ประชาธิปไตยกำลังถูกโจมตี
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตัวแทนของประชาชนชาวไทยที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อเกือบปีหนึ่งที่แล้วถูกกันไม่ให้เข้าไปในรัฐสภาเพื่อทำหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ การขัดขวางโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นการทำงานของกลุ่มที่เรียกตนเองว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งมากว่า 20ปี และกลุ่มผู้ประท้วงราวพันคนซึ่งจัดตั้งการเคลื่อนไหวส่วนหนึ่ง นั้นคือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งกลุ่มแกนนำของพันธมิตรเคยเรียกร้องให้ล้มล้างผู้แทนจากระบอบประชาธิปไตย สถาปนาระบอบเทวาธิปไตย ( หรือที่พวกเขาเรียกว่า “ธรรมาธิปไตย”) และปิดประเทศตราบนานจนกว่าจะสามารถ“กวาดล้าง” ศัตรูทางการเมืองของพวกเขาให้สิ้นซากไปได้
นอกจากจะเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่คนเพียงไม่กี่ร้อยคนสามารถกระทำการเช่นนี้ได้ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความบอบบางของสถานการณ์ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประเทศที่เรียกตนเองว่าเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรควรได้รับคำชื่นชมในเรื่องของการยับยั้งชั่งใจ โดยปกติ ตำรวจควรจะสามารถรับรองสิทธิการชุมนุมของผู้ประท้วงและในขณะเดียวกับก็อำนวยความสะดวกให้สส.เข้าไปทำงานได้ การที่ไม่มีทางผ่านใดที่ปลอดภัยให้กับสส.ไม่ใช่เพราะเรื่องจำนวนของเจ้าหน้าที การฝึกฝน หรือทรัพยากรแต่เป็นเพราะความเป็นจริงของการเมืองที่ล้าหลังทารุณ พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ใช้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องรับผิดในสิ่งที่พวกเขากระทำจุดชนวนการเผชิญหน้าเพื่อจะได้เป็นข้ออ้างให้ทหารทำรัฐประหารอีกครั้ง รัฐบาลและตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากพยายามหลีกเลี่ยงหายนะนี้
และอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมากคือ ในวันเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งห้ามไม่ให้รัฐสภาอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้รอ “ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ” ก่อน ภายใต้มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ คำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญตั้งใจจะพิจารณาว่าการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเจตนาที่จะ “ล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” หรือไม่ การตัดสินดังกล่าวจะให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรครัฐบาลเพื่อไทยและถอดถอนสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรค เหมือนกับที่ศาลทำกับพรรคไทยรักไทยในปี 2550 และพรรคพลังประชาชน 2551 และนี่นำไปสู่ “ตุลาการรัฐประหาร”
การออกคำสั่งห้ามมิให้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญเอง ประการแรก เป็นการละเมิดมาตรา 68 เพราะก่อนที่ศาลจะรับพิจารณา คำร้องดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบโดยอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ยื่นร้องขอให้ศาลระงับการพิจารณาดังกล่าว ในกรณีนี้ ศาลเลือกที่จะเพิกเฉยกระบวนการดังกล่าว ประการที่สอง ศาลไม่มีอำนาจแทรกแซงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษเฉพาะของรัฐสภา ดังนั้นการออกคำสั่งห้ามไม่ให้สภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นการละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างร้ายแรง โดยปกติแล้ว ตามคำแนะนำของนักวิชาการกฎหมายไทย พฤติกรรมที่ผิดกฎหมายนี้อาจส่งผลให้มีการถอดถอนตุลาการที่เพิกเฉยต่ออำนาจชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง น่าเสียใจว่า หากการตัดสินใจถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของวุฒิสมาชิก ศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจไม่ว่ากฎหมายัฐธรรมนูญจะรับรองการกระทำดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม


ร่วมการยื่นถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญ
เพราะเข้าแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร
ไม่ให้บริหารประเทศได้ และถอดถอนเช่น
คำนูณ,พรพรรณ,สมชายและสมเจตต์ด้วยครับ
เพราะเป็นสว.เกินหน้าที่ งามหน้าไหม สว.ลากตั้ง