนุมเพื่อพยายามที่จะหาทางออกโดยสันติกรณีที่การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงกำลังกลายเป็นวิกฤติของประเทศอย่างช้าๆ สมาชิกวุฒิสภาเดินทางไปประชุมกับแกนนำผู้ชุมนุมด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขาได้รับคำสัญญาจากนายกฯอภิสิทธิ์ว่าหากแกนนำผู้ชุมนุมตกลงที่จะเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไข กองกำลังทหารของรัฐบาลจะหยุดการ “ปราบปราม” ประชาชนและปล่อยให้ผู้ชุมนุมสลายตัวไปอย่างสันติ

หลักฐานที่เราเผยแพร่เมื่อหลายวันก่อน รวมถึงบันทึกการประชุมระหว่างแกนนำผู้ชุมนุมและตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แกนนำนปช./เสื้อแดงตกลงที่จะเจรจาอย่างไม่มีเงื่อนไข และยินดีทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อช่วยให้การสลายการชุมนุมเป็นไปอย่างสันติ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม หนึ่งวันหลังจากการเจรจาของสมาชิกวุฒิสภาและแกนนำนปช./เสื้อแดงเผยให้เห็นว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์จะมีเจตนาร้ายแล้ว เขายังใช้ผู้แทนสมาชิกวุฒิสภาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงแกนนำผู้ชุมนุม และในช่วงเย็นวันที่ 19 พฤษภาคม กองทัพไทยซึ่งได้รับคำสั่งจากนายอภิสิทธิ์ให้ปฏิบัติการบนท้องถนนในกรุงเทพฯได้ยิงสังหารพลเรือนมือเปล่าที่อยู่ในวัดปทุมฯ

ในค่ำคืนของวันที่ 19 พฤษภาคม ประชาชน 6 รายที่เข้าไปหลบภัยในวัดปทุมเสียชีวิตลง นายมาร์ค แมคคินนอน นักข่าวผู้ที่ได้รับการยอมรับและมากไปด้วยประสบการณ์ซึ่งทำงานให้กับ The Globe and Mail หนังสือพิมพ์แคนาดาติดอยู่อยู่ในวัดปทุมฯ และเป็นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ในปี 2554 เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีว่าวัดปทุมฯ “ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย” และเขา “อยู่ในนั้นหลายชั่วโมงและไม่เห็นปืน” คำให้การของนายแมคคินนอนมิเพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากพยานหลายคนเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากรายงานทางนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงล้วนๆ ไม่มีทางโต้แย้งได้

เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เผยแพร่ข้อสรุปของรายงานนิติวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงคือเหยื่อ 6 รายซึ่งถูกยิงสังหารในวัดหทุมฯไม่มีสารจากการใช้วัตถุระเบิดหรือการยิงปืน และพวกเขาถูกยิงมาจากทิศทางที่ทหารประจำการอยู่ และไม่มีหลักฐานใดระบุว่ามีการยิงตอบโต้ทหาร

แล้วเหตุใดนายกฯ อภิสิทธิ์ ผู้ซึ่งได้รับการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนแพงที่สุดสำหรับชนชั้นนำในอังกฤษและหลังจากนั้นก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจึงได้ใช้วิธีการที่หลอกลวงและสะเพร่าในสถานการณ์ที่เกิดการปะทุได้ง่ายเช่นนี้? เหตุใดเขาจึงปล่อยให้กองทัพทำร้ายและสังหารพลเรือน? อภิสิทธิ์ไม่รู้หน้าที่ทางกฎหมายในฐานะนายกรัฐมนตรีในการรับรองว่าจะมีการใช้กำลังอย่างน้อยที่สุดในการสลายการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย?

ตามหลักฐานที่เราเผยแพร่แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ได้รับคำแนะนำจากอัยการสูงสุดอย่างชัดเจนและรับรู้ข้อจำกัดทางกฎหมายในการปฏิบัติการสลายการชุมนุมที่เขาสั่งการ

คำถามชัดเจนที่เกิดจากเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้คือ เหตุใดนายอภิสิทธิ์ถึงไม่ถูกดำเนินคดีในสิ่งที่เขากระทำ? เขาเสียอำนาจการควบคุมทหารที่เขาสั่งให้ไปก่อความรุนแรงต่อประชาชนที่เขามีหน้าที่ปกป้อง? และหากเขาเสียการควบคุม เหตุใดเขาจึงไม่ลาออกโดยทันทีและพยายามดำเนินคดีแต่นายทหารและทหารที่สังหารประชาชนมือเปล่าที่เข้าไปหลบภัยในสถานที่ที่รัฐบาลของเขากำหนดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย?

ตามที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เลือกที่จะทำเช่นนั้น คนที่ถูกนักกิจกรรมประชาธิปไตยขนานนามว่า “มาร์ค ร้อยศพ” จารึกบทบาทของเขาในบทประวัติศาสตร์นองเลือดโดยการตอบคำถามนักข่าวบีบีซีเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในกรุงเทพว่า “โชคร้ายที่มีประชาชนเสียชีวิต”

เราหวังการการเผยแพร่เอกสารเหล่านี้จะทำให้ประชาชนไทยสามารถรักษาอำนาจการควบคุมอดีตได้บ้าง และสิทธิการทำผิดแล้วลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐที่คนอย่างนายอภิสิทธิ์ได้รับจะแห้งเฉาและยุติลงในที่สุด

เราหวังว่าการตายเพราะ “ความโชคร้าย” ในการสังหารหมู่กรุงเทพฯ ทั้งหมดจะได้ถูกลืมเลือนและความยุติธรรมจะเกิดขึ้น

16
พ.ค.

เหตุใดเราจึงต้องจดจำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติของกองทัพไทย

หากมีสิ่งหนึ่งที่สามารถนิยามความชั่วร้ายของรัฐบาลไทยซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะระหว่างปี 2551 ถึง 2554 ได้ นั้นก็คือเหตุการณ์ที่แสดงถึงความไม่แยแสต่อชีวิตมนุษย์อย่างน่าสะพรึงกลัวและหยาบหนาในระหว่างการสังหารหมู่กรุงเทพฯ ปี 2553

สำนักงานกฎหมายของผมได้กล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การใช้พลซุ่มยิงซึ่งถูกฝึกฝนมาอย่างดีและติดอาวุธสงครามอันทันสมัยต่อผู้ชุมนุมพลเรือนมือเปล่า ทำให้สิ่งที่นายอภิสิทธิ์และกองทัพไทยก่อในเดือนเมษายน/พฤษภาคม ปี 2553 ไม่ใช่แค่อาชญากรรมต่อประชาชนไทย แต่เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

แต่การกระทำของกองทัพไทยและนายอภิสิทธิ์ในปี 2553 มิใช่เพียงสิ่งเดียวที่ตอกย้ำกิตติศัพท์เรื่องการสร้างความหวาดกลัวอันโง่เขลาและเลือดเย็นต่อประชาชนของตัวเอง เท่านั้น พวกเขายังพยายามการันตีที่จะสร้างประวัติศาตร์เท็จจากเหตุการณ์อันน่าสยองขวัญ ดังนั้นพวกเขจึงมิได้เพียงแค่ปฏิเสธความยุติธรรมและความจริงต่อกลุ่มคนที่ต้องรับผลความปวดเจ็บจากการกระทำของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสของการปรองดองอย่างแท้จริง

ในหลายวันก่อน องค์กรที่มีชื่อผิดๆและน่าละอายว่า คณะกรรมการ “ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” พยายามดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีจากการเลือกตั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีของเธอ เพราะอนุมัติเงินเยียวยาให้กับประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียหรือบาดเจ็บจากการเมืองในระหว่างปี 2548-2553 แม้ว่าจะมีความผิดพลาดบ้างในการเยียวยาครั้งนี้ แต่ทว่ามันเป็นเหตุการณ์แรกที่รัฐไทยยอมรับและชดเชยความเสียหายที่กระทำต่อพลเรือนตนเอง เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการสังหารหมู่และวัฒนธรรมการทำผิดแล้วลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐในไทยแล้วจะพบว่า การเยียวยาดังกล่าวคือสิ่งที่พิเศษและไม่ธรรมดา

แต่สิ่งที่พิเศษน้อยกว่าคือ การที่เผด็จการทหารไทยพยายามจะเขียนเรื่องราวในอดีตขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกันก็ใช้คำพูดโน้มน้าวอันเป็นเท็จเรื่องความสามัคคีและการปรองดอง นี่คือกลยุทธ์เก่าที่กลุ่มอำมาตย์ใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า

และตามที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สำนักงานกฎหมายของผมจะเผยแพร่เอกสารหลายฉบับที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ปี 2553 ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนต่อประชาชนซึ่งเป็นพยานในเหตุการณ์สยองขวัญปี 2553 รวมทั้งตัวผมที่ได้เข้าร่วมพยายามเจรจาหาแนวทางสันติในครั้งนั้นด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะแจกจ่ายเอกสารเหล่านี้เพื่อให้ผู้แสวงหาความยุคิธรรมในประเทศไทยติดอาวุธเพื่อใช้ในการต่อสู้นี้

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา หลายคนรับรู้ความจริงและมีปนิธานอันแนวแน่พยายามที่จะเปิดโปงการการโกหกหลอกลวงที่ชัดแจ้งของกองทัพ พรรค “ประชาธิปัตย์” ของนายอภิสิทธิ์ และกลุ่มสนุนบริวารที่ทำงานโฆษณาชวนเชื่อให้พวกเขา กองทัพและนายอภิสิทธิ์พยายามอย่างสุดขั้วที่จะปกปิดอาชญากรรม กระทั่งพยายามยามใช้กระบวนการ “ปรองดอง” อันหลอกหลวงเพื่อจะรักษาและดำเนินระบบการทำผิดแล้วลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐในทางพฤตินัย

หนทางเดียวอันจะนำไปสู่การปรองดองคือความจริงและความยุติธรรมอันซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพไทยและพรรคประชาธิปัตย์หลาดกลัวอย่างที่สุด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราจะต้องยึดมั่นในขณะที่เรายังดำเนินการต่อสู้ต่อไป

11
พ.ค.

คำแถลงการณ์: เราจะไม่ลืมการสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ

วันที่ 19 พ.ศ. 2558 คือวันครบห้าปีการสังหารหมู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งพลเรือนมือเปล่าเกือบ 100 รายถูกกองทัพไทยสังหารบนท้องถนนในเมืองหลวงระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 ณ วัดปทุมวนาราม สถานที่อันถูกกำหนดให้เป็นที่ “พักพิงอันปลอดภัย” โดยรัฐบาลซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจากพรรค “ประชาธิปัตย์” และยังเป็นรัฐบาลที่ออกคำสังอันนำไปสู่การสังหารประชาชนด้วยเช่นกัน เหยื่อผู้ถูกสังหารในวัดปทุมฯ ประกอบไปด้วยอาสาพยาบาลและผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดยศาลไทยได้มีคำสังในเดือนสิงหาคม ปี 2556 ว่าการตาย “เกิดจากประสุนที่ยิงมาจากทิศทางของทหารไทย” แต่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีบุคคลใดถูกดำเนินคดีดังกล่าว

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลเผด็จการทหารชุดปัจจุบันพยายามอย่างหนักที่จะไม่ยอมรับรายละเอียดของการตายในวัดปทุมฯ และเขียนประวัติศาสตร์การสังหารหมู่กรุงเทพฯ  เหุตการณ์ที่คนไทยทั่วไปหลายหมื่นคนเป็นประจักษ์พยานด้วยตนเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ส ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในมหานครลอนดอนจะเผยแพร่เอกสารสำคัญทางกฎหมายหลายฉบับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้เผด็จการทหารไทยและพวกพ้องในพรรคประชาธิปัตย์ของพวกเขาดำเนินการปกปิดอาชญากรรมนี้ และเอกสารเหล่านี้จะเผยให้เห็นว่ากลุ่มคนที่กระทำการปกปิดอาญชากรรมนั้นมิเพียงแต่โกหกเท่านั้น แต่เกือบจะแน่นอนว่า เผด็จการทหารไทยยังให้ที่หลบซ่อนเหล่าเหล่าฆาตกรในนามของกองทัพ

ในคำแถลงการณ์ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ผู้นำที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สกล่าวว่า

“เราจะเผยแพร่เอกสารนี้ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถติดตั้งเครื่องมืออันจำเป็นในการลบล้างคำกล่าวอันเป็นเท็จของเผด็จการได้อย่างง่ายดาย และมันคือสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่บุคคลผู้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมในประเทศไทยจะอ่านเอกสารนี้และสรุปเหตุการณ์การสังหารหมู่ในวัดปทุมฯ และเหตุการณ์สังหารอื่นซึ่งเกิดขึ้นในเหตุการณ์สังหารหมู่กรุงเทพฯ ปี 2553 ด้วยตนเอง”

“นอกจากนี้ กองทัพไทยและพรรคประชาธิปัตย์ควรจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ประชาชนไทยจะนำตัวพวกเขามารับผิดต่อการกระทำ และคาดหวังว่าจะได้เห็นความจะยุติธรรม”

7
พ.ค.

“ผู้ที่ควบคุมปัจจุบัน ควบคุมอดีต และผู้ที่ควบคุมอดีต ควบคุมปัจจุบัน”

ในช่วงปลายค.ศ. 1960 และต้นค.ศ. 1970 กองทัพไทยเข้าร่วมการต่อสู้อันดุเดือนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เพื่อช่วงชิงการปกครองประเทศ พื้นที่ขนาดใหญ่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มพคท. และกองทัพไทยใช้กลยุทธ์อันโหดเหี้ยมในการแย่งชิงอำนาจปกครองกลับคืนมา

หนึ่งในการกระทำอันโหดเหี้ยมที่สุดของกองทัพไทยในระหว่างการต่อสู้กับพคท.คือการสังหารหมู่ที่รู้จักกันดีว่า “การเผาถังแดง” ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ทั้งสิ้นมากถึง 3,000 รายถูกสังหารด้วยวิธีการอันสยดสยองและน่าสะพรึงกลัวภายใต้ “คำลั่งปฏิบัติการปราบปรามคอมมิวนิสต์” ของกองทัพไทย

ในงานเขียนของ นาย Matthew Zipple หัวข้อ “Thailand’s Red Drum Murders Through an Analysis of Declassified Documents” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร the Southeast Review of Asian Studies (ฉบับที่ 36 2014, หน้า 91-111) กล่าวถึงความสยองขวัญของการสังหารหมู่นี้ว่า:

“แหล่งข่าว…..อธิบายถึงวิธีการสังหารหลายรูปแบบ บางรายระบุว่าชาวบ้านถูกจับไปนั่งในถังน้ำมันแดงและถูกราดน้ำมันแก๊สโซลีน ก่อนถูกเผาทั้งเป็น (อ้างอิง: Peagam 1975, 22; Dennis 1982, 130; Haberkorn 2013, 186) และวิธีการที่สองคือให้นักโทษนอนบนท่อนซุงและทหารจะเอาท่อนซุงวางทับบนร่างของนักโทษอีกหนึ่งชั้น จากนั้นก็จะเอาน้ำมันราดและเผาชาวบ้านทั้งเป็น ( อ้างอิง: Dennis 1982, 143) สุดท้ายคือ แหล่งข่าวอธิบายถึงวิธีการใช้เตาแดงสองชั้น ซึ่งวิธีการคือ จับเอาเหยื่อไปขังในเตาเปล่าๆด้านบน ด้านล่างของเตาจะถูกแทนที่ด้วยเตาย่างเหล็ก จากนั้นทหารจะเอาเตาที่สองซึ่งบรรจุแก๊สโซลีนมาวางด้านล่างเตาอันแรกและจุดไฟเผาเหยื่อทั้งเป็น แหล่งข่าวอื่นอธิบายถึงการสังหารด้วยวิธีการอื่น รวมถึงโยนเหยื่อลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ( อ้างอิง: Bangkok Post Special Publication 2003, 2) และการยิงสังหาร ( อ้างอิง: Peagam 1975, 22) อีกครั้งที่แหล่งข่าวเห็นตรงกันว่าทหารซ้อมทรมานพลเรือนและสังหารด้วยพวกเขาด้วยการเผาทั้งเป็นในถัง”

เนื่องจากการฟื้นฟูของระบบที่ดูคล้ายประชาธิปไตยในประเทศไทยปีพ.ศ. 2516 การสังหารหมู่เผาดังแดงจึงกลายเป็นประเด็นในการรวบตัวกันของกลุ่มคนที่มองหาความยุติธรรมการรับผิด ดังที่นาย Zipple อธิบาย มีกลุ่มคนพยายายามจะนำกลุ่มนายทหารมาลงโทษต่ออาชญกรรมอันโหดร้ายทารุณนี้ แต่ความพยายามดังกล่าวถูกกลุ่มอำมาตย์ไทยขัดขวางผ่านทางระบบตุลาการและราชการ

การมีระบอบประชาธิปไตยในระยะเวลาอันสั้นในไทยถูกบดขยี้มากไปยิ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่กองทัพสังหารหมู่นักศึกษษในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีพ.ศ. 2519 และมีการรื้อฟื้นการปกครองด้วยกองทัพขึ้นมาอีกครั้งผ่านการทำรัฐประหารในปีเดียวกัน การสังหารหมู่เผาถังแดงถูกลืมเลือนและเกือบถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีใครเคยถูกดำเนินคดี ไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือการพิจารณาการกระทำดังกล่าวในศาล พลเรือนไทยมากถึง 3,000 รายถูกกองทัพของตนเองสังหาร และหลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกลืมเลือน

ในปัจจุบัน ปีพ.ศ. 2558 ประวัติศาสตร์ได้เดินซ้ำรอยอีกครั้ง

วันครบรอบ 5 ปีการสังหารหมู่กรุงเทพฯในวันที่ 19 พฤษภาคมกำลังจะมาถึง วันที่พลเรือนร้อยรายถูกกองทัพไทยยิงสังหารบนท้องถนนในเมืองหลวงไทย รัฐบาลอาชญากรทหารไทยซึ่งปราศจากความชอบธรรมได้พยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ทุกคนลืมการสังหารที่ก่อโดยพวกเขา

อาทิตย์นี้ ในการพิจารณาคดีของศาลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของช่างภาพนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโร มูราโมโตในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 วันที่กองทัพไทยได้เข้าทำร้ายผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอันนำไปสู่การเสียชีวิตของคน 24 ราย นายถวิล เปลี่ยนศรีซึ่งในขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้นปฏิเสธว่าไม่เคยมี “การปราบปราม” ประชาชน เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ไม่มีการใช้กำลังในการปราบปรามผู้ชุมนุม…. สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 คือการขอพื้นที่การจราจรคืน”

ยังมีกรณีอื่นซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปกปิดการสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ ปีพ.ศ. 2553 สำนักข่าวไทยรายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งได้รับมอบหมายให้สอบสวนการสังหารปี 2553 ตั้งแต่ต้นถูกบีบบังคับให้ทำงานร่วมกับ “ตัวแทนกองทัพ” ในการสอบสวนคดีดังกล่าว

หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ การสอบสวนกลายมาเป็น “อาวุธ” ที่กองทัพไทยใช้ในการปกปิดอาชญากรรม โดยเผด็จการไทยพลเอกประยุทธ์สามารถอ้างได้ว่าไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย

และมันไม่จบแค่นั้น กองทัพไทยยังหาทางที่จะควบคุมพลเรือนของตนเองแม้ว่าพวกเขาจะตายไปแล้วก็ตาม และนี่คือการกระทำของรัฐบาลเผด็จการทหารไทยที่เรียกได้อย่างเดียวว่าชั่วร้าย พวกเขาดูแคลนครอบครัวของเหยื่อปีพ.ศ. 2553 โดยตรง ขัดขวางไม่ให้พวกเขาจัดงานรำลึกถึงญาติพี่น้องที่เสียชีวิตโดยมีการข่มขู่ว่าจะมีการจับกุมคุมขัง

เราขอกล่าวกับครอบครัวซึ่งถูกกองทัพขัดขวางไม่ให้จัดงานไว้ทุกข์ว่า เราขออยู่เคียงข้างท่านและเราจะไม่ลืม

เราจะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อเปิดโปงคำโกหกของกองทัพไทยในวันและสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึงเพื่อรับรองว่าผู้ที่ถูกสังหารในปีพ.ศ. 2553 จะไม่ถูกลืมเลือนเหมือนเหยื่อในการสังหารหมู่เผาถังแดง

เราจะการันตีว่าความพยายามของกองทัพไทยในการควบคุมอดีตจะถูกขัดขวาง และในที่สุดจะถูกตัดทอน เราจะไม่ยอมให้พวกเขาควบคุมอนาคตโดยปราศจากการท้าท้าย

10
มี.ค.

วิธีการฟอกตัวนายอภิสิทธิ์? การสอบสวนจอมปลอมของป.ป.ช.

คำแถลงการณ์ล่าสุดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งงระบุว่าจะเริ่มสอบสวนกรณีการมีส่วนร่วมในเหตุการสังหารหมู่กรุงเทพฯปี 2553 ของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างเป็นทางการควรได้รับการตอบรับด้วยคำสบประมาทไม่ต่างจากการกระทำของกลุ่มสอพลอเผด็จการทหาร และภายใต้การปกครองรัฐบาลเผด็จการลิ้นสองแฉกเท่านั้นที่การสังหารพลเรือนมือเปล่าเกือบร้อยรายถูกลดขั้นไปเป็นแค่ “การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาน่าเบื่อหน่ายที่ป.ป.ช.ทำการสอบสวนนายอภิสิทธิ์

แต่เราไม่ควรไม่เข้าใจผิด ความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารคนเสื้อแดงเกือบร้อยรายในปี 2553 ไม่ได้ตกอยู่ที่นายภิสิทธิ์เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ พลเอกอนุพงษ์ และเหล่านายทหารอีกหลายนายที่สั่งการโดยตรงให้สังหาร

แล้วเหตุใดป.ป.ช.จึงตัดสินใจพุ่งเป้าไปที่นายอภสิทธิ์ตอนนี้? เหตุใดจึงไม่ผลักดันให้มีการดำเนินคดีในศาลอาญาไทยต่อไป ซึ่งการพิจารณาคดีมีการเก็บรายละเอียดเหตุการณ์อย่างท้วมท้น มีการจดบันทึกที่ดีเยี่ยม รวมถึงมีการสรุปอย่างรอบครอบว่าเจ้าหน้ารัฐ อาทิ นายอภิสิทธิ์และกองทัพต้องรับผิดชอบการตายของพลเรือนมือเปล่าหลายรายที่วัดปทุมวนารามในปี 2553

การกล่าวว่าป.ป.ช.เป็นองค์กรที่ขาดความน่าเชื่อถือและไร้ประสิทธิภาพดูจะเป็นการให้ความเกียรติพวกเขาเกินไป พวกเขาคือองค์กรที่ตัดสินว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ “มีความผิด” ข้อหา “คอรัปชั่น” โดยไม่หลักฐานทางเอกสารแม้แต่ชิ้นเดียวมายืนยัน การใช้ป.ป.ช.สอบสวนนายอภิสิทธิ์ข้อหา “กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” หลังจากนั้นคือกระบวนการซึ่งปฏิเสธความยุติธรรมและความจริงต่อประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง และเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่ชี้ว่าการสังหารประชาชนไทยทั่วไปไม่มีค่าพอที่รัฐบาลเผด็จการหรือระบบอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเหล่าสมุนรับใช้หรือกลุ่มคนสอพลอทำการสอบสวนอย่างจริงจัง

การตัดสินใจใช้ป.ป.ช.สอบสวนอภิสิทธิ์เผยให้เห็นมากไปอีกว่า มีความขัดแย้งกันในกลุ่มอำมาตย์ที่สนุบสนุนรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์และพรรคการเมืองตายด้านของเขา พรรค “ประชาธิปัตย์” คือกลุ่มผู้นำแถวหน้าของกลุ่มกปปส.ซึ่งพยายามทำลายเสถียรภาพของประชาธิปไตยไทยและสร้างเงื่อนไขในการยึดอำนาจโดยทหารในปี 2557 คนกลุ่มนี้มีความคิดมานานว่าพวกเขาคือพวกที่ “เกิดมาเป็นผู้นำ” ของประเทศไทย ในความคิดของนายอภิสิทธิ์ทหารคือองค์กรที่มีไว้ “สนับสนุน” การปกครองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง แม้ว่านั้นจะหมายความว่าต้องยิงประชาชนมือเปล่าเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2553 ก็ตาม

การ “แย่งชิง” ผลประโยชน์ซึ่งมีเงินหลายพันล้านดอลล่าเป็นเดิมพันทำให้กลุ่มคนขนาดเล็กปริศนาซึ่งสนับสนุนกลุ่มสองขั้วซึ่งกำลังทะเลาะกันคือ “พรรคประชาธิปัตย์” และกองทัพทะเลาเบาะแว้งกันอย่างต่อเนื่อง

และแน่นอนว่า คนที่ต้องสูญเสียมากที่สุดคือประชาชนไทยทั่วไป รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพวกเขาถูกล้มล้าง หลักนิติธรรมถูกทำลาย เสรีภาพถูกแย้งยื้อไปจากพวกเขา และพวกเขารู้ดีว่า หากออกไปประท้วง กลุ่มอำมาตย์นิยมรัฐประหารก็เตรียมพร้องที่จะยิงสังหารพวกเขาอย่างเลือดเย็น และหลังจากนั้นก็ปิดบังอำพรางอาชญากรรม

เราคงเพียงได้แต่หวังว่าจะมีการแก้ปัญหาอย่างสันติและเป็นธรรมในประเทศไทย

24
ม.ค.

ความน่าสะพรึงกลัวของมาตรา 112 และเผด็จการในประเทศไทย

สหราชอาณาจักรถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่โดดเด่น ไม่ใช่เพราะปราศจากปัญหา แต่เป็นเพราะความยาวนานและเสถียรภาพซึ่งมีรากฐานมาจากการแบ่งแยกเด็ดขาดระหว่างคณะบุคลลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่ร่างกฎหมายและประมุขรัฐ พระมหากษัตริย์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเจ้าหน้าที่ลงนามในหนังสือร่างกฎหมาย

การจัดการแบบง่ายๆนี้ ได้สรุปไว้อย่างบรรจงในเวปไซต์ทางการของสถาบันกษัตริย์แห่งสหราชอาณจักรว่า

“ความสามารถในการร่างและผ่านกฎหมายขี้นอยู่กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์”

นี่คือหลักฐานชัดเจน ความสามารถในการผ่านกฎหมายในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นไปโดยปกติขึ้นอยู่กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่กองทัพ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ หรือกลุ่มเครือข่ายวังขนาดใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองที่ไม่เป็นที่นิยม

และแน่นอนว่า ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งทำงานปกติไม่จำเป็นต้องบังคับให้คนอื่นชอบผ่านทางกฎหมายปิดปากป่าเถื่อนหรือแคมเปญสร้างความเกลียดชังอันน่าสะพรึงกลัว โดยเรียกบุคคลที่วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ว่า “เศษสวะมนุษย์” รวมถึงมีการเรียกร้องให้สังหารและซ้อมทรมานผู้วิจารณ์โดยกลุ่มผู้สนับสนุนแคมเปญเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

อีกทางหนึ่งในการทำความเข้าใจระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ “ระบอบสาธารณรัฐที่มีสถาบันกษัตริย์” (ระบอบนี้สถาบันกษัตริย์มีบทบาทน้อยกว่าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ: ผู้แปล) คำศัพท์นี้ได้รับความสนใจครั้งแรกในการอภิปรายช่วงยุค 90 ว่าประเทศออสเตรเลียควรจะปฏิเสธสถาบันกษัตริย์อังกฤษว่าเป็นประมุขรัฐ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐอย่างเต็มตัวหรือไม่

คณะกรรมาธิการซึ่งทำหน้าที่พิจารณากรณีดังกล่าว ซึ่งทำการศึกษาว่าประเทศออสเตรเลียจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญบทไหนบ้างหากต้องการเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐได้สรุปว่า ในกรณีนี้แทบไม่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย

“ประเทศออสเตรเลียเป็นรัฐซึ่งอำนาจสูงสุดมาจากประชาชนอยู่แล้ว และหน่วยงานรัฐต่างๆ ยกเว้นหน่วยงานสูงสุดของระบบ เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมาจากประชาชนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม องค์ประกอบเดียวของระบบรัฐบาลออสเตรเลียที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบรัฐบาลแบบสาธารณรัฐคือสถาบันกษัตริย์”

จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศไทยนั้นห่างไกลอย่างมากจากความเข้าใจและการยอมรับของนานาชาติว่าเป็น “ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ”

ปัจจัยเด่นชัดที่สุดซึ่งทำลาย “ความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ” คือบทบาทของกองทัพ ซึ่งใช้อำนาจเกินบรรทัดฐานหรือกรอบที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ได้ประพฤติตนเหมือน “รัฐที่เหนือกว่ารัฐปกติ” (deep state) ซึ่งพวกเขาได้อำนาจมาจากความสามารถในการจัดตั้งความรุนแรง อันนำไปสู่การทำรัฐประหารหลายครั้ง และนั้นคือคือสิ่งที่นักวิชาการอังกฤษ นายดันแคน แมคคาร์โกอธิบายไว้ว่าเป็น “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์”

ตามคำกล่าวของนายแมคคาร์โก “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์”  เข้าใจได้ว่าเป็น “รูปแบบการปกครองโดยกษัตริย์กึ่งหนึ่ง” นำโดย “กษัตริย์ไทยและพวกพ้อง” ซึ่งปราศจากความโปร่งใสโดยเนื้อแท้ เนื่องจากสนับสนุนให้เชื่อถือ ‘คนดี’ และไม่ให้ความสำคัญต่อสถาบันหรือกระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการที่ “กษัตริย์ไทยและผู้แทนกษัตริย์มักแทรกแซงทางกระบวนการทางการเมืองอย่างเข้มข้น” อีกด้วย

แล้วอะไรที่ยับยั้งไมให้คนไทยเข้าร่วมการอภิปรายอย่างแข็งขันเรื่องที่การเคลื่อนไหวของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ หรือคณะรัฐประหารยิ้มสยามเถื่อนนั้นขัดขวางประชาธิปไตยไทยอย่างไร? คำตอบคือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นกฎหมายป่าเถื่อนและน่าสะพรึงกลัว

ใครก็ตามที่สนใจประเทศไทยจะต้องบอกคุณว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” คือ “อาชญากรรม” การพูด “ต่อต้านสถาบันกษัตริย์” โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

บทบัญญัตินี้แตกต่างจากกฎหมายไทยอื่นตรงที่ทุกคนสามารถแจ้งความให้มีการสอบสวนการละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ และเนื่องจากการลงโทษที่ป่าเถื่อน รวมถึงการที่ศาลไทยตีความกฎหมายนี้อย่างคลุมเครือ ไม่มีเหตุผล และโหดเหี้ยม กฎหมายนี้จึงกลายเป็นอาวุธ “อันน่าสะพรึงกลัว” ทางกฎหมายที่ทั้งกลุ่มเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ชุดปัจจุบัน และเผด็จการทหารไทยเลือกใช้

ประชาชน เช่นนักข่าวไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขได้รับโทษจำคุกหลายปีเนื่องจากตีพิมพ์บทความเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ชายชรา นายอําพล ตั้งนพคุณถูกลงโทษจำคุก 20 ปีเพราะส่งข้อความวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ไปยังโทรศัพท์มือถือของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ผู้พิพากษาเองยังยอมรับว่าไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของนายอำพลได้อย่างหมดสงสัย

นายอำพลเสียชีวิตในเรือนจำในสภาพที่ย่ำแย่และโศกเศร้าอย่างที่สุด

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลเผด็จการทหารของพลเอกประยุทธ์ได้พยายามยกระดับความน่าสะพรึงกลัวของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนักวิจารณ์และนักวิชาการถูกบังคับให้ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ รวมถึงมีการจับกุมคนหลายคนด้วยกฎหมายนี้ คดีที่ร้ายแรงที่สุดคือการจับกุมและคุมขังนักศึกษาสองคนซึ่งเป็นนักแสดงในละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ซึ่งเป็นละครที่ถูกมองว่ามีการเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยหมิ่นสถาบันกษัตริย์อย่างมาก

เด็กสองนี้ถูกบีบบังคับด้วยสถานการณ์อันบีบคั้นให้ “สารภาพ” ว่ากระทำผิดทางอาญาและขณะนี้กำลังรอคำพิพากษา ประเด็นคือ ใครก็ตามที่ปฏิเสธที่จะ “สารภาพ” ว่ากระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมักจะไม่ได้ประกันตัวและถูกกักขังเป็นเวลานานในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครซึ่งมีสภาพโสโครกและแออัด

โดยสรุปคือ ประเทศไทยกำลังปกครองด้วยเผด็จการทหาร และหนึ่งในสิ่งบ่งชี้อันชัดเจนอย่างมากที่สุดว่าประเทศไทยยังคงอยู่นอกเหนือการยอมรับของนานาชาติในเรื่องรูปแบบ “ความถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญ” คือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการบังคับใช้ในรูปแบบของการสร้างความน่าสะพึงกลัวในระบบการเมืองไทย

ในระหว่างที่มาตรา 112 ยังดำรงอยู่ ประเทศไทยจะยังคงย่ำอยู่กับที่ต่อไป

2
ม.ค.

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมประกาศเริ่มกลุ่มรณรงค์อิสระเพื่อนำกลุ่มผู้นำรัฐประหารไทยมาลงโทษ

ลอนดอน – นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมจากสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สประกาศจัดตั้งกลุ่มรณรงค์อิสระกลุ่มใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำตัวเจ้าหน้ารัฐไทยมารับผิดในเขตอำนาจศาลต่างประเทศ

วัตถุประสงค์หนึ่งของการเคลื่อนไหวใหม่นี้คือการดำเนินคดีอาญาต่อคณะผู้นำรัฐประหารและกลุ่มบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ ที่กรุงเทพฯ ปี 2553 รวมถึงการหาแนวทางลงโทษในรูปแบบอื่น เพื่อนำความรับผิดชอบและความยุติธรรมมาให้เหยื่อ การรณรงค์นี้จะดำเนินโดยปราศจากค่าตอบแทน มีความเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงและไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใดในประเทศไทย

“เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการกวาดล้างอันน่าสะพรึงกลัวภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารในปัจจุบัน เราจะต้องไม่ละทิ้งความพยายามที่จะนำกลุ่มคนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและคณะบุคคลที่ฉีกทำลายประชาธิปไตยอันเปราะบางของไทยมาลงโทษ” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เรามองว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ – ความหวังในการฟื้นฟูหลักนิติธรรมและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเราได้เห็นกลุ่มอำมาตย์ถูกดำเนินคดีและลงโทษจากอาชญากรรมที่พวกเขากระทำเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้ สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สได้รับการว่าจ้างจากอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรเพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเสื้อแดง รวมถึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่าประเทศ (ICC) หลังจากการสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมในกรุงเทพฯ ซึ่งการสังหารหมู่ดังกล่าวส่งผลให้พลเรือนมือเปล่ากว่า 90 รายเสียชีวิตจากการสังหารของทหารไทย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กองทัพก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้ถดถอยลงอย่างรุนแรง สายสัมพันธ์การทำงานระหว่างนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรได้สิ้นสุดลง

“เรารู้สึกขอบคุณคุณทักษิณสำหรับโอกาสในการทำงานนี้ และหวังว่าคุณทักษิณจะประสบความสำเร็จในด้าน ตอนนี้เราให้ความสนใจกับการติดตามสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มภาคประชาชน เอ็นจีโอ และกลุ่มอิสระทางการเมืองกลุ่มอื่นเพื่อส่งเสริมสิทธิพลเรือนผ่านทางทุกช่องทาง พันธสัญญาของเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

11
ม.ค.

ฟูมฟักความหวาดกลัว – วิธีการที่กองทัพจัดการกับผู้วิจารณ์

การตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดของพลเอกประยุทธ์และกองทัพไทยต่อบทความล่าสุดของผม “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” คือทัศนคติตัวอย่างที่ไม่ยอมรับแนวคิดเรื่องการรับผิดหรือการอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตย เช่นนั้น เขาจึงพลาดที่จะเห็นถึงถ้อยคำถากถางอันชัดเจน โดยพยายามปฎิเสธว่าแทรกแซงการทำงานรัฐบาล พลเรือน แต่ขณะเดียวกันก็ข่มขู่ว่าจะขัดขวางไม่ให้ผู้วิจารณ์เข้าประเทศ ซึ่งย้ำถึงภาพลักษณ์ของประยุทธ์ในการปฎิบัติตนเหนือการควบคุมของระบบกฎหมายธรรมดาที่ชอบธรรม ดูเหมือนว่าการพูดความจริงกับกองทัพไทยมักจะนำมาซึ่งคำข่มขู่และสร้างความเคียดแค้นให้พวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยวิธีการแบบนี้ ผนวกกับการขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยได้ดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเกลียดชังในประเทศไทย

จากเหตุการ์ล่าสุด การเพาะปลูกความหวาดกลัวอย่างปราณีตนี้สร้างขึ้นบนซากศพของประชาชนมือเปล่าที่เสียชีวิตระหว่างการสังหารหมู่ปี 2553 ได้ไต่ไปถึงระดับของการข่มขวัญที่เหลือผู้วิจารณ์ไม่กี่คนที่กลัาเผชิญหน้ากับการกระทำผิดของกองทัพอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ประชาคมโลกและคณะทูตแทบจะเงียบเฉยเมื่อกองทัพสร้างเหตุการณ์ความตึงเครียดในกรุงเทพฯ ท่าทีอันเงียบเฉยคือสิ่งที่น่าสังเกต หากพิจารณาถึงความกระหายอยากที่จะทำรัฐประหารของกองทัพไทย เหมือนว่ากลุ่มเอ็นจีโอที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับและหลายองค์กรซึ่งมีสำนักงานภูมิภาคในกรุงเทพฯ ตั้งใจที่จะเงียบเฉยเมื่อประยุทธ์ขนรถถังเข้ามาในกรุงเทพฯและพูดตักเตือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

แม้สื่อต่างชาติและสำนักงานสื่อในกรุงเทพฯ หลายสำนักจะแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกองทัพเป็นการส่วนตัว แต่แทบจะไม่มีสื่อสำนักไหนเลยที่กล้าแสดงความเห็นต่อต้านกองทัพอย่างเปิดเผย พวกเขากลับเลือกเป้าหมายที่ไม่ได้มีอำนาจหรือพละกำลังที่คล้ายกัน หากเรานึกย้อนถึง 80 ปีของประวัติศาสตร์ไทยและศึกษาบทบาทกองทัพในการสร้างความไร้เสถียรภาพของประชาธิปไตย ตามที่กล่าวในบทความ “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” กองทัพของประยุทธ์ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมักเลือกที่อยู่ข้างคนที่เห็นคนไทยทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตนเอง

หากพิจารณาถึงท่าทีที่เงียบเฉยของกระบอกเสียงประชาคมโลก อย่าง กลุ่มเอ็นจีโอ สื่อ ไปจนถึงคณะทูตในกรุงเทพฯ ต่อการกระทำของกองทัพล่าสุดทำให้เห็นตัวอย่างของการยอมก้มหัวให้กองทัพ องค์กรนิรโทษกรรม ฮิวแมนไรท์วอซซ์ และองค์กรอื่นๆหายไปไหน? กลุ่มผู้แสวงหาความจริงสื่อต่างชาติที่มุ่งมั่นจะนำผู้มีอำนาจมารับผิดอยู่ที่ไหน? แม้จะมีหลักฐานพลาดพิงถึงกองทัพอย่างท่วมท้น ข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งคือพวกเขาไม่ถูกประยุทธ์หมายหัว แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของพวกเขา ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกมาทำอะไรบ้าง

30
มิ.ย.

คนเสื้อเหลืองในคราบหน้ากากขาว: กลุ่มนิยมอำนาจเก่าและต่อต้านประชาธิปไตย

หลายอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่ม “ผู้ชุมนุม” ขนาดเล็กแต่มีการวางแผนมาอย่างดีและมีศักยภาพได้เดินขบวนบนท้องถนนกรุงเทพฯและในจังหวัดอื่นพวกเขาขนานนามตนเองว่า “หน้ากากขาว” เพราะพวกเขาใช้หน้ากากวีกาย ฟอกส์สีขาวซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวชุมนุมกลุ่มนิรนามที่ก้าวหน้า การเกิดใหม่ของกลุ่มนี้ยังคงห่างไกลจากแนวความคิดเรื่องความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย ความเป็นธรรมชาติ และการเมืองแบบก้าวหน้าอย่างมากมาย

ตามที่ New Mandela ระบุในบทความสองบทความล่าสุดว่ากลุ่มหน้ากากขาวไม่ใช่อะไรนอกจากกลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงคลั่งชาติที่มาจากการรวมตัวของกลุ่มพธม. พิทักษ์สยามและกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกัน กลุ่มเหล่านี้เรียกตัวเองว่ากลุ่ม “ต่อต้านทักษิณ” แต่ศัตรูที่แท้จริงของพวกเขาคือประชาธิปไตย กลุ่มหน้ากากขาวเรียกร้องให้ “ล้มล้าง” รัฐบาลเพื่อไทยซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กลุ่มหน้ากากขาวยังไม่อายที่จะใช้ความรุนแรงต่อนักกิจกรรมที่เรียกร้องประชาธิปไตยตามรายงานของหนังสือพิมพ์ข่าวสด โดยเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้วในใจกลางกรุงเทพฯ พวกเขาพยายามทุบตีคนเสื้อแดงด้วยแท่งเหล็ก

การสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างกลุ่มหน้ากากขาวและกลุ่มฝ่ายขาวหัวรุนแรง ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มนักกิจกรรมเหล่านี้ทำกิจกรรม เช่นการร้องเพลงแนวเผด็จการฟาสซิสต์ “หนักแผ่นดิน” เป็นประจำ นอกจากนี้ แกนนำที่เข้าร่วมกับกลุ่มหน้ากากขาว เช่น ผู้ประสานงาน “กลุ่มกรีน” นายสุริยะใส กตะศิลาเริ่มหาข้ออ้างที่แปลกประหลาดและวิตถารว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ “กำลังสร้างเงื่อนไขเพื่อทำรัฐประหาร” ตนเอง

เราไม่ควรประเมินความซับซ้อนของกลุ่มหน้ากากขาวต่ำจนเกินไป บรรยากาศของ “ความเป็นธรรมชาติ” ทำให้กลุ่มนี้มีภาพลักษณ์การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มรากหญ้า” คล้ายคลึงกับกลุ่มอาหรับสปริงเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว นอกจากนี้ การใช้สัญลักษณ์การชุมนุมแบบก้าวหน้าและนิรนามนำไปสูภาพลักษณ์ที่ดีในหน้าสื่อ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม การรายงานข่าวในแง่ดีถูกผลักดันโดยกระบอกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์หนังสือภาษาอังกฤษ “บางกอกโพสต์” ซึ่งได้พยายามหลอกลวงผู้คนโดยนำเสนอว่ากลุ่มหน้ากากขาวคือกลุ่มผู้ชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย มากมายจะเป็นกลุ่มที่ผสมผสานกันของกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศไทย

แล้วใครอยู่เบื้องหลังกลุ่มหน้ากากขาว? บุคคลสำคัญในวงการสื่อที่มีอำนาจและร่ำรวย นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวอิสระทีนิวส์กลุ่มทีนิวส์ สองสำนักข่าวนี้เต็มไปด้วยคำด่าทอหยาบคายและมีแนวความคิดฝ่ายขวาหัวรุนแรง เป็นกลุ่มซึ่งให้การสนับสนุนอย่างลับๆต่อกลุ่มหน้ากากขาว

ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานว่านายสนธิญาณกล่าวว่า “เขาสนับสนุนกลุ่มนี้ เชื่อว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อมั่นว่ากลุ่มนี้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” นายสนธิญาณกล่าวต่อว่าบริษัทของเขาขายหน้ากากขาวให้ผู้ชุมนุมและ “มีคนซื้อหน้ากากราว 10,000 ใบ และยังมีการสั่งซื้อมาเรื่อยๆ” อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายสนธิญาณจะพูดจาล้ำเส้น เมื่อเข้าพูดถึงเพื่อนร่วมชาติ โดยเขาแนะนำว่า “ทักษิณและครอบครัวจะต้องถามตัวเองว่าพวกเขาสามารถอาศัยอยู่ในที่ที่มีแต่คนเกลียดพวกเขาได้อย่างไร” บางทีนายสนธิญาณอาจตั้งใจลืมว่าการเลือกตั้งทั่วไปทั้ง 5 ครั้งใน 12 ปีที่ผ่านมาให้ประชามติตามระบอบประชาธิปไตยต่อรัฐบาลที่นำโดยทักษิณ และการเคลื่อนไหวของหน้ากากขาวในกรุงเทพฯก็ไม่ได้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากนัก

แม้กลุ่มหน้ากากขาวไทยจะแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนมากขึ้นในเรื่องของการสื่อสารข้อความ แต่กลุ่มนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มนิยมอำนาจเก่าซึ่งเป็นกลุ่มพลังต่อต้านประชาธิปไตยอันเกิดจากการรวมตัวในรูปแบบใหม่โดยใช้การสื่อสารที่เป็นมิตร เราไม่ควรประเมินกลุ่มนี้ต่ำเกินไป การยืมเอาสัญลักษณ์ที่กำลังเป็นที่นิยมของการเคลื่อไหวของกลุ่มหัวก้าวหน้าทั่วโลกไม่ช่วยทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มหัวก้าวหน้าไปได้

29
เม.ย.

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มุ่งหมายสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาธิปไตยไทย

นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้กล่าวปาฐากถาซึ่งมีความโดดเด่นอย่างมากในการประชุมรัฐมนตรีครั้งที่ 7 ของประชาคมประชาธิปไตยในเมืองอูลัน บาตอ ประเทศมองโกเลีย

ในคำปาฐกถา ยิ่งลักษณ์เน้นถึงกลุ่มอำนาจในประเทศไทยที่ต่อต้านประชาธิปไตยและความสามารถของกลุ่มคนเหล่านี้ในการกระทำอันโหดเหี้ยมและกระหายเลือดเพื่อจะรักษาอำนาจอันมิชอบด้วยกฎหมายที่มีอย่างอย่างยาวนานเหนือประชาชนไทย เราได้โพสต์คำปาฐกถาของยิ่งลักษณ์ด้านล่าง และขอแนะนำให้ทุกท่านอ่านข้อความทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม อดีตนายกรัฐมนตรีที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ออกมาประณามการเรียกร้องส่งเสริมประชาธิปไตยไทยของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด นายอภิสิทธิ์ถูกจดจำว่าเป็นคนที่ทำลายระบบความรับผิดทางกฎหมาย รักษาระบอบการทำผิดแล้วลอยนวลให้คงอยู่ต่อไป และปราบปรามประชาชนชาวไทย และไม่ต่างจากการกระทำหลายอย่างของนายอภิสิทธิ์ในอดีต วันนี้เขาเผยธาตุแท้ตนเองอีกครั้งถึงความไม่เข้าใจอย่างสิ้นเชิงในหลักการขั้นพื้นฐานที่สุดของประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาเป็นหัวหน้าพรรคเมืองที่ล้มสลาย และยังแพ้การเลือกตั้ง รวมถึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยในฐานะหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านได้ ในทางตรงข้าม เขากลับทำเรื่องที่ตกต่ำถึงที่สุดโดยพยายามรักษาอำนาจบนพื้นฐานอคติความเกลียดชัง

คำแปลปาฐกถาพิเศษ

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ชินวัตร

การประชุมประชาคมประชาธิปไตย

อูลัน บาตอ, มองโกเลีย

29 เมษายน 2013

ท่านประธาน,

ท่านผู้มีเกียรติ,

ท่านผู้เข้าร่วมประชุม,

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถาณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้

ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลียประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยแต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมากและที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉันประเทศไทยที่ดิฉันรัก

ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมากและในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพและความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ?ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย  คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพนั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพพวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน

มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆจากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาคหลักการสำคัญๆในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตยและรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลงดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์

ในปี1997 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้วและจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉันอาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม? เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไปซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติหลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิกประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

คำว่า“ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมาแต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้าจนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อแต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ขอประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรมเจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองเกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้าเราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน

เมื่อประชาชนมีความรู้ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย

การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกันเราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร

และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,

อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญการกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือหากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวที่นี้เวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร( GoverningCouncil ) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย( Asian Partnership Initiative for Democracy ) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้

ท่านผู้มีเกียรติ,

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่าดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไป

ขอบคุณค่ะ