Skip to content

พฤศจิกายน 10, 2013

เราทำอะไรได้บ้างในวิกฤติการเมืองไทยครั้งล่าสุด?

เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยได้ก้าวตกลงไปในหลุมกับดักแห่งวิกฤติทางการเมือง ที่ระบอบประชาธิปไตยอันบอบบางของประเทศกำลังเผชิญกับภัยคุกคามของความไร้สเถียรภาพซึ่งดำเนินการโดยเครือข่ายอำมาตย์ที่มีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์

สำนวนโวหารของพรรคประชาธิปัตย์นั้นน่าพิศวงยิ่งนัก เพียงสามปีครึ่งที่รัฐบาลชุดก่อนสั่งกองทัพให้สลายการชุมนุมอย่างสงบโดยใช้ความรุนแรง ส่งผลให้มีการสังหารประชาชนไทยกว่า 90ราย  และกลุ่มบุคคลที่ต้องรับชอบต่อการสังหารประชาชนกำลังเดินขบวนโดยเชิดชูหลัก “นิติธรรม” “ความรับผิด” และ “การปรองดอง” หากผู้ตายสามารถรับรู้ได้ พวกเขาจะต้องโมโหอย่างแน่แท้

เหตุผลของความพยายามครั้งล่าสุดในการสร้างความไร้สเถียรภาพนี่คือ ความเข้าใจผิดเรื่องข้อเสนอนิรโทษกรรม แม้พรบ.ดังกล่าวจะถูกโหวตคว่ำ (ซึ่งมักเกิดขึ้นต่อกฎหมายที่ไม่ดีในระบอบประชาธิปไตย) แต่เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์พยายามหาใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กลุ่มนักกิจกรรมของพวกเขา ผู้พิพากษาและวิศวกรยึดอำนาจรัฐบาล

ตามที่หลายคนรู้ดี การยึดอำนาจรัฐบาลในประเทศไทยสามารถเกิดขึ้นได้โดยการกระทำของกองทัพหรือตุลาการ ในสถานการณ์ปัจจุบันของประชาคมโลก การทำรัฐประหารโดยกองทัพและการข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรงคือสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับ แต่ทว่าก็ยังเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ ดูเหมือนว่าเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเลือกใช้บริการตุลาการรัฐประหารมากกว่า โดยจะมีการกล่าวหารัฐบาลแบบเลื่อนลอย หรือใช้ประเด็นเทคนิคทางกฎหมายมาโค่นล้มรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยใช้ความเห็นพ้องของสถาบันพลเรือนในการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง และ “สร้างความชอบธรรม” ให้การส่งผ่านอำนาจซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเหตุการณ์แบบนี้

เครือข่ายยังคิดที่จะใช้ประโชน์จากผลการตัดสินของศาลโลกกรณีคดีพิพาทเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบาง และชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ากรณีพิพาทนี้เป็นโอกาสที่จะปลุกปั่นและปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย

นับตั้งแต่การสังหารหมู่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 มีการดำเนินการเพื่อนำคนผิดมาลงโทษบ้าง โดยอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถูกแจงข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสต์ไทยที่มีความพยายามนำตัวผู้นำมารับผิดฐานฆ่าประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังมีกระบวนการอีกหลายอย่างที่เราต้องทำอีกมายมาย ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศที่พลเรือนมีอำนาจควบคุมกองทัพเป็นเพียงแค่แนวความคิดในหนังสือมากกว่าความเป็นจริงทางการเมือง

เป็นเรื่องสำคัญที่จะใช้เวลาวิเคราะห์ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนและเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อนำพาประเทศไทยให้พ้นผ่านฤดูกาลแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้

ประการแรก เป็นที่แน่ชัดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรตกอยู่ในสภาวะที่ถูกคุกคามอย่างร้ายแรง ฝ่ายตรงข้ามกลุ่มเดิมมองเห็นโอกาสที่จะเพิ่มแรงผลักดันโดยการทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรณีพรบ.นิรโทษกรรม แต่ล้มเหลวอย่างร้ายแรงที่จะพูดถึงกลุ่มคนที่ถูกจำคุกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ประการที่สอง ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันพยายามจะรักษาอำนาจ รัฐบาลเกือบจะสูญเสียความชอบธรรม เพราะรัฐบาลเองได้ลิดลอนสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนจากผู้สนับสนุนรัฐบาล

วิกฤตทางการเมืองในปัจจุบันคือผลผลิตประวัติศาสตร์ของไทย หลายปีนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของทักษิณ ชินวัตร ประสบการณ์ของประเทศไทยต่อประชาธิปไตยก็ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา มีการจัดการเลือกตั้ง แต่บางครั้งก็มีการจำกัดการเข้าร่วม เพราะผู้นำทางการเมืองและพรรคการเมืองถูกตัดสิทธิ์และถูกยุบครั้งแล้วครั้งเล่าโดยผู้พิพากษาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร และการทำลายเสรีภาพทางการพูดยังทำให้เป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะแสดงความเห็นว่าเขาต้องการอะไรโดยปราศจากความกลัวว่าจะถูกลงโทษทางอาญา

ในขณะเดียวกันสื่อต่างชาติได้เปิดโอกาสให้กับคณะบุคคลที่วางแผนทำรัฐประหาร แม้แต่พาดหัวข่าวของหนังลือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ เขียนโดยนักข่าวที่ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่ใกล้กับเสธแดงอย่างมากในวันที่เสธแดงถูกลอบสังหาร (การตายที่ไม่เคยถูกสอบสวนอย่างแท้จริง) แต่นักข่าวคนนี้กลับไม่เข้าใจการทำงานของเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่ทั่วไปในสถาบันของประเทศ นักข่าวต่างชาติคนอื่นถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อให้กับกลุ่มอำมาตย์ เพียงเพราะพวกเขาไม่เคยเดินไปไหนไกลจากโรงแรมหรูหราที่พวกเขาพักอยู่

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนเหล่านี้ขาดความเข้าใจเรื่องของการบริหารจัดการอำนาจของเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีหลักนิติธรรม และการดำรงอยู่ของกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความลำเอียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง เพราะการปราศจากความอิสระของตุลาการนี้เองที่ส่งผลให้รัฐบาลชุดก่อนสั่งทหารให้ออกมาจัดการกับประชาชนโดยไม่เกรงกลัวต่อผลที่จะตามมา ที่โชคร้ายคือ พรบ.นิรโทษกรรมซึ่งถูกเสนอด้วยเจตนาที่ดีจะทำให้วัฒนธรรมการทำผิดแล้วลอยนวลของผู้มีอำนาจกลายเป็นอำมตะ

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยชุดปัจจุบันพยายามหลายครั้งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟื้นฟูสิทธิของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ความพยายามเหล่านี้กลับถูกยับยั้งในทุกครั้ง และอาจจะเป็นเพราะความผิดหวังและความรู้สึกจนตรอกนี่เองที่ทำให้มีการผลักดันพรบ.นิรโทษกรรม แต่เราจะชอบหรือไม่ก็ตาม การกระทำเหล่านี้ดำเนินไปตามกรอบกฎหมายของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย และควรจะมีการแก้ไข้ปัญหานี้ด้วยวิถีทางเดียวกัน แต่ผู้นำฝ่ายตรงข้ามกลับนำเอาประเด็นนี้มาเล่นและใช้เป็นเหตุผลในการล้มล้างรัฐบาล

หลังจากที่ได้เห็นความโหดร้ายป่าเถื่อนในปี 2553 ด้วยตาของผมเอง ผมอยากบอกทุกท่านว่า แรงจูงใจในการเรียกร้องความรับผิดนี้มิได้เป็นไปเพื่อการแก้แค้นหรือเรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะประวัติศาสตร์ของไทย ประวัติศาสตร์ของไทยเต็มไปได้วยวงจรแห่งความรุนแรงซึ่งกระทำโดยรัฐต่อประชาชนโดยเกิดขึ้นซ้ำซาก และตามมาด้วยข้อเรียกร้องของกลุ่มอำมาตย์ที่สั่งให้ประชาชนลืมเหตุการณ์เหล่านั้นไป คำวิงวอนขอให้หลอกตัวเองและลืมเลือนเรื่องเหล่านี้ไปคือสิ่งที่ยับยั้งมิให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

เราไม่สามารถปล่อยให้ความล้มเหลวในการสอบสวนเหตุการณ์ปี 2553 จนถึงทุกวันนี้ผ่านไปได้โดยไม่ทำอะไร หากหลักนิติธรรมจะสามารถอยู่รอดได้ในประเทศไทย รัฐบาลจะต้องยึดมั่นในหลักการเหนือผลประโยชน์ในการรักษาอำนาจ และเปิดโปงเครือข่ายที่กดขี่ประชาชนซึ่งออกมาเรียกร้องสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างทารุณ

หากรัฐบาลจะสามารถอยู่รอดภายใต้วิกฤติครั้งนี้ได้ คนเสื้อแดงจะต้องเสนอข้อเรียกร้องที่ไม่น้อยไปกว่าการรับผิดโดยสิ้นเชิงของผู้ที่มีส่วนรับผิดในความรุนแรงปี 2553 และร้องขอความช่วยเหลือจากประชาคมโลกในการฟื้นฟูหลักนิติธรรมและแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยที่ล้าช้าออกไปอย่างมาก

และเมื่อฝุ่นควันได้จางลงและวิกฤตินี้ผ่านพ้นไป รัฐบาลอาจเริ่มเข้าใจและทำงานโดยเคารพผลประโยชน์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้ที่รัฐบาลจะต้องเอาใจใส่อย่างจริงจังมากกว่านี้ สำหรับผมแล้ว การกระทำที่ดีที่สุดคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลตกลงลงนามยินยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ชั่วคราว ตามมาตรา 12.3 และนี่จะเป็นครั้งแรกที่หน้าประวัติศาสตร์ไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริง

แต่ในระหว่างนี่ ประชาชนไทยจะต้องรวมตัวกันมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับการโจมตีในรูปแบบเดิม รัฐประหารทั้งโดยกองทัพหรือตุลาการต้องกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และไม่ควรมีที่ยืนในอนาคตของประเทศไทย

Read more from นปช

Share your thoughts, post a comment.

(required)
(required)

Note: HTML is allowed. Your email address will never be published.

Subscribe to comments