เมื่อบริษัทต่างชาติช่วยกัดดาฟี่กดขี่เสรีภาพของประชาชนชาวลิเบีย
บทย่อแปลจากบทความใน The Wall Street Journal
รายงานของนักข่าวจาก The Wall Street Journal นาย Alan Zibel เปิดเผยว่ารัฐบาลลิเบียได้นำเข้าเทคโนโลยีจากบริษัทในต่างชาติเพื่อสอดแนมกิจกรรมทางโลกอินเตอร์เน็ตของพลเรือน โดยการสอดแนมดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการปฏิวัติในโลกอาหรับที่เกิดขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อต้นปีนี้ เจ้าหน้าที่รัฐลิเบียได้พูดคุยกับบริษัท amesys และอีกหลายบริษัทรวมถึงบริษัทBoeing Co.’s Narus เพื่อเจรจาขอซื้อเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเพื่อสอดส่องกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตของลิเบีย
จากการเข้าตรวจสอบห้องปฏิบัติการสอนแนมที่ถูกปล่อยร้างของรัฐบาลโดย The Wall Street Journal ทำให้เห็นหลักฐานที่กระข่างชัดถึงความร่วมมือของบริษัทในต่างชาติในการช่วยกดขี่และคุกคามเสรีภาพของประชาชนชาวนลิเบียภายใต้การปกครองของพันเอกกัดดาฟี่ที่ยาวนานถึง 42 ปี ในห้องชั้นเก็บของใต้ดิน มีเอกสารเบิยเรียงรายกันเป็นชั้นๆ โดยเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตของประชาชนชาวลิเบีย นักกิจกรรมที่ต่อต้านกัดดาฟี่สองราย โดยรายแรกอาศัยอยู่ในลิเบีย อีกรายอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เวปไซต์ต่อต้านกัดดาฟี่ที่เป็นที่รู้จักกันดี รวมถึงบทสนทนาทางอีเมลล์ของนักกิจกรรมทั้งสองคนที่พูดคุยเรื่องหัวข้อที่นำไปอภิปรายบนเวปไซต์ดังกล่าว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามควบคุมกิจกรรมทางการสนทนาผ่านทางโปรมแกรมต่างๆเช่น Skype, Yahoo, Hotmail , Gmail การส่งข้อความทางอีเมลล์ เซ็นเซอร์วิดีโอทาง YouTube รวมถึงป้องกันไม่ให้ประชาชนใช้โปรแกรม proxy ในการพรางตัวทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
ศูนย์กลางการสอดส่องกิจกรรมทางอินเตอร์เน็ตเป็นองค์กรหลักองค์หนึ่งซึ่งเป็นเครื่องมือในการตรวจตราความปลอดภัย โดยกัดดาฟี่ตั้งขึ้นเพื่อใช้สอดส่องศัตรูของเขา ในปี 2552 บริษัท Amesys ได้ติดตั้งเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจจับข้อมูลขั้นสูง โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ลุกล้ำใช้ในการสอดแนมกิจกรรมทางโลกอินเตอร์เน็ตขั้นสูง
บริษัทเทคโนโลยีการสื่อวารของจีนที่ชื่อว่า ZTE Corp ได้ติดตั้งเทคโนโลยีในการสอดส่องกิจกรรมกรมทางอินเตอร์เน็ตให้รัฐบาลลิเบียด้วยเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ระบุว่า บริษัท Amesys และ ZTE เจรจาทำธุรกิจกับหน่วยรักษาความปลอดภัยหลายหน่วยของกัดดาฟี่ อย่างไรก็ตามโฆษกของบริษัท ZTE ได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในกรณีดังกล่าว
นอกจากนี้บริษัทขนาดเล็กในประเทศแอฟฟริกาใต้ที่ชื่อว่า VASTech SA Pty Ltd ยังได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อดักฟังกิจกรรมทางโทรศัพท์จากต่างประเทศที่โทรเข้าออกภายในประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ตามคำให้การของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวและThe Wall Street Journal บริษัท VASTech ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าวเนื่องจากเป็นความลับทางสัญญา
ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในศูนย์สอดแนมกิจรรมทางอินเตอร์เน็ตกี่รายหรือปฏิบัติการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเป็นระยะเวลานานเท่าใด
ดังกล่าวได้สร้างความหวาดกลัวภายในประเทศ เมื่อสงครามกลางเมืองปะทุขึ้นในต้นปีนี้ กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านกัดดาฟี่บนท้องถนนต่างหวาดระแวงว่าพวกเขาจะถูกสอดแนมหรือจับกุมโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย เพราะทุกคนทราบดีว่ารัฐบาลมักดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ ในช่วงแรกของการรวมตัวประท้วงมักทำผ่านทางการใช้โปรมแกรม Skype ซึ่งนักกิจกรรมมองว่าปลอดภัยกว่าโปรมแกรมสนทนาทางอินเตอร์เน็ต แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังรู้สึกหวาดกลัว
“เราอาจหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยหากไม่ระวังตัว” นักศึกษาอายุ 22 ปี ที่ช่วยจัดการชุมนุมขนาดใหญ่ที่สุดใกล้เมืองทริโอลี่กล่าวกับนักข่าวต่างชาติผ่านทาง Skype ก่อนจะลี้ภัยไปยังประเทศอียิปต์ และหลังจากนั้น ในวันที่ 1 มีนาคม ญาติของเพื่อนเขาระบุว่า เพื่อนของเขาถูกจับสี่ชั่วโมงหลังจากโทรหานักข่าวต่างชาติจากโทรศัพท์มือถือที่มีเครือข่ายในเมืองทริโปลี และไม่มีผู้ใดทราบแนชัดว่าหน่วยงานรักษาความมั่นคงหน่วยใดจับกุมเขาไป และยังไม่ทราบว่าชะตากรรมว่าตอนนี้เพื่อนของเขายังถูกคุมขังอยู่หรือไม่


ยินดีกับชาวลิเบียด้วยครับ
ซาหริ่มอย่ามาแขวะชาวลิเบียนะ