Skip to content

กรกฎาคม 26, 2010

3

สภาวะอันปราศจาก”ความชอบธรรมทางกฏหมาย”ในประเทศไทย

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

จาก   http://www.huffingtonpost.com/robert-amsterdam/thailands-legitimacy-defi_b_658905.html

สมมุติว่าสัปดาห์หน้า รัฐบาลอิหร่านและเวเนซูเอล่าสั่งให้ทหารใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุมบนท้องถนนอย่างทารุณ  เราสามารถคาดเดาได้ว่ารัฐบาลสหรัฐต้องออกมาประณามการกระทำนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย “สยามเมืองยิ้ม” ในขณะนี้คือ กลุ่มผู้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธส่วนใหญ่ถูกสังหารในเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่รัฐบาลสหรัฐเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นี้อย่างเบา

นโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อประเทศไทยนั้นแต่แรกจนถึงปัจจุบันนั้นมักจะมีท่าทีวางเฉยและหลีกเลี่ยงการโต้แย้งอย่างเปิดเผย หากกล่่าวถึงอิทธิผลอย่างมากของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีต่อภูมิภาคแล้วในตอนนี้ และตามการวิเคราะห์แล้วสัมพันธภาพของประเทศไทยและจีนเติบโตขึ้นหลังจากเหตุการณ์ล้อมปราบ ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐจึงต้องแสดงท่าทีสนับสนุนประเทศสัมพันธมิตรอย่างไทยอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตามหากเราวิเคราะห์โดยละเอียดแล้ว เราจะพบข้อเท็จจริงหลังม่านประตูซึ่งแตกต่างไป นั้นคือรัฐบาลไทยประเมินความอดทนของสหรัฐต่อเหตุการณ์นี้สูงเกินไป

มีปัจจัย 3ปัจจัยที่สร้างความกดดันและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและประเทศไทย

  1. การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในทางที่ผิด
  2. กระบวนการสมานฉันท์อันจอมปลอม
  3. พื้นฐานความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย

หากปราศจากความก้าวหน้าหรือปรับปรุงในข้อใดข้อหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐจะเปลี่ยนท่าทีการสนับสนุนรัฐบาลไทย

นักการทูตผู้เต็มไปด้วยประสบการณ์และน่านับถืออย่างนายวิเลี่ยม  เจ เบิร์นส์  ปลัดการฑูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้แสดงปาฐกถาเมื่อไม่นานมานี้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างประชาชนชาวไทยกับรัฐบาลสหรัฐ (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าสหรัฐสนับสนุนรัฐบาลไทยอย่างไม่มีเงื่อนไข) อย่างไรก็ตามเมื่อมีผู้ตั้งคำถามว่าคิดอย่างไรกับการที่รัฐบาลไทยยืดเวลาการใช้ พ.ร.ก ฉุกเฉินอย่างค่อยจะมีเหตุผลที่สมควร นายเบิร์นส์ได้เปิดเผยให้เห็นถึงเหรียญอีกด้านหนึ่ง “ผมได้พูดอย่างชัดเจนทั้งในการส่วนตัวและในที่สาธารณะว่าควรจะมีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างทันที ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยเอง  เพราะการประการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างไม่มีกำหนดนั้น ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย”

ในการกล่าวปาฐกถาดังกล่าว นายเบิร์นส์ยังกล่าวด้วยว่าสหรัฐเรียกร้องให้มี “การดำเนินการสมานฉันท์และยอมรับความเห็นของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแผนการสมานฉันท์ที่จัดทำขึ้นโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นต้องมีการแก้ไขอีกมากมาย ( เช่น การเข้าร่วมของฝ่ายตรงข้าม)

ความพยายามจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง ถือเป็นเรื่องตลกร้ายเพราะกลุ่มเสื้อแดงผู้นิยมระบอบประชาธิปไตยถูกฟ้องร้อง และถูกตามล่าทั้งวันทั้งคืนโดยรัฐโอร์เวลล์  (กล่าวถึงหนังสือของ George Orwell ชื่อ1984 โดยคนในประเทศดังกล่าวถูกควบคุมตรวจสอบโดย Big Brother ตลอดเวลา) ที่มีชื่อว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)  ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรที่ไม่ต้องแสดงรับผิดชอบต่อการกระทำใด และสมาชิกประกอบไปด้วยบุคคลซึ่งถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาล และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

คณะกรรมการค้นหาความจริงได้รับการแต่งตั้งโดยไม่มีการสอบถามความเห็นเหยื่อที่ถูกกระทำ และประธานของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ(นายคณิต ณ นคร) ได้กล่าวว่าแนวทางของคณะจะไม่มุ่งเน้นไปที่การกล่าวโทษหรือนำตัวบุคคลมารับโทษทางกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ปฎิบิติตามไอซีซีพีอาร์ และหลายองค์กรยังแสดงความกังวลว่ากระบวนการสมานฉันท์ของรัฐบาลมีข้อบกพร่องอย่างมากมาย

การสอบสวนแกนนำเสื้อแดงโดยศาลยุติธรรมควรจะดำเนินไปอย่างอิสระ เป็นธรรม และเหมาะสมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามในอดีต บุคคลในกองทัพซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบประชาชนจากเหตุการณ์ความ ไม่สงบทางการเมืองในปี 2516, 2519, 2535 และ 2553 ไม่เคยถูกสอบสวนหรือนำตัวมาลงโทษ เช่นเดียวกับเหตุการณ์การความรุนแรงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา

สิ่งที่ผู้ร่างนโยบายสหรัฐควรจะต้องทราบก็คือ ประเทศไทยกำลังประสบกับความทุกข์ที่เกิดจากสภาวะอันปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมายภายใต้การนำของรัฐบาลในปัจจุบัน ซึ่งขึ้นสู่อำนาจโดยผลของการรัฐประหารและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกลุ่มเผด็จการทหาร ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน นายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมตัดสินเพิกถอนสิทธิทางการเมืองจากสมาชิกพรรคการเมืองที่มากจากการเลือกตั้งและได้รับความนิยมอย่างสูงสุดอย่างไม่ชอบมาพากล ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการปล้นสิทธิการเลือกตั้งจากประชาชนชาวไทย นอกจากนี้หากบุคคลใดกล้าเสนอความเห็นให้แก้ไขความไม่เป็นประชาธิปไตยนี้กลับถูกจำคุก คุกคาม และในบางกรณีถูกตอบแทนด้วยลูกกระสุนจริง

สำนักงานกฎหมายของผมได้วิพากษ์วิจารณ์การทำลายพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยไว้ในสมุกปกขาวที่มีหัวข้อว่า “การสังหารหมู่ในกรุงเทพมหานคร : ข้อเรียกร้องต่อการแสดงความรับผิดชอบ” โดยอธิบายการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อเท็จความรุนแรง และการคุกคามทางการเมืองการโต้แย้งประเด็นในสมุดปกขาวที่ผ่านมาของรัฐบาลนั้นน่าผิดหวังและไม่ตรงประเด็น นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่โต้แย้งด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐานที่น่าเชื่อถือ แต่เลือกที่จะโต้แย้งข้กล่าวหาโดยการป้ายสีอย่างเลื่อนลอยในประเด็นเรื่องส่วนตัวเพื่อเป็นการเบี่ยงประเด็น ซึ่งไม่ต่างจากบุคคลอื่นในคณะรัฐบาล เนื่องจากเอกสารชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยที่ปรึกษาทางกฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร (ซึ่งเป็นข้อเท็จที่เราได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนตลอดเวลา) และทำให้รัฐบาลไทยเชื่อว่าตนเองไม่มีพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ผมขออนุญาตกล่าวอย่างชัดเจนไว้ในที่นี้ว่าผมไม่ได้เป็นฝ่ายกลาง และผมก็ไม่เคยเสแสร้งว่าผมเป็น เพราะเราได้รับการมอบหมายแต่งตั้งให้แก้ต่างให้กับเหยื่อผู้ถูกกดขี่อย่างทารุณ การอภิปรายในประเด็นนี้ (สมุดปกขาว) ไม่ใช่ว่าใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ประเด็นที่ควรนำมาอภิปรายคือรัฐบาลไทยละเมิดกฎหมายในการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมครั้งที่ผ่านมาหรือไม่และใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตายของประชาชนทั้ง 90ราย การพูดในประเด็นอื่นถือเป็นเรื่องของการพยายามพูดเฉไฉเบี่ยงประเด็น

การที่รัฐบาลนี้ปฎิเสธที่จะสอบสวนเรื่องการล้อมปราบจังอย่างจริงและอภิปรายถกเถียงถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์อย่างรัฐสมัยใหม่อย่างที่รัฐบาลอ้างว่าเป็น เป็นสิ่งที่ทำลายสัมพันธภาพกับสหรัฐ โดยรัฐบาลสหรัฐเข้าใจเป็นอย่างดีว่าจะคงสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสหรัฐกับประชาชนอย่างไร ในขณะที่กดดันให้รัฐบาลไทยเคารพระบอบประชาธิปไตย ระหว่างการเดินทางเยี่ยมเยือนรัฐบาลสหรัฐของนายนภดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาทางกฎหมายของทักษิณ กล่าวว่า “ คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย หากฝ่ายบริหารของโอบาม่ากระตุ้นให้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองคู่แข่งพรรคอื่นได้อภิปรายโต้แย้ง ซึ่งจะนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง และนั้นจะนำไปสู่สัมพันธภาพที่เข้มแข็งมากขึ้นระหว่างประเทศไทยและสหรัฐ”

การที่รัฐบาลไม่การดำเนินการสอบสวนกองทัพไทย ทำให้เวลาของความอดทนในวอชิงตันเริ่มจะหมดลง รัฐบาลไทยกำลังจะพลาดโอกาสที่จะรักษาสัมพันธภาพอันดีกับสหรัฐ ดังนั้นถึงเวลาที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน รับประกับเสรีภาพของสื่อ สนับสนุนความเป็นอิสระของระบบตุลาการ และจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิตรประเทศที่แท้จริงควรจะขอให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลนี้ได้ เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับประชาชนชาวไทย ไม่ใช่แค่ทำการตกลงกับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่มีความน่าเ\\ชื่อถือและความชอบธรรม

Read more from Uncategorized
3 ความเห็น Post a comment
  1. wirote
    ก.ค. 28 2010

    ไม่ว่าประเทศใดๆในโลกล้วนต้องการเสรีภาพและควมยุติธรรม สหรัฐในฐานะประเทศผู้นำประชาธิปไตยใหญ่สุดควรแสดงท่าทีให้ผู้นำไทยรู้ว่าควรให้ความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพลเมืองของตัวเอง

  2. น่าเกลียดมากเลยทำลงไปได้555555555555555

Trackbacks & Pingbacks

  1. Tweets that mention สภาวะอันปราศจาก”ความชอบธรรมทางกฏหมาย”ในประเทศไทย | ประเทศไทย Robert Amsterdam -- Topsy.com

Share your thoughts, post a comment.

(required)
(required)

Note: HTML is allowed. Your email address will never be published.

Subscribe to comments