ตัวถ่วงการปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ลาออกทั้งคณะจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน การตัดสินใจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของฝ่ายค้านเกิดจากข้อเสนอปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งจัดทำเป็นรายงานนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการโดยสถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้รับการสนุบสนุนจากพลเอกสนธิและเสียงส่วนใหญ่จากคณะกรรมาธิการ เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่พรรคประชาธิปัตย์กดดันสถาบันพระปกเกล้าให้ถอดถอนรายงานและพิจารณาข้อสรุปใหม่ ที่พรรคพอใจ แต่เมื่อข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธ พรรคสั่งให้ตัวแทนพรรคในคณะกรรมาธการลาออก ไม่เข้าร่วมการค้นหาแนวทางแก้ไขวิกฤตกับคณะกรรมาธิการ อย่างน้อยที่สุดในช่วงระยะเวลาอันสั้น การตัดสินใจนี้ได้โจมตีความพยายามสร้างความปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ
สถาบันพระปกเกล้าใไม่ใช่สถานที่รวมแนวคิดสุดโต่ง นักวิจัยและนักวิชาการส่วนใหญ่ของสถาบันมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและไม่รุนแรง และหลายคนไม่เคยรู้สึกความเห็นใจอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ตามที่โฆษกของสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงภายหลังที่นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์โวยวาย รายงานได้เสนอข้อแนะนำเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายรอมรอมแม้จะเจ็บปวด และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับของสถาบันพระปกเกล้าว่าการปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรอมชอมเพื่อสร้างแนวทางการทำงานร่วมกันได้อย่างสันติ เป็นลักษณะทั่วไปของการเล่นเกมที่ทุกฝ่ายจะพยายามสร้างเงื่อนไขการรอมชอมที่เป็นคุณประโยชน์และสอดคล้องกับวาระทางการเมืองของตนเองมากที่สุด
แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยเมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามทำลายกระบวนการเพียงเพราะไม่ต้องการที่จะรอมชอมอย่างสิ้นเชิง
มีหลายอย่างในข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่ผู้้สนับสนุนรัฐบาลเห็นว่ายากที่จะกลืนกิน อาทิเช่น สถาบันพระปกเกล้าเสนอให้นิรโทษกรรมทั่วไปกับ “บุคคลที่มีส่วนร่วมในชุมนุม ซึ่งรวมถึงผู้ชุมุม เจ้าหน้าที่ความมั่นคงและหัวหน้าของเจ้าหน้าเหล่านั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ควบคุมการใช้พรก.ฉุกเฉิน” ซึ่งนั้นอาจหมายถึงเจ้าหน้าที่ที่สังหารผู้ชุมนุมเสื้อแดงด้วย ในขณะเดียวกันสถาบันพระปกเกล้ายังระบุอย่างชัดเจนว่านิรโทษกรรมไม่ครอบคลุมถึงเหยื่อของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สาระสำคัญคือ สถาบันพระปกเกล้าเสนอปล่อยให้นักโทษทางความคิดเน่าตายในคุก ในขณะที่ฆาตกรไม่ต้องถูกลงโทษ
ในทางกลับกัน พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านส่วนหนึ่งของรายงานสถาบันพระปกเกล้าที่ระบุถึงคำพิพากษาของศาลอันเป็นผลมาจากกิจกรรมอันน่าสงสัยยิ่งของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งจัดตั้งโดยรัฐบาลทหารหลังจากรัฐประหารปี 2549 ข้อโต้แย้งรวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีมลทินจบลงด้วยการตัดสินให้ทักษิณมีความผิดและยึดทัรพย์ของเขาหลังจากนั้น
สถาบันพระปกเกล้าถูกหัวหน้าอัปยศพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาอย่างน่าขบขันว่าปลุกปั่นทำให้เกิด “ความแตกแยก” แต่เขากลับไม่ได้ระบุถึงแนวทางแก้ปัญหาเลย พรรคได้เสนอตัวเลือกสามทางสำหรับการพูดคุยแทน โดยหนึ่งในนั้นคือเรื่องการยกเลิกผลทางกฎหมายที่ตัดสินโดยคตส. คณะกรรมาธิการปรองดองสมานฉันท์ รวมถึงพลเอกสนธิ บุคคลซึ่งดูแลการจัดตั้งคตส.ในฐานะหัวหน้าของรัฐบาลทหารได้แสดงการสนุบสนุนข้อเสนอล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเจ็บปวดจากโรคกลัวทักษิณปฏิเสธที่แม้แต่จะถกเถียงเรื่องดังกล่าวโดยสมาชิกทั้งเก้ารายลาออกจากคณะกรรมาธิการหลังจากแพ้การลงมติเรื่องดังกล่าว โดยผลการลงมติคือ 22 เสียงต่อ 9 เสียง
พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต่างจากคนเสื้อแดงคือพวกเขามีเหตุผลทุกประการที่จะพยายามทำให้กระบวนการปรองดองสมานฉันท์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์แสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อเงื่อนไขที่นำเสนอ และควรนำเสนอเหตุผลของตนต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งควรเป็นผู้ชี้ขาดข้อโต้แย้งอันเด่นชัด อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้การปรองดองสมานฉันท์เป็นไปตามเงื่อนไขของพวกเขาเท่านั้น ไม่ว่าเสื้อแดงจะมีความแคลงใจใดกับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าใด พวกเขามีความรับผิดชอบพอที่จะเข้าใจว่าการปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้เมื่อพวกเขาผูกพันธ์และเข้าร่วม และยังฉลาดพอที่จะรับรู้ว่ากระบวนการใดๆก็ไม่สามารถผลิตผลลัพธ์ที่ตรงกับใจพวกเขาได้ทุกอย่าง และในขณะเดียวกันก็เพิกเฉยต่อความต้องการของคนอื่น เสื้อแดงรู้ว่าพวกเขาต้องเสียสละบางอย่างที่จะนำไปสู่การเปิดเผยความจริงเพื่อประกันผลลัพธ์อันมั่นคงซึ่งจะเป็นผลดีต่อคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ต่อกลุ่มตนหรือผู้สนับสนุนตนเท่านั้น แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่เห็นเป็นเช่นนั้น สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ “การปรองดองสมานฉันท์” หมายความว่าคนอื่นต้อง “ปรองดอง” กับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าคนส่วนมากจะไม่ต้องการก็ตาม
การไม่รู้จักการรอมชอมของพรรคประชาธิปัตย์จะทำลายกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ในช่วงระยะสั้นเพราะความชอบธรรมทางกฎหมายของกระบวนการขึ้นอยู่กับการเข้าร่วมของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะยาวการปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นด้วยหรือไม่ ประชาชนชาวไทยรวมถึงผู้ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์รู้สึกอิ่มกับการต่อสู้และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าแล้ว สิ่งที่พวกเขามองหาคือข้อตกลงที่สมเหตุสมผลซึ่งจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและให้เกียรติต่อสิทธิ์การรับรู้ความจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนี่คือสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอในรายงานโดยตรงโดยเน้นย้ำว่าสังคมไทยต้องเรียนรู้จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต และให้ความสำคัญกับการที่“ทุกฝ่ายควรเข้าร่วมในการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับประชาธิปไตยและการปรับตัวเข้าหากันของประเทศโดยหลักนิติรัฐ ในขณะเดียวกับก็หลีกเลี่ยงอย่างระวังที่จะบังคับใช้ ‘ความยุติธรรมของผู้ชนะ’ “ การคัดค้านที่จะรอมชอมอย่างสิ้นเชิง และการขัดขวางกระบวนการปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ พรรคประชาธิปัตย์กำลังเสี่ยงที่จะทำลายตนเอง

