Skip to content

Posts from the ‘ประเทศไทย’ Category

11
ม.ค.

ฟูมฟักความหวาดกลัว – วิธีการที่กองทัพจัดการกับผู้วิจารณ์

การตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดของพลเอกประยุทธ์และกองทัพไทยต่อบทความล่าสุดของผม “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” คือทัศนคติตัวอย่างที่ไม่ยอมรับแนวคิดเรื่องการรับผิดหรือการอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตย เช่นนั้น เขาจึงพลาดที่จะเห็นถึงถ้อยคำถากถางอันชัดเจน โดยพยายามปฎิเสธว่าแทรกแซงการทำงานรัฐบาล พลเรือน แต่ขณะเดียวกันก็ข่มขู่ว่าจะขัดขวางไม่ให้ผู้วิจารณ์เข้าประเทศ ซึ่งย้ำถึงภาพลักษณ์ของประยุทธ์ในการปฎิบัติตนเหนือการควบคุมของระบบกฎหมายธรรมดาที่ชอบธรรม ดูเหมือนว่าการพูดความจริงกับกองทัพไทยมักจะนำมาซึ่งคำข่มขู่และสร้างความเคียดแค้นให้พวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยวิธีการแบบนี้ ผนวกกับการขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยได้ดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและเกลียดชังในประเทศไทย

จากเหตุการ์ล่าสุด การเพาะปลูกความหวาดกลัวอย่างปราณีตนี้สร้างขึ้นบนซากศพของประชาชนมือเปล่าที่เสียชีวิตระหว่างการสังหารหมู่ปี 2553 ได้ไต่ไปถึงระดับของการข่มขวัญที่เหลือผู้วิจารณ์ไม่กี่คนที่กลัาเผชิญหน้ากับการกระทำผิดของกองทัพอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ประชาคมโลกและคณะทูตแทบจะเงียบเฉยเมื่อกองทัพสร้างเหตุการณ์ความตึงเครียดในกรุงเทพฯ ท่าทีอันเงียบเฉยคือสิ่งที่น่าสังเกต หากพิจารณาถึงความกระหายอยากที่จะทำรัฐประหารของกองทัพไทย เหมือนว่ากลุ่มเอ็นจีโอที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับและหลายองค์กรซึ่งมีสำนักงานภูมิภาคในกรุงเทพฯ ตั้งใจที่จะเงียบเฉยเมื่อประยุทธ์ขนรถถังเข้ามาในกรุงเทพฯและพูดตักเตือนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

แม้สื่อต่างชาติและสำนักงานสื่อในกรุงเทพฯ หลายสำนักจะแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกองทัพเป็นการส่วนตัว แต่แทบจะไม่มีสื่อสำนักไหนเลยที่กล้าแสดงความเห็นต่อต้านกองทัพอย่างเปิดเผย พวกเขากลับเลือกเป้าหมายที่ไม่ได้มีอำนาจหรือพละกำลังที่คล้ายกัน หากเรานึกย้อนถึง 80 ปีของประวัติศาสตร์ไทยและศึกษาบทบาทกองทัพในการสร้างความไร้เสถียรภาพของประชาธิปไตย ตามที่กล่าวในบทความ “ชีวิตภายใต้รัฐประหาร” กองทัพของประยุทธ์ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมักเลือกที่อยู่ข้างคนที่เห็นคนไทยทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตนเอง

หากพิจารณาถึงท่าทีที่เงียบเฉยของกระบอกเสียงประชาคมโลก อย่าง กลุ่มเอ็นจีโอ สื่อ ไปจนถึงคณะทูตในกรุงเทพฯ ต่อการกระทำของกองทัพล่าสุดทำให้เห็นตัวอย่างของการยอมก้มหัวให้กองทัพ องค์กรนิรโทษกรรม ฮิวแมนไรท์วอซซ์ และองค์กรอื่นๆหายไปไหน? กลุ่มผู้แสวงหาความจริงสื่อต่างชาติที่มุ่งมั่นจะนำผู้มีอำนาจมารับผิดอยู่ที่ไหน? แม้จะมีหลักฐานพลาดพิงถึงกองทัพอย่างท่วมท้น ข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งคือพวกเขาไม่ถูกประยุทธ์หมายหัว แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของพวกเขา ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องออกมาทำอะไรบ้าง

30
มิ.ย.

คนเสื้อเหลืองในคราบหน้ากากขาว: กลุ่มนิยมอำนาจเก่าและต่อต้านประชาธิปไตย

หลายอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่ม “ผู้ชุมนุม” ขนาดเล็กแต่มีการวางแผนมาอย่างดีและมีศักยภาพได้เดินขบวนบนท้องถนนกรุงเทพฯและในจังหวัดอื่นพวกเขาขนานนามตนเองว่า “หน้ากากขาว” เพราะพวกเขาใช้หน้ากากวีกาย ฟอกส์สีขาวซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวชุมนุมกลุ่มนิรนามที่ก้าวหน้า การเกิดใหม่ของกลุ่มนี้ยังคงห่างไกลจากแนวความคิดเรื่องความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย ความเป็นธรรมชาติ และการเมืองแบบก้าวหน้าอย่างมากมาย

ตามที่ New Mandela ระบุในบทความสองบทความล่าสุดว่ากลุ่มหน้ากากขาวไม่ใช่อะไรนอกจากกลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงคลั่งชาติที่มาจากการรวมตัวของกลุ่มพธม. พิทักษ์สยามและกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกัน กลุ่มเหล่านี้เรียกตัวเองว่ากลุ่ม “ต่อต้านทักษิณ” แต่ศัตรูที่แท้จริงของพวกเขาคือประชาธิปไตย กลุ่มหน้ากากขาวเรียกร้องให้ “ล้มล้าง” รัฐบาลเพื่อไทยซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กลุ่มหน้ากากขาวยังไม่อายที่จะใช้ความรุนแรงต่อนักกิจกรรมที่เรียกร้องประชาธิปไตยตามรายงานของหนังสือพิมพ์ข่าวสด โดยเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้วในใจกลางกรุงเทพฯ พวกเขาพยายามทุบตีคนเสื้อแดงด้วยแท่งเหล็ก

การสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างกลุ่มหน้ากากขาวและกลุ่มฝ่ายขาวหัวรุนแรง ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มนักกิจกรรมเหล่านี้ทำกิจกรรม เช่นการร้องเพลงแนวเผด็จการฟาสซิสต์ “หนักแผ่นดิน” เป็นประจำ นอกจากนี้ แกนนำที่เข้าร่วมกับกลุ่มหน้ากากขาว เช่น ผู้ประสานงาน “กลุ่มกรีน” นายสุริยะใส กตะศิลาเริ่มหาข้ออ้างที่แปลกประหลาดและวิตถารว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ “กำลังสร้างเงื่อนไขเพื่อทำรัฐประหาร” ตนเอง

เราไม่ควรประเมินความซับซ้อนของกลุ่มหน้ากากขาวต่ำจนเกินไป บรรยากาศของ “ความเป็นธรรมชาติ” ทำให้กลุ่มนี้มีภาพลักษณ์การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มรากหญ้า” คล้ายคลึงกับกลุ่มอาหรับสปริงเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว นอกจากนี้ การใช้สัญลักษณ์การชุมนุมแบบก้าวหน้าและนิรนามนำไปสูภาพลักษณ์ที่ดีในหน้าสื่อ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม การรายงานข่าวในแง่ดีถูกผลักดันโดยกระบอกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์หนังสือภาษาอังกฤษ “บางกอกโพสต์” ซึ่งได้พยายามหลอกลวงผู้คนโดยนำเสนอว่ากลุ่มหน้ากากขาวคือกลุ่มผู้ชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย มากมายจะเป็นกลุ่มที่ผสมผสานกันของกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศไทย

แล้วใครอยู่เบื้องหลังกลุ่มหน้ากากขาว? บุคคลสำคัญในวงการสื่อที่มีอำนาจและร่ำรวย นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวอิสระทีนิวส์กลุ่มทีนิวส์ สองสำนักข่าวนี้เต็มไปด้วยคำด่าทอหยาบคายและมีแนวความคิดฝ่ายขวาหัวรุนแรง เป็นกลุ่มซึ่งให้การสนับสนุนอย่างลับๆต่อกลุ่มหน้ากากขาว

ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานว่านายสนธิญาณกล่าวว่า “เขาสนับสนุนกลุ่มนี้ เชื่อว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อมั่นว่ากลุ่มนี้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” นายสนธิญาณกล่าวต่อว่าบริษัทของเขาขายหน้ากากขาวให้ผู้ชุมนุมและ “มีคนซื้อหน้ากากราว 10,000 ใบ และยังมีการสั่งซื้อมาเรื่อยๆ” อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายสนธิญาณจะพูดจาล้ำเส้น เมื่อเข้าพูดถึงเพื่อนร่วมชาติ โดยเขาแนะนำว่า “ทักษิณและครอบครัวจะต้องถามตัวเองว่าพวกเขาสามารถอาศัยอยู่ในที่ที่มีแต่คนเกลียดพวกเขาได้อย่างไร” บางทีนายสนธิญาณอาจตั้งใจลืมว่าการเลือกตั้งทั่วไปทั้ง 5 ครั้งใน 12 ปีที่ผ่านมาให้ประชามติตามระบอบประชาธิปไตยต่อรัฐบาลที่นำโดยทักษิณ และการเคลื่อนไหวของหน้ากากขาวในกรุงเทพฯก็ไม่ได้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากนัก

แม้กลุ่มหน้ากากขาวไทยจะแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนมากขึ้นในเรื่องของการสื่อสารข้อความ แต่กลุ่มนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มนิยมอำนาจเก่าซึ่งเป็นกลุ่มพลังต่อต้านประชาธิปไตยอันเกิดจากการรวมตัวในรูปแบบใหม่โดยใช้การสื่อสารที่เป็นมิตร เราไม่ควรประเมินกลุ่มนี้ต่ำเกินไป การยืมเอาสัญลักษณ์ที่กำลังเป็นที่นิยมของการเคลื่อไหวของกลุ่มหัวก้าวหน้าทั่วโลกไม่ช่วยทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มหัวก้าวหน้าไปได้

29
เม.ย.

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มุ่งหมายสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาธิปไตยไทย

นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้กล่าวปาฐากถาซึ่งมีความโดดเด่นอย่างมากในการประชุมรัฐมนตรีครั้งที่ 7 ของประชาคมประชาธิปไตยในเมืองอูลัน บาตอ ประเทศมองโกเลีย

ในคำปาฐกถา ยิ่งลักษณ์เน้นถึงกลุ่มอำนาจในประเทศไทยที่ต่อต้านประชาธิปไตยและความสามารถของกลุ่มคนเหล่านี้ในการกระทำอันโหดเหี้ยมและกระหายเลือดเพื่อจะรักษาอำนาจอันมิชอบด้วยกฎหมายที่มีอย่างอย่างยาวนานเหนือประชาชนไทย เราได้โพสต์คำปาฐกถาของยิ่งลักษณ์ด้านล่าง และขอแนะนำให้ทุกท่านอ่านข้อความทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม อดีตนายกรัฐมนตรีที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ออกมาประณามการเรียกร้องส่งเสริมประชาธิปไตยไทยของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด นายอภิสิทธิ์ถูกจดจำว่าเป็นคนที่ทำลายระบบความรับผิดทางกฎหมาย รักษาระบอบการทำผิดแล้วลอยนวลให้คงอยู่ต่อไป และปราบปรามประชาชนชาวไทย และไม่ต่างจากการกระทำหลายอย่างของนายอภิสิทธิ์ในอดีต วันนี้เขาเผยธาตุแท้ตนเองอีกครั้งถึงความไม่เข้าใจอย่างสิ้นเชิงในหลักการขั้นพื้นฐานที่สุดของประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาเป็นหัวหน้าพรรคเมืองที่ล้มสลาย และยังแพ้การเลือกตั้ง รวมถึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยในฐานะหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านได้ ในทางตรงข้าม เขากลับทำเรื่องที่ตกต่ำถึงที่สุดโดยพยายามรักษาอำนาจบนพื้นฐานอคติความเกลียดชัง

คำแปลปาฐกถาพิเศษ

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ชินวัตร

การประชุมประชาคมประชาธิปไตย

อูลัน บาตอ, มองโกเลีย

29 เมษายน 2013

ท่านประธาน,

ท่านผู้มีเกียรติ,

ท่านผู้เข้าร่วมประชุม,

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถาณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้

ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลียประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยแต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมากและที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉันประเทศไทยที่ดิฉันรัก

ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมากและในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพและความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ?ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย  คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพนั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพพวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน

มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆจากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาคหลักการสำคัญๆในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตยและรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลงดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์

ในปี1997 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้วและจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉันอาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม? เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไปซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติหลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิกประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

คำว่า“ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมาแต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้าจนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อแต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ขอประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรมเจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองเกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้าเราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน

เมื่อประชาชนมีความรู้ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย

การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกันเราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร

และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,

อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญการกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือหากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวที่นี้เวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร( GoverningCouncil ) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย( Asian Partnership Initiative for Democracy ) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้

ท่านผู้มีเกียรติ,

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่าดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไป

ขอบคุณค่ะ

3
เม.ย.

องค์กรรัฐสภาสากลออกคำสั่งประวัติศาสตร์กรณีประเทศไทย

หลังจากเป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกว่า 90 รายถูกสังหารโดยกองกำลังของรัฐบาลบนท้องถนนในกรุงเทพฯ กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่จากองค์การพหุภาคีที่สำคัญ ซึ่งได้ฉายแสงให้เห็นถึงความอยุติธรรมอันแผ่ซ่านในระบบการเมืองไทย

หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดในประเทศเอกัวดอร์ องค์กรรัฐสภาสากล (ไอพียู) -ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรในยูเอ็น และได้รับการยอมรับจากยูเอ็นว่าเป็นองค์กรชั้นนำในด้านรัฐสภา ได้ออกมติแห่งประวัติศาสตร์ประณามการตัดสิทธิ์อันมิชอบด้วยกฎหมายของสมาชิกรัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์

เมื่อแกนนำเสื้อแดงคนสำคัญในรัฐสภา นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นสส.โดยคำสั่งผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2555 อันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 25553 ของเขา ซึ่งหลังจากนั้นได้นำไปสู่การคุมขังและทำให้นายจตุพรไม่สามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้

มติของไอพียูคงไว้ซึ่งหลักการที่ว่า การที่นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์ถือ “เป็นการละเมิดพันธกรณีของประเทศไทยที่มีต่อสิทธิมนุษยชนโดยตรง” ในขณะเดียวก็ย้ำถึงความกังวลเรื่องการจับกุมนายจตุพรทซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การใช้อำนาจฉุกเฉินอันมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลที่แล้ว รวมถึงข้อหาก่อการร้ายซึ่งมีเหตุจูงใจจากเรื่องทางการเมือง

ตามมติ TH/183 ของไอพียู ซึ่งยื่นในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556 ที่นั่งในรัฐสภาของนายจตุพรถูกเพิกถอนในเวลาที่ “มิได้มีการพิสูจน์ว่าเขากระทความผิดใด” และรายละเอียดคำปราศรัยปรากฎว่า “เป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก” มติยังระบุว่าการกระทำซึ่งยับยั้งมิให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหาทางอาญาจากสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งถือ “เป็นข้อจำกัดอันมิสมเหตุสมผล” โดยเฉพาะตามบทบัญญัติของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทางอาญาในการให้ถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์เป็นอย่างอื่น

ไอพียูกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับหลักสำคัญทางกฎหมายและเหตุผลเบื้องหลังการถอนประกันและคุมขังนายจตุพร โดยร้องขอสำเนารายละเอียดข้อหาของนายจตุพร ในขณะเดียวกันก็ร้องขอให้สำนักงานเลขาธิการใหญ่ “เดินทางไปเยือนประเทศไทยเพื่อหยิบยกประเด็นดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รัฐสภา รัฐบาลและตุลาการผู้มีประสิทธิภาพ รวมถึงมองหาถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว”

ท่านใดที่สนในสามารถดาวน์โหลดมติของไอพียูได้ที่นี่

ข้างล่างคือคำแปลภาษาไทยบางส่วนของคำสั่งไอพียู

โปรดระลึกว่านายจตุพรถูกตัดสินลงโทษในวันที่ 10 กรกฎาคม และ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 ในคดีอาญาสองกระทง โดยถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน (รอลงอาญา 2 ปี) และปรับ 50,000 บาท ตามลำดับในข้อหาหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนี้ทั้งสองคดีอยู่ในระหว่างการอุทรณ์; โปรดระลึกว่าผู้ตรวจการพิเศษองค์การสหประชาชาติส่งเสริมและปกป้องสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ซึ่งเน้นย้ำในรายงาน (A/HRC/17/27 ของวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554) โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศยกเลิกโทษทางอาญาในคดีหมิ่นประมาท

โปรดระลึกว่าประเทศไทยลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ดังนั้นจึงมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิที่รับรองไว้ในกติกาดังกล่าว

เมื่อพิจารณาว่า ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเริ่มอภิปรายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อรายละเอียดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและการยุบพรรค; โปรดระลึกว่า ที่มาของความหวาดกลัวว่าการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนายจตุพรอาจถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามใช้โต้เถียงว่าพรรคผู้นำรัฐบาลเพื่อไทย “ส่งนายจุตพรลงสมัครเลือกตั้งในสส.ระบบบัญชีรายชื่อโดยมิชอบ”จึงเป็นเหตุให้การเลือกตั้งเป็นไปในลักษณะที่ “ไม่ซื่อสัตย์และยุติธรรม” ดังนั้นพรรคการเมืองที่เขาสังกัดควรถูกยุบ

1.ไอพียูขอขอบคุณสำนักงานเลขาธิการใหญ่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับจดหมายและความร่วมมือ

2.ไอพียูยืนยันว่าจดหมายดังกล่าวมิได้ทำให้ไอพียูคลายความกังวลใจกรณีที่นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์ด้วยเหตุผลซึ่งขัดต่อพัธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อมาตราฐานสิทธิมนุษยชนสากลโดยตรง

3.เมื่อพิจารณาว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยจะบัญญัติไว้โดยเฉพาะถึงเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของบุคคลที่ “ถูกคุมขังโดยคำสั่งทางกฎหมาย” ในวันเลือกตั้ง โดยยับยั้งมิให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ในมาตรา 25 ที่รับรองสิทธิในการ “เข้าร่วมทำกิจกรรมสาธารณะ” รวมถึงการ “ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้ง” โดยปราศจากการ “ข้อจำกัดอันไม่สมเหตุสมผล”

4.เมื่อพิจารณาในแง่ดังกล่าว การปฎิเสธมิให้สส.ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำเพื่อไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตั้งจึงเป็น “ข้อจำกัดอันไม่สมเหตุสมผล” โดยเฉพาะในบทบัญญัติของกติกาที่รับรองว่าบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาให้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ (มาตรา 14) และ ให้ได้รับ “การปฎิบัติที่แตกต่างจากบุคคลผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว” (มาตรา 10 (2)(a) ); ไอพียูระบุว่าการตัดสิทธิ์ของนายจุตพรยังปรากฎว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทยมาตรา 102(4) ซึ่งบัญญัติว่าผู้ที่ถูกตัดสินว่าว่ากระทำความผิดทางอาญาเท่านั้น ที่จะสูญเสียสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่รวมผู้ถูกกล่าวหาทางอาญา

5.ซึ่งไม่ต่างจากกรณีที่ความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของนายจตุพรถูกเพิกถอนในเวลาที่ยังมิได้มีการระบุว่าเขากระทำความผิดใด และในกรณีของคำปราศรัยอันปรากฎว่าเป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ได้ย้ำเตือนถึงความกังวลว่า ศาลสามารถตัดสินกรณีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลระหว่างนายจตุพรและพรรคการเมืองนั้นโดยอันที่จริงก็มิได้มีข้อพิพาทใดระหว่างนายจตุพรและพรรคการเมืองนั้นเลย

6.จากข้อเท็จจริงข้างบน ไอพียูจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อพิจารณาการตัดสิทธิของนายจตุพรอีกครั้งและรับรองว่าบทบัญญัติกฎหมายในปัจจุบันจะมีความสอดคล้องกับมาตราฐานสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง ทางไอพียูประสงค์ที่จะได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้

7.ทางไอพียูยังคงกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทางกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งอ้างอิงอันเกี่ยวกับข้อหาของนายจตุพร และความเป็นไปได้ที่ศาลอาจสั่งถอนประกันนายจตุพร; ดังนั้นไอพียูจึงประสงค์ที่จะขอสำเนาซึ่งเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และพิจารณาว่า ในกรณีนี้อาจเป็นเป็นประโยชน์ที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดีในศาล และร้องขอให้เลขานุการใหญ่จัดการการนัดหมายที่จำเป็น

8.ความกังวลของไอพียูต่อกรณีที่นายจตุพรถูกสั่งฟ้อง ตัดสินและลงโทษในความผิดหมิ่นประมาท; ในกรณีนี้ ความเห็นของผู้ตรวจการพิเศษขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ความผิดหมิ่นประมาทมิควรที่จะเป็ความผิดทางอาญา ดังนั้น ไอพียูจึงประสงค์ที่จะเห็นเจ้าหน้าที่รัฐไทยพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และประสงค์ที่จะได้รับสำเนาเกี่ยวกับการพิจารณาดังกล่าว รวมถึงได้รับแจ้งถึงขั้นตอนการอุทรณ์ในคดีดังกล่าว

9.ทางไอพียูพิจารณาว่า คดีในปัจจุบันมีการแตกกิ่งการสาขานอกเหนือจากกรณีของนายจตุพร และยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางรัฐธรรมนูญและระบบระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและศาล; ทางไอพียูจึงร้องขอให้เลขาธิการใหญ่เดินทางไปเยือนประเทศไทยเพื่อหยิบยกประเด็นดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รัฐสภา รัฐบาลและตุลาการที่ทรงประสิทธิภาพ รวมถึงค้นหาถึงความเป็นไปได้ว่าทางไอพียูจะสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้างในกรณีดังกล่าว

10.ทางไอพียูร้องขอให้เลขาธิการใหญ่ส่งมตินี้ไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่ทรงประสิทธิภาพและผู้ให้ข้อมูล

11.ทางไอพียูร้องขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบคดีนี้อย่างต่อเนื่อง และรายงานให้ทางไอพียูทราบต่อไปในระบะเวลาที่เหมาะสม

30
มิ.ย.

จดหมายจากอดีตนักโทษการเมืองไทยถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ

จดหมายจากศ.ธงชัย วินิจกุลถึงอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2555

อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี)

กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์

เรื่อง: คำร้องขอต่อไอซีซีให้ช่วยเหลือนำความยุติธรรมมาให้เหยื่อผู้ถูกกระทำจากเหตุการณ์นองเลือดปี 2553 ในประเทศไทย

เรียน: อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

ผมเขียนถึงท่านในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง ในฐานะอดีตนักโทษทางการเมืองซึ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในกรุงเทพฯ ปี 2519 และในฐานะผู้เชียวชาญเกี่ยวกับประเทศไทย ขณะนี้ผมเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศไทยและกระบวนการการสร้างประชาธิปไตยเป็นเวลา 30ปี ผมศึกษาหลายวิชารวมถึงความรุนแรงในปี 2516, 2519 และ 2535 รวมถึงวัฒนธรรมการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในประเทศไทย ผมได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะเหตุการณ์นองเลือดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เหมือนกันการสังหารครั้งก่อน มีความเป็นไปได้ที่กองทัพและกลุ่มคนที่สั่งฆ่าจะได้รับการยกเว้นโทษอีกครั้งและเหยื่อจะไม่ได้รับความยุติธรรมอีกครั้ง ผมร้องขอไอซีซีให้ช่วยยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าซึ่งนำไปสู่การสังหารพลเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า โดยให้เริ่มทำการสอบสวนกรณีการสังหารในปี 2553 และนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ได้โปรดให้ผมอธิบายประวัติศาสตร์ของการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษอย่างเป็นระบบในประเทศไทย

ในเดือนตุลาคม ปี 2516 การชุมนุมครั้งใหญ่ได้ยุติเผด็จการทหารซึ่งปกครองประเทศไทยเป็นเวลาสามทศวรรษ มีผู้เสียชีวิต 72 ราย และมีผู้บาดเจ็บหลายพันราย ท่ามกลางความตื่นเต้นแห่งรุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตย รัฐบาลใหม่ประกาศนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งหมดเพื่อความสมานฉันท์ทางสังคมและการเมืองในประเทศ นิรโทษกรรมยังหมายถึงว่าจะไม่มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาธิปไตยอันอ่อนเยาว์คงอยู่เพียงสามปีเมื่อกองทัพกลับมามีอำนาจอีกครั้งในเดือนตุลาคม ปี 2519 รัฐประหารเกิดขึ้นในวันเดียวกับการสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยเพื่อต่อต้านอุบายของกองทัพในการนำเผด็จการกลับมา ประชาชนราว 40 คนเสียชีวิตและหลายร้อยคนบาดเจ็บ แต่วิธีการที่พวกเขาถูกสังหารนั้นเลวร้ายเกินบรรยาย นอกจากจะถูกสังหารโดยอาวุธหนักแล้ว บางคนถูกเผาทั้งเป็น ถูกข่มขืนและถูกแขวนคอ หลังจากนั้นศพของพวกเขายังถูกประชาทัณฑ์หรือลากไปทั่วสนามฟุตบอล ทุกอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในที่สาธารณะมีคนมุงดูหลายร้อยคน ผู้รอดชีวิตกว่าสามพันรายถูกคุมขังตั้งแต่หลายวันไปจนถึงห้าเดือน และนักศึกษา 19 ราย (รวมถึงผม) ถูกคุมขังสองปี ในปี 2521 เนื่องด้วยเหตุผลของการปรองดองสมานฉันท์ มีการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อยกเว้นการกระทำผิดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ นักศึกษาที่ถูกคุมขังได้รับการปล่อยตัว ผู้กระทำผิดได้รับการยกเว้นโทษราวกับว่าการสังหารหมู่ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงคือ เพื่อการปรองดองสมานฉันท์ มีการส่งเสริมให้ประชาชนลืมเหตุการณ์และปล่อยให้ความทรงจำนั้นเลือนลางไป เหตุการณ์นั้นไม่ถูกกล่าวถึงในที่สาธารณะเป็นเวลาหลายปีหลังจากนั้น และไม่เคยถูกบันทึกไว้ในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ควบคุมโดยรัฐจึงถึงทุกวันนี้ ในขณะเดียวกับ ต้องขอบคุณระบบการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษเพราะผู้มีอำนาจหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ยังคงเสวยสุขกับเอกสิทธิ์ของพวกเขาหลายปีหลังจากนั้น บางคนมีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ทางการเมืองอีกครั้งในปี 2535 เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกนำตัวมาลงโทษ

กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทยอยู่ในสภาวะขึ้นๆลงๆตลอดเวลาในช่วงยุค 80 ช่วงเวลาที่มีการเปิดกว้างและเป็นประชาธิปไตยกลับมามีมากขึ้นในปี 2531 แต่ก็ไม่ต่างจากในอดีต ช่วงเวลานั้นมีระยะสั้นๆ ในปี 2534 เผด็จการทหารกลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้อยู่ไม่นาน เพราะมีการชุมนุมครั้งใหญ่ในปี 2535 อีกครั้ง มีประชาชนมากกว่า 70 เสียชีวิตในระหว่างการต่อสู้หลายวันกับทหารบนท้องถนนที่ยิงประชาชนผู้ต่อต้านรัฐบาล ในที่สุด รัฐบาลทหารก็ยอมแพ้และลาออก แต่พวกเขาทำเช่นนั้นหลังจากล้างความผิดการกระทำอาชญากรรมให้กับพวกเขาโดยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ประชาชนเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีอำนาจแม้แต่จะบังคับให้เหล่าผู้บังคับบัญชาการกองทัพให้การ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะเอาคนผิดมาลงโทษเลย หลังจากนั้น เหมือนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่คอขาดบาดตาย รายงานการสอบสวนที่ได้ตีพิมพ์หลายปีหลังจากนั้นแสดงให้เห็นถึงการสอบสวนที่ไม่สะเพร่าและขาดความพยายามที่แม้แต่จะค้นหาข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐาน และที่แย่ที่สุดคือ มีการเซ็นเซ่อร์รายงานที่ตีพิมพ์ต่อสาธารณะชนอย่างหนัก โดยมีการขีดฆ่าชื่อทั้งหมดและข้อมูลสำคัญถึงขนาดที่ว่าทำให้ไม่สามารถเข้าใจรายงานได้ การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษคือการเพาะพันธุ์ความไม่แยแสต่อประชาชนอย่างสิ้นเชิง

ตลอดเหตุการณ์โศกนาถกรรมที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า บทบาทของระบบความยุติธรรมไทยไม่เคยมีความเป็นอิสระในการค้ำจุนความยุติธรรม ระบบตุลาการไทยยึดถือว่าหากรัฐประหารใดที่ทำสำเร็จถือว่ามีความชอบด้วยกฎหมาย ระบบรับใช้ผู้มีอำนาจไม่ว่าพวกเขาจะขึ้นสู่อำนาจอย่างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นตุลาการจึงยอมรับว่าคำสั่งและกฎหมายทั้งหมดที่บังคับใช้โดยคนที่มีอำนาจกลุ่มเล็กนั้นชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับตนเองของผู้นำทางการทหารจากการกระทำผิดทุกอย่าง เช่นการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยทิ้ง นอกจากนี้ตุลาการไทยยังถือว่าคำสั่งประหารชีวิตโดยไม่มีการพิจารณาคดีในศาล การจับกุมและคุมขังโดยไม่มีการตั้งข้อหา และปฏิบัติการสังหารฝ่ายตรงข้ามโดยมิชอบด้วยกฎหมายของกองทัพเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่นเดียวกันกับกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำผิดในปี 2516, 2519 และ 2535 ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดขอบต่อความป่าเถื่อนมาลงโทษในประเทศไทยได้เพราะการสมรู้ร่วมคิดของตุลาการ การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษสำหรับผู้นำที่มีอำนาจเป็นวัฒนธรรม เป็นระบบและชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความยุติธรรมให้กับเหยื่อผู้ถูกกระทำจากโศกนาถกรรมเหล่านั้น เมื่อไม่มีความยุติธรรม ประชาธิปไตยจึงไม่ต่างจากละครเวทีตลก

การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษคือปัจจัยที่ชัดเจนว่าทำไมการสังหารหมู่ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2553 เกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้นำทางการเมืองและกองทัพในเหตุการณ์นั้นไม่ความกังวลเลยว่าพวกเขาจะถูกลงโทษหลังจากนั้น พวกเขาผลิตข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จและสร้างหลักฐานเพื่อเป็นข้ออ้างในการสังหารประชาชน เพิกเฉยต่อข้อปฎิบัติสากลในเรื่องของหลักการควบคุมฝูงชนอย่างสิ้นเชิงโดยการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างมหาศาลและวิธีการที่โหดร้ายสังหารพลเรือน มีการใช้อาวุธหนัก กระสุนจริง พลซุ่มยิงและวัตถุระเบิด พวกเขาให้ข้อมูลเท็จ โกหก และชี้นำประชาชนในทางที่ผิดอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างบรรยากาศของความกลัวและสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหาร แม้แต่อาสาพยาบาลก็ถูกขัดขัดขวางการทำงาน ถูกยิงและถูกสังหารด้วยเช่นกัน ประชาชนกว่า 90 รายเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกหลายพันราย และมีอีกหลายคนถูกจับกุมและได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม หลักฐานของกระทำอันไร้มนุษยธรรมมีมากมายถูกเเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยนักข่าวในประเทศและต่างประเทศ และยังมีการแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างประชาชนกันเองในโซเชียลมีเดีย แต่ผู้นำทางการเมืองและกองทัพมักเมินเฉยต่อหลักฐานและการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น และบ่อยครั้งแทนที่จะตอบโต้ด้วยเหตุผล ความเห็นใจหรือคำอธิบาย แต่กลับตอบโต้ด้วยมุขตลกหรือคำพูดเสียดสี พวกเขาย่อมรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแน่นอน นั้นคือการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษคือประเพณีปฏิบัติทั่วไป เป็นวัฒนธรรมของอำนาจ ซึ่งบ่มเพาะความหยาบโลนอันป่าเถื่อน

อย่างไรก็ตามในครั้งนี้ เหยื่อและประชาชนเปลี่ยนไป ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากความป่าเถื่อนครั้งก่อนหน้านี้ พวกเขาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างรอบคอบและปฏิเสธการนิรโทษกรรมที่จะล้างผิดให้ผู้กระทำความผิด พวกเขาประกาศว่า พวกเขาไม่ต้องการการปรองดองสมานฉันท์โดยปราศจากความจริงและความยุติธรรม แต่โชคร้ายคือ ระบบตุลาาร ตั้งแต่ตำรวจไปจนถึงอัยการและตุลาการคืออุปสรรคนการค้นหาความจริงและสร้างความยุติธรรม ผู้นำทางการเมืองถ้าไม่มีส่วนร่วมในความป่าเถื่อนก็มักจะขาดความกล้าหาญที่จะสนับสนุนความยติธรรมเพื่อยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษอย่างเป็นวัฒนธรรมและเป็นระบบ พวกเขาพยายามที่จะปกปิดอาชญกรรมอีกครั้งในนามของความสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ และความจำเป็นที่ประเทศต้องเดินไปข้างหน้า

หากการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษเกิดขึ้นอีกครั้ง จะมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นอีกกี่ครั้งก่อนที่จะมีการยอมรับว่าหนึ่งชีวิตต้องได้รับการเคารพ? จะมีความป่าเถื่อนเกิดขึ้นต่อประชาชนอีกกี่ครั้งก่อนที่ประชาชนทุกคนจะได้รับความเท่าเทียมบนผืนแผ่นดินเดียวกัน? จะต้องมีการบูชายัญความจริงหรือความยุติรรมอีกมากเท่าไรจนกว่าจนมีความยุติธรรมและความจริงจะถูกเปิดเผยโดยปราศจากความกลัว?

ไอซีซีสามารถช่วยยุติวัฒนธรรมการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษได้ ผมเข้าใจว่ามีการยื่นคำร้องขอให้อัยการไอซีซีพิจารณาการสังหารหมู่เดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2553 ในประเทศไทยแล้ว ผมหวังว่าท่านจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าไอซีซีจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อนำความยุติธรรมมาให้เหยื่อและประชาชนในประเทศที่ระบบความยุติธรรมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ อย่างน้อยที่สุด การดำเนินการของไอซีซีสามารถสนับสนุนก้าวต่อไปข้างหน้าก้าวใหญ่ในการยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในอนาคต

ในต้นยุค 90 หลังจากการสังหารหมู่ปี 2553 แต่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งศาลไอซีซี ผมพยายามหาทางที่จะนำคดีปี 2519 ขึ้นสู่องกรค์ระหว่างประเทศ ผมเรียนรู้ด้วยความผิดหวังอย่างใหญ่หลวงว่ามันเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก ในทางกฎหมาย ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีองค์กรระหว่างประเทศที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีที่จะพิจารณาคดี ประการที่สอง ในเชิงทางการทูต ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศสำคัญที่นานาชาติรู้สึกกังวลใจ แน่นอนว่าประเทศเสวยสุขกับการมีชื่อเสียงในทางที่ดี ดังนั้นประเทศอื่นจึงเต็มใจปล่อยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาตนเอง นอกจากนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตในการสังหารหมู่ค่อนข้างน้อย ผมเชื่อว่าสำหรับศาลไอซีซีแล้ว ความยุติธรรมไม่ได้สำคัญน้อยลงตามความเจริญเติบโตของประเทศหรือจำนวนผู้บาดเจ็บเสียชีวิต
การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษอาจจะเหนียวแน่นมากกว่าในประเทศอย่างประเทศไทยเพราะนานาชาติไม่ใส่ใจเนื่องจากไม่ใช่ประเทศนานาชาติรู้สึกกังกล ดังนั้นนานาชาติจึงเต็มใจที่จะมองข้าม การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษถูกเก็บซ่อนดีกว่าในประเทศอย่างประเทศไทยเพราะอาญชากรรมมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือความรุนแรงขนาดใหญ่ ดังนั้น มันจึงกลายเป็นระบบ ดังนั้นอาชญากรรมจึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าและจำนวนคนตายก็พอกพูนขึ้น ความเงียบ ความกลัว และการลืมเลือนยังคงดำเนินต่อไป

ผมขอร้องไอซีซีว่าได้โปรดใช้ความพยายามเท่าที่จะทำได้ช่วยยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในประเทศไทย

ด้วยความเคารพ
ธงฉัย วินัจกุล ศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์

28
มิ.ย.

คณะผู้แทนไทยเข้าพบไอซีซีในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับความวุ่นวายรอบใหม่

ณ กรุงเฮก วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2555 -ในอาทิตย์นี้คณะผู้แทนคนไทยได้เข้าประชุมเบื้องต้นกับอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์เพื่อสนทนาเกี่ยวกับเรื่องการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงโดยกองทัพเมื่อปี 2553 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 ราย

ดร.ธงชัย วินิจกุล ศาสตราจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิลได้เป็นผู้นำคณะบุคคลซึ่งเป็นพยานและผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งเข้าประชุมร่วมกับไอซีซี ดร.ธงชัยได้ย้ำถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในจดหมายซึ่งส่งไปยังอัยการก่อนหน้าการเข้าประชุมว่าศาลได้สร้างความชอบธรรมให้กับกองทัพซึ่งทำรัฐประหารและใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์ไทย

“ผมศึกษาหลายวิชารวมถึงความรุนแรงในปี 2516, 2519 และ 2535 รวมถึงวัฒนธรรมการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในประเทศไทย ผมได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะเหตุการณ์นองเลือดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น” ดร.ธงชัยเขียนในจดหมายของเขา “ผมอยากร้องขอให้ไอซีซีช่วยยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทำให้เกิดการสังหารพลเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าโดยเริ่มทำการสอบสวนกรณีการสังหารในปี 2553 และนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ”
การเดินทางไปกรุงเฮกเกิดขึ้นสองปีหลังจากมีการรณรงค์กระตุ้นให้คนตื่นรู้เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งถูกกล่าวว่ากระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แม้ว่าประเทศไทยมิได้ให้สัตยาบัณต่อธรรมนูญกรุงโรม แต่ทางทีมกฎหมายของเหยื่อเสื้อแดงมีหลักฐานยืนยันว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์คือพลเมืองอังกฤษ ดังนั้นจึงเขาจึงอยู่ภายใต้การพิจารณาคดีของศาล

“การประชุมกับไอซีซีเป็นประโยชน์ และเราต้องปฏิบัติตามระเบียบการปกติเพื่อผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง” นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นักกฎหมายระหว่างเทศจากสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอส์ซึ่งเป็นทนายตัวแทนระหว่างประเทศของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงกล่าว “การประชุมที่สำคัญนี้เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ตึงเครียด เพราะคนกลุ่มน้อยที่พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะใช้กำลังถอดถอนพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น โอกาสของความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพรอบใหม่คือความกังวลอย่างมากของประชาคมโลก และทำให้การร้องขอของเราต่อไอซีซีมีความสำคัญมากขึ้น”

2
ก.พ.

ฟรีดอมเฮาส์และนักข่าวไร้พรหมแดนระบุสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้น

รายงานล่าสุดขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังเป็นสาเหตุทำให้รายงานสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมกราคมจากองค์กรระหว่างประเทศองค์กรใหญ่ไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย รายงาน “เสรีภาพในโลกปี  2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์และรายงาน“การจัดลำดับเสรีภาพสื่อ”ของนักข่าวไร้พรหมแดนทำให้เห็นทิศทางที่ค่อนข้างแตกต่างเกี่ยวกับประเทศไทยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์อ้างอย่างไร้สาระว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลใดๆต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

นักข่าวไร้พรหมแดนจัดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยให้อยู่ในลำดับที่ 137 ในความเป็นจริง การได้รับลำดับอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงเป็นเวลาอีกนานก่อนที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศเสรี หรือกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ในอีกแง่หนึ่ง  นักข่าวไร้พรหมแดนได้ยืนยันว่ามีเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 153 จากการสำรวจทุกประเทศในโลก และลำดับที่ลดลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551  ได้หยุดนิ่งลง

และยังพบว่าประเทศไทยมีการพัฒนาในรูปแบบเดียวกันจากการจัดลำดับ “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ที่เน้นในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางพลเรือนอย่างกว้าง ในปีที่แล้ว (และปีก่อนหน้านี้) ประเทศไทยได้รับ 5 คะแนนในด้าน “สิทธิทางการเมือง” และได้รับ 4 คะแนนด้าน “สิทธิพลเรือน” ( โดยมีเกณฑ์การวัดที่คะแนนสูงสุดคือ 1 และอย่ที่สุดคือ 7) และโดยรวมแล้วประเทศไทยถูดจัดให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” ในรายงานฉบับนี้ แต่คะแนนด้านสิทธิทางการเมืองดีขึ้น โดยได้ 4คะแนน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้ฟื้นฟูสถานภาพของ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” อีกครั้ง ซึ่งหายไปนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ปฏิเสธที่จะจัดให้ประเทศไทยมีสถานะ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” หลังจากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าไม่ “เป็นอิสระและยุติธรรม” แม้ว่าจะมีการปกครองโดยพลเรือนก็ตาม

การจัดลำดับของนักข่าวไร้พรหมแดนและองค์กรฟรีดอมเฮาส์แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกขัดขวางก็ตาม การพัฒนาเพียงเล็กน้อยการสำรวจจากสององค์กรจึงไม่ถือว่าน่าพึงพอใจหรือควรจะเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด รายงานทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกแต่งระหว่างรัฐบาลที่เลือกโดยทหารและรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชน ความแตกต่างนั้นคือ ประเทศไทยที่ถอยหลังลงคลองหรือประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้า

27
ม.ค.

องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ไม่เข้าใจประเทศไทย

รายงานล่าสุดเผยขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ชื่อ “รายงานสถานการณ์โลกปี 2554” ได้เผยแพร่ข่าวร้ายเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่มีมากขึ้น โดยเน้นเรื่องปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ การสังหารประชาชนอย่างผิดกฎหมาย การยกเว้นความรับผิดให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ การเซ็นเซ่อข้อมูลข่าวสาร การดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปฏิบัติต่อผู้อพยพเข้าเมืองและผู้ลี้ภัย โดยปัญหาที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ยึดมั่นต่อหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลาหลายปี หรืออาจจะนานถึงหลายสิบปี ด้วยสาเหตุนี้ มันจึงน่าฉงนที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ไม่ค่อยเน้นย้ำว่าอะไรคือรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเลวร้าย แต่กลับเน้นย้ำถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในช่วงเวลาสี่เดือนครึ่งตั้งแต่รัฐบาลสาบานเข้ารับตำแหน่งตนไปจนถึงสิ้นปี 2554

องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์มีประวัติในการเผยแพร่“ข้อมูลที่สมดุล”เกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทย โดยเผยแพร่การกระทำของทุกพรรคการเมืองในความขัดแย้งทุกประเภทอย่างเท่าเทียม จนถีงปัจจุบัน การสนับสนุนของเราต่อหลักการที่ฮิวแมนไรท์วอซซ์พยายามจะส่งเสริมทำให้เรายินดีและไม่กังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของ “ความสมดุล” ซึ่งทำให้เป็นเรื่องที่ยากขึ้นที่ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยจะเพิกเฉยต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ โดยการอ้างหาว่าเป็นแผนการสมรู้ร่วมคิดเพ้อเจ้อของกลุ่มคนที่จ้างโดยดร.ทักษิณ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงยังคงมีอยู่ว่าความเท่าเทียมของฮิวแมนไรท์วอซซ์เป็ยความเท่าเทียมที่จอมปลอมและความพยายามขององค์กรที่จะตำหนิทุกฝ่ายของเท่าเทียมทำลายความยึดมั่นของพวกเขาต่อความเป็นกลาง และ “สมดุล”

การที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์เหมือนจะระบุว่ารัฐบาลทั้งสองชุดต้องรับผิดชอบต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างเท่ากัน แต่อันที่จริงแล้ว การกระทำของรัฐบาปัจจุบันเทียบไม่ได้กับการกระทำของรัฐบาลชุดก่อนเลย ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพุ่งสูงขึ้นจาก 77 คดีในปี 2551   เป็น 164 คดีในปี 2552 และในปี 2553 จำนวนคดีได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายถึง 478 คดี ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เวปไซต์หลายแสนเวปไซต์ถูกปิด ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ชุมุนมเสื้อแดงหายสาปสูญ และถูกกักตัวในทีลับและไม่สามารถติดต่อกับใครได้ และยังถูกซ้อมทรมาน ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กฎหมายฉุกเฉินถูกบังคับใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการปฎิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกครั้งที่รัฐบาลคิดว่าไม่อยากมีปัญหา ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การสอบสวนเหตุการณ์ในปี 2553 ถูกขัดขวางและยับยั้งอย่างเป็นระบบ การโทษนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเรื่องสิทธิมนุษยชนมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันไม่ต่างไปจากการกล่าวโทษประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบามาเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามอิรัคทั้งหมดหลังจากที่เขาดำรงตำแน่งได้ห้าเดือน

ตามคำร้องขอขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ เราเห็นเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะต้องปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองโดยเร็ว ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดำเนินคดีต่อผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเปลี่ยนแปลงกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อจะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยอันแท้จริง แต่เราต้องไม่ลืมที่จะยอมรับเหมือนที่ฮิวแมนไรท์วอซซ์เลือกที่จะลืมว่า รัฐบาลใหม่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่เราต้องการแม้ว่าจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นจากการเลือกตั้งก็ตาม ในทุกก้าว นางสาวยิ่งลักษณ์ถูกกัดกร่อนโดยกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่ไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในการปกครองประเทศ และเสวยสุขจากอำนาจตามพฤตินัยในการคัดค้านนโยบายรัฐบาลเกือบแทบทุกนโยบาย ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือทำงานกับรัฐบาล และแม้จะได้รับอำนาจจากชัยชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลต้องต่อสู้กับคำขู่ว่าจะทำรัฐประหารซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการมีการถกเถียงเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปฎิรูปรัฐธรรมนูญ และให้พลเรือนมีอำนาจควบคุมเหนือกองทัพ

บางทีองค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ต้องการจะเห็นรัฐบาลรับคำถ้าให้กองทัพทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมองว่าตนเองมีความรับผิดชอบต่อคนทั้งประเทศอย่างจริงจัง และไม่สามารถเสี่ยงและเพิกเฉยต่อผลที่จะตามต่อการเผชิญหน้าในลักษณะนี้ ได้ และองค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์คงจะไม่รับผิดชอบต่อผลร้ายแรงที่อาจตามมาจากการยึดอำนาจรัฐของทหารอย่างแน่นอน อันที่จริงฮิวแมนไรท์วอซซ์ยังไม่ยอมรับความรับผิดชอบต่อประชาชนหลายร้อยคนที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีเพราะข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในหลายปีนับตั้งแต่การทำรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งเจ้าหน้าที่ขององค์กรในประเทศไทยให้การสนับสนุนอย่างมาก ในเคเบิลวิกิลีกส์ระบุว่านักวัยจัยของฮิวแมนไรท์วอซซ์ นายสุนัย ผาสุขพยายามอย่างมากที่จะอธิบายถึงความชอบธรรมของรัฐประหารปี 2549 ต่อเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา นายราฟล์ บอยซ์ และนายอิริค จอห์น นายสุนัยยังก้าวล้ำเส้นอย่างมากโดยแนะนำว่ารัฐบาลทหารควรจะพูดหรือทำอย่างไรเพื่อทำให้การทำรัฐประหารดูดีในสายตาของประชาคมโลก เมื่อกลุ่มล่าแม่มดตามราวีคนที่ถูกกล่าวหาเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก่อนหน้านี้ นายสุนัย ผาสุขเอาตัวรอดด้วยการอ้าง “ลักษณะความอ่อนไหว” ของคดีบางคดีที่จำกัดความเกี่ยวข้องของเขา

รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารงานเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2554  ด้วยความตั้งใจที่นำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย การทำงานของรัฐบาลกำลังเริ่มขึ้น แม้จะไม่มีอุทกภัยที่ทำให้ประเทศต้องหยุดชะงักในปี 2554 และทำให้การถกเถียงเรื่องการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพต้องถูกเลื่อนออกไป ไม่มีควรรัฐบาลไหนที่ถูกคาดหวังให้ปลดเปลื้องการควบคุมของกองทัพที่มีต่อกระบวนการการเมืองไทยเป็นเวลาหลายสิบปีภายในเวลาน้อยกว่าหกเดือน  ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและแรงต่อต้านการปฏิรูปที่รัฐบาลต้องพบเจออย่างแน่นอนทำให้รัฐบาลต้องใช้กลยุทธ์อย่างรับผิดชอบและระมัดระวัง เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เราอาจพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลใช้ความระมัดระวังหรือสงวนท่าทีมากเกินไปในการนำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลควรต้องสมควรถูกวิจารณ์และกระตุ้นในการนำพาประเทศไปสู่จุดนั้นให้ได้ แต่การมองว่ารัฐบาลล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาหลายอย่างที่เกิดจากการกระทำที่สร้างปัญหาเหล่านี้มาก่อนหน้าภายในคืนเดียวโดยการอ้างว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนและรัฐบาลที่จัดตั้งโดยกองทัพคือการการกระทำที่ไม่จริงใจและไร้ความรับผิดชอบ ความเป็นกลางจอมปลอมของฮิวแมนไรท์วอซซ์เป็นประโยชน์กับกลุ่มคนที่อยากเห็นประชาธิปไตยล้มเหลวเท่านั้น

24
ธ.ค.

เรเชล เจคอบส์: ประชาธิปไตยและอุทกภัยในประเทศไทย

แปลจากบทความ Democracy and the Deluge in Thailand

แม้ในที่สุดมวลน้ำที่มากับลมมรสุมในประเทศไทยจะไหลลงกลับสู่แม่น้ำ และในปีนี้มีการประกาศให้พื้นที่ทั่วประเทศเป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยปกตินัก  แต่พื้นที่ทางการเมืองยังคงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ วิกฤตการณ์ที่ยาวนานหลายเดือน และการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับจุดอ่อนของรัฐบาลไทย รายงานหลายฉบับบ้างก็ได้กล่าวโทษตัวบุคคล หรือไม่ก็เน้นไปถึงเรื่องปัญหาการคอร์รัปชั่นหรือการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไป แต่ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมคือ สถานภาพที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของกองทัพ ความกำกวมของบทบาทตามรัฐธรรมนูญของกองทัพ ทำให้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับชีวิตทางการเมืองมาทุกด้านมาอย่างช้านาน รวมถึงการทำรัฐประหารอย่างน้อย 20  ครั้งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา

ประเทศไทยต้องต่อสู้เพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยตั้งแต่การรัฐประหารกองทัพในปี  2549 และการใช้การช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นเครื่องมือทางการเมืองในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มคนที่ยังคงต้องการทำลายกระบวนการนี้  ในการประเมินสถานการณ์การเมืองการปกครองในประเทศไทยของฟรีดอมเฮาส์ครั้งล่าสุดปรากฎว่า ระดับความรับผิดของกองทัพที่มีต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนเทียบเท่ากับกองทัพจากประเทศจีน และสูงกว่ากองทัพจากประเทศเวเนซูเอล่าและจากประเทศที่เพิ่งจะมีการปฏิวัติประชาชนไปไม่นานอย่างตูนีเซียนิดหน่อย สัญญาณที่สื่อให้เห็นถึงอิทธิพลของกองทัพคือ สื่อภายในประเทศที่รายงานเรื่องน้ำท่วมยกย่องว่ากองทัพเป็นวีรบุรุษในภัยพิบัติน้ำท่วมและมีบทบาทของกองทัพในการปกป้องประเทศ บทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ช่วงวิกฤตน้ำท่วมอ้างว่า  “มีเพียงกองทัพเท่านั้นที่เป็นห่วง” คนไทย ในขณะที่ “เอกสารที่รั่วไหลออกมา” ระบุว่านายทหารระดับสูงโทษว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกิดจากการที่นายกยิ่งลักษณ์ไม่มีความเด็ดขาดในการบริหาร

ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลให้คะแนนความนิยมของยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค จากผลการสำรวจล่าสุดของมหาวิยาลัยกรุงเทพระบุว่าประชาชนพึงพอใจการบริหารของยิ่งลักษณ์โดยรวม 4.98 จากคะแนนเต็ม 10 ในขณะที่เวลาเดียวกันในปีที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและเป็นคู่แข่งทางการเมืองได้คะแนน 5.17 ความพอใจในการบริหารของพรรคเพื่อไทยโดยรวมได้ 4.84 จากคะแนนเต็ม10 สูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้    4.26 คะแนน

แม้ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างเรียบง่ายในช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม ซึ่งพรรคของยิ่งลักษณ์สามารถเอาชนะพรรคการเมืองที่นิยมทหารของนายอภิสิทธิ์ได้ แต่ดูเหมือนว่ากองทัพจะยังคงใช้วิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาสในการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การพุ่งความสนใจไปที่การอุทิศตนของกองทัพต่อเหยื่อน้ำท่วมยังเป็นการหันเหความสนใจไปจากการกระทำของกองทัพในอดีต เพื่อที่จะทำให้กลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีการสอบสวนการสังหารผู้ประท้วง 90 รายในปี 2553 ก่อนหน้านี้เปลี่ยนใจและหันมาสนับสนุนกองทัพ

ตลอดการการตอบโต้ กลุ่มนักข่าวหัวอนุรักษ์นิยมเขียนสนับสนุนความคิดที่ว่ากองทัพไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นผู้พิทักษ์อิสระที่เป็นหนี้บุญคุณต่อสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ข้ออ้างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากองทัพมีความจงรักภักดีกัยสถาบันกษัตริย์เป็นลำดับแรก และมักไม่สนใจการเลือกตั้งหรือสถาบันพลเรือน  พวกเขาเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมือง โดยการละเมิดกฎหมาย ทำลาย หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแทนที่ฉบับเก่าโดยทหาร

การปกป้องและส่งเสริมสถาบันกษัตริย์ และโดยการกระทำดังกล่าว ทำให้แนวคิดที่ต่อต้านประชาธิปไตยของรัฐไทยที่ทหารสนับสนุนเพิ่มระดับไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา การลงโทษคนด้วยอาชญากรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นและหนักขึ้น คดีที่ได้รับความสนใจคือ คดีของชายสัญชาติอเมริกัน นายโจ กอร์ดอน ซึ่งถูกลงโทษจำคุกสองปีครึ่งในวันที่ 8 ธันวาคม เนื่องจากโพสต์คำแปลของหนังสือเรื่อง “The King Never Smiles” บนอินเตอร์เน็ตในขณะที่เขาอยู่ในอเมริกา หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยเนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นกษัตริย์ และอีกคดีคือ คดีที่ชายชราวัย 61 ปีถูกลงโทษจำคุก 20 ปี เพราะถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางมือถือที่มีเนื้อหาดูหมิ่นสถาบันสี่ข้อความ ไม่กี่วันหลังจากการพิจารณาคดี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือไซเบอร์ และประกาศว่าจะตามจับ “อาชญากรไซเบอร์” ที่ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์บนอินเตอร์เน็ตหนักขึ้น รัฐมนตรีกล่าวว่า “การเทิดทูนและปกป้องสถาบันกษัตริย์คือหน้าที่สำคัญของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงที่จะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์” การจัดวางความความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไว้เหนือสิทธิส่วนบุคคลไม่เพียงแต่ทำลายการพัฒนาทางประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการคุมขังคนอย่างไม่ยุติธรรม และสังหารคนโดยใช้ระบบศาลเตี้ยได้รับการละเว้นโทษ

การทำให้กองทัพต้องรับผิดต่อเจ้าหน้าที่พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นก้าวสำคัญที่จะต่อสู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นวงกว้าง และยกเลิกนโยบายรัฐที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยเอาเป็นเอาตาย เราไม่สงสัยเลยว่ามีทหารหลายนายในกองทัพที่ช่วยเหยื่อน้ำท่วมอย่างกล้าหาญ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเป็นกำแพงขวางกั้นความยุติธรรม เสรีภาพทางการแสดงออก หรืออำนาจทางการเมืองของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และผู้แทนที่พวกเขาเลือกมา

การแทรกแซงของกองทัพครั้งแล้วครั้งเล่าไม้ได้ทำให้เกิดการแก้ไขจุดบกพร่องของสถาบันประชาธิปไตย แต่กลับป้องกันสถาบันเหล่านั้นจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยับยั้งการจัดตั้งแบบแผนทั่วไปอย่างระบบการตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ไขตนเองอันจะทำให้รัฐบาลพัฒนาปรับปรุงตนเองตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ตราบใดที่กองทัพยังอ้างสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนหรือขับไล่เจ้าหน้าพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในนามของXXXXX มันจึงเรื่องเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพและสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสถานะที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ซึ่งหมายความว่า การยอมรับอำนาจพลเรือนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกองทัพในการป้องกันไม่ให้เกิดหายนะขึ้นอีกครั้ง

26
ก.ค.

การกลับมาของผู้สมรู้ร่วมคิดก่อการรัฐประหาร

นายเทพไท เสนพงศ์มีประวัติในเรื่องของการพูดในสิ่งที่น่าอับอาย เมื่อครั้งยังเป็นในโฆษกส่วนตัวของนายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายเทพไทสร้างความน่าอับอายขายขี้หน้าให้กับให้เจ้านายตนเองมาหลายหน ด้วยการพูดจาโป้ปดและเหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง ปัจจุบัน พรรคของเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบให้กับเพื่อไทยมากกว่าร้อยที่นั่ง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากเป็นประวัติการณ์ เรายินดีที่จะยอมปล่อยให้นายเทพไทห่างหายไปจากฉากเหตุการณ์นี้และหางานทำใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ต่างจากพรรคของเขา นายเทพไทเหมือนจะไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริงได้ว่าประเทศไทยหมดความอดทนกับตัวเขาและพรรคพวกของเขาแล้ว แม้ว่าพรรคของเขาพยายามจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม (อีกครั้ง) โดยการพยายามหาทางทำให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบ โดยปราศจากข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเทพไทยังมีหน้ามาแนะนำให้คนเสื้อแดง “ยุติบทบาท” และเรียกร้องให้ว่าทีนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรสนับสนุน “การสลายตัว” ของหมู่บ้านเสื้อแดงซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในภาคอีสาน

ไม่ว่านายเทพไทหรือพรรคประชาธิปัตย์จะพูดอย่างไร แต่คนเสื้อแดงกลับมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวยิ่งกว่าแต่ก่อน เพราะการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของคนเสื้อแดงสามารถช่วยให้รัฐบาลใหม่ซึมทราบประเภทอุดมคติที่ชอบด้วยหลักการ ซึ่งมักจะถูกลืมเลือนไปในระหว่างการทำงานทอย่างหนักของการเมืองในรูปแบบรัฐสภา ในขณะเดียวกัน คนเสื้อแดงจำเป็นที่จะต้องตื่นตัวเพื่อต่อต้านความพยายามของกองทัพ ศาลและพรรคประชาธิปัตย์ที่จ้องจะทำลายหรือล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เป็นที่น่าสังเกตว่า นายเทพไทเรียกคนเสื้อแดงว่าเป็น “มวลชนกดดันนอกสภา” ซึ่งเป็นพลังที่ไม่มีที่ให้ยืนในระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็เข้าร่วมกับกิจกรรมการเมืองนอกสภา ผ่านทางตุลาการที่แทรกแซงกิจการการเมือง ตามที่นายจรัล ดิษฐาอภิชัยได้อธิบายไว้ในบทความล่าสุดของเขาว่า การบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แทนที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 เป็นไปเพื่อเปิด “ช่องทางประตูหลัง” หลายช่องให้กับกลุ่มอำมาตย์ เพื่อเปลี่ยนและทำลายผลการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย โดยถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและยุบพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าผู้คบคิดแผนการรัฐประหารกลับบ้านเข้าค่ายทหารและยอมแพ้ แต่พวกเขาเพียงเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อสร้างแผนการที่ซับซ้อนมากขึ้น หาผลประโยชน์จากรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และใช้การเมืองควบคุมศาลเพื่อแทรกแซงและสอดแทรกกระบวนการทางประชาธิปไตย

ในขณะที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน แต่มันชัดเจนว่าหนทางสู่ประชาธิปไตยยังอีกยาวไกล กลุ่มอำมาตย์ไทยยังคงทีวิธีการหลากหลาย นับตั้งแต่การตั้งข้อหาทางกฎหมายที่มีแรงจูงใจทางการเมืองไปจนถึงการทำรัฐประหารโดยกองทัพเพื่อกำจัดรัฐบาลใหม่ แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกปล่อยให้เป็นรัฐบาลในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อทำการปฏิรูปในสิ่งที่จำเป็น แต่การคัดค้านของศาลและการที่กองทัพไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน เป็นไปได้ว่าจะมีการขัดขวางความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยรัฐบาลทหารในปี 2550 การยกเลิกข้อจำกัดของเสรีภาพส่วนบุคคล และสอบสวนการสังหารหมู่ของประชาชนทั้ง 92 รายเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อหลายเดือนที่แล้ว เราได้เตือนถึง “ภัยรัฐประหารยุคใหม่” ที่กำลังถักทอขึ้นเพื่อพยายามปกป้องรักษาอำนาจของกลุ่มอำมาตย์ ผ่านทางการข่มขู่และใช้สถาบันรัฐที่สำคัญเป็นเครื่องมือ “ภัยรัฐประหารยุคใหม่”ขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยหลายครั้งก่อนหน้านี้ แม้แต่ภายหลังที่ประชาชนไทยขับไล่เหล่านายพลออกจากอำนาจในปี 2516 และ 2519 กลุ่มอำมาตย์ยังหาทางตะกุยตะกายกลับมา โดยการใช้ความวุ่นวายที่ร้ายแรง (ในยุค70) หรือควบคุมกระบวนการทางการเมือง (ในกลางยุค90)  ”ภัยรัฐประหารยุคใหม่” ล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2551 โดยการกระทำของกลุ่มพันธมิตรและการไม่กระทำการในหน้าที่ของกองทัพ และทำให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนกลายเป็นอัมพาต รวมถึงวางรากฐานให้กับการสอดแทรกของศาลรัฐธรรมนูญ เกือบสองเดือนก่อนที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบ อดีตนายรัฐมนตรี นายอนันต์ ปัญญารชุนอธิบายให้เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐอเมริกาฟังถึงสิ่งที่กำลังจะถูกเปิดเผยออกมา โดยสิ่งนั้นจะ “ไม่ใช่รัฐประหารแบบตามที่ประชาคมโลกเข้าใจ”

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะประกาศว่าภารกิจได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว เหมือนที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายเทพไท เสนพงศ์แนะนำ นายเทพไทไม่ใช่สามารถอ้างศีลธรรมสูงส่งในขณะที่เขายังคงทำสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่สุด เขาควรจะยอมรับผลการเลือกตั้งและเลิกสร้างความอับอายให้กับตนเองและพรรคของเขา หากประเทศไทยยังไม่บรรลุการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งได้ดำเนินมาเกือบ 80 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เราพึงพอใจกับเหตุการณ์อดีตในแต่ละครั้งที่เราก้าวข้ามมามากเกินไป ซึ่งทำให้กลุ่มอำมาตย์ใช้หาผลประโยชน์ด้วยการยึดอำนาจที่พวกเขาถูกบังคับให้สละก่อนหน้านี้กลับมา การเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยคือทางเดียวที่คนเสื้อแดงจะการันตีว่า ในที่สุดเราจะได้รับเสรีภาพที่ประชาชนหลายรายได้เสียสละชีวิตเพื่อให้ได้มา แทนที่จะรู้สึกพึงพอใจ นี่คือเวลาที่เราจะพยายามขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อทำภารกิจของเราให้สำเร็จลุล่วง